ราเชนพอเข้าใกล้เมืองเอ้อเฉินก็พบว่า มีกองทัพฮานได้ตั้งทัพเรียงรายเต็มพื้นที่ ไม่สามารถจะเข้าไปในเมืองเอ้อเฉินได้ แม้นว่าภูมิประเทศทั้งสองด้านจะเป็นแต่ป่าและเนินเขา แต่ก็ถูกพวกกองทัพฮานกำลังเผาป่าจนไฟไหม้ลุกโชนไปทั้งสองข้างทาง
“ แย่แล้ว ถ้าเช่นนั้นค่ายกลพนาสนธิ์อะไรนั่น ก็ไม่อาจหยุดทัพฮานได้แล้ว”
ราเชนถึงกับอึ้ง รีบศึกษาคัมภีร์ปีศาจ อย่างละเอียดทันทีี
เมืองเอ้อเฉินเป็นเมืองธรรมชาติคุ้มครอง มีผืนป่ากว้างใหญ่ สามารถใช้สร้างค่ายกลพนาสนธิ์ เพื่อป้องกันเมืองได้ แต่ว่า หากเจอกับค่ายกลเพลิงโลกันต์เมื่อไร ก็ไม่อาจต้านทานได้ แต่ทำเลเมืองเอ้อเฉินนั้นถูกสร้างขึ้นมา เหมือนเทพสงครามสรรสร้าง
มีค่ายกลพนาสนธิ์แล้ว ยังมีสิ่งที่น่ากลัวอยู่ คือ แม่น้ำเอ้อเฉิน ซึ่งปฐมจักรพรรดิหลี่เทียนในอดีต ได้เคยสร้างเขี่อนกั้นแม่น้ำเอ้อสุ่ยเอาไว้ ฉากหน้านั้นเพื่อให้ชาวเมืองได้มีน้ำกิน น้ำใช้ตลอดปี แต่จุดประสงค์ที่แท้จริงนั้น คือสร้างเอาไว้เพื่อทำลายล้างอริราชศัตรูให้แดดิ้นไป ในคราเดียว แต่ต้องแลกมาด้วยกับชาวเมืองนับล้านชีวิต
ราเชนอ่านบันทึกจบ ก็มองไปบนท้องฟ้า เห็นดาวจระเข้ ที่เปรียบเป็นเหมือนดวงเมืองในตอนนี้ ซึ่งส่วนหัวเปรียบได้กับพวกผู้นำ ดาวส่วนหัวกลับส่องแสงสว่างไสว ผิดกับ ดาวที่เป็นเท้าหลังเปรียบเหมือนกับทหาร และ ดาวส่วนหางที่เปรียบเหมือนกับชาวบ้าน ดาวทั้งสองดวงกำลังจะริบหรี่ลงไปอย่างช้าๆ
“ แย่แล้ว พวกเขาคงคิดทำลายเขื่อนกั้นน้ำ พิฆาตศัตรูแน่ๆเลย”
ราเชนเอ่ยขึ้นกับตัวเองอย่างตกใจ เขารู้ว่าฟ้าลิขิตมาเช่นนี้แล้ว แต่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็จะไม่ยอมให้เกิดการล้มตายมากมายเช่นนี้ต่อชาวบ้านที่บริสุทธิ์ ราเชนเองก็ไม่รู้ทำไมเขาถึงคิดแบบคนดีๆ แบบนั้นออกมา แต่แล้วเขาก็มองไปที่ด้านหลังของกองทัพฮานที่ ซึ่งมีอยู่นับพันคนคอยลาดตระเวนอยู่รอบๆ คลังเสบียง จึงเกิดความคิดแวบหนึ่งขึ้นมา
“ ข้าต้องการให้พวกเจ้าช่วย” ราเชนเอ่ยออกมาเบาๆ
“ ขอนายท่านสั่งมาได้เลย พวกเราพร้อมจะทำตามคำสั่งนายท่านทุกประการ”
เด็กหญิงเผ่ารัตติกาลที่ดูอายุมาก คุกเข่าต่อหน้าราเชน ทำให้ทุกๆ คนทำตาม ทำเอาราเชนถึงกับอึ้งไป เพราะเขากำลังจะให้เด็กเหล่านี้เสี่ยงชีวิตช่วยเขาทำงานบางอย่าง
“ ดี หากผ่านคืนนี้ไปได้ ข้าจะตอบแทนพวกเจ้าอย่างเต็มที่ ฟังนะ พวกเจ้าแยกย้ายกันไปทั้ง 13 จุด แล้ว จุดไฟเผาเสบียงของพวกมันให้ได้ คนละ 10 จุด พยายามอย่าปะทะกับพวกมัน เสร็จแล้วให้ไปหาข้าที่หน้าประตูเมือง”
เด็กน้อยทั้งสิบสามประสานมือรับคำสั่ง
ราเชนนำยันต์ล่องหนออกมา แปะเข้าที่ร่างของเด็กเผ่ารัตติกาลทั้งหมด แล้ว ยังแปะยันต์ป้องกันเอาไว้ที่หน้าอกของแต่ละคน เพื่อไม่ให้ถูกอาวุธทำร้ายถึงแก่ชีวิต แล้วมอบยันต์เพลิงมอบให้กับ เด็กปีศาจคนละ 100 ใบ
ราเชนสอนให้ทุกคนรู้จักการใช้ยันต์ทั้งสามประเภท จากนั้นก็นำยันต์ล่องหนออกมาแปะที่ลำตัวของตนเอง แล้วกลั้นหายใจ ร่างของเขาก็หายวับไปในทันที
เด็กเผ่ารัตติกาล ทุกคนตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง แล้วก็ทำตามราเชนบอก ร่างของทุกๆ คนก็หายวับเช่นกัน แล้วไม่นาน ค่ายที่เก็บเสบียงของกองทัพฮาน ก็ค่อย ๆ เกิดเพลิงลุกไหม้ขึ้นทีเดียว 10 กว่าจุด และยังคงเพิ่มเรื่อยๆ ไม่นาน ก็เป็นร้อยจุด สร้างความแตกตื่นตกใจ ให้กับ ทหารเฝ้ายามเป็นจำนวนมาก ทั้งหมดรีบทำการดับไฟอย่างเร่งด่วน
แต่ทว่าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ม้าที่อยู่ด้านหลัง กลับถูกปล่อยออกมานับพันตัว หางของพวกมันกลับมีน้ำมันราดอยู่ แล้วจู่ๆ ก็มีไฟลุกโชนขึ้นที่หางของม้า มันวิ่งตะบึงออกไปอย่างแตกตื่นอย่างไร้ทิศทาง พุ่งเข้าเหยียบทหาร เข้ากระโจม เพลิงยิ่งโหมกระหน่ำ กระจายวงกว้างออกไปอีก
จากนั้น สัตว์อสูรที่ถูกขังเอาไว้ พวกแรดนอเดียว ช้าง กระทิง เสือดาว ตอนนี้ถูกปล่อยตัวออกมา พวกมันก็ถูกจุดไฟที่หางเอาไว้จำนวนมาก ทำให้สัตว์อสูรตัวอื่นๆ พลอยแตกตื่นตกใจตามไปด้วย พวกมันถึงกับวิ่งเตลิดออกไปทั่วสารทิศ กระจัดกระจายไปทั่วกองทัพ ทหารฮานนับพัน ถูกสัตว์อสูรเหล่านี้เหยียบตายกันเกลื่อนค่าย บางคนนอนหลับอยู่ถูกเหยียบตายไปโดยไม่รู้ตัว
“ บัดซบ นี่มันเกิดอะไรขึ้น พวกเจ้ารีบส่งคนไปช่วยดับไฟเร็ว ท่านราชครูฮั่ว สัตว์อสูรเหล่านี้เกิดคลั่งอะไรขึ้นมา” องค์ชายมู่ฉิน กำลังมองป่าค่ายกล ที่เป็นปราการป้องกันเมือง ถูกเผาทำลายจนวอด และกำลังตั้งเครื่องดีดหิน เพื่อทำลายเมือง ถึงกับหันกลับมาสั่งการด้วยความโมโหโกรธายิ่ง ที่เห็นเพลิงไหม้และพวกสัตว์อสูรกำลังคุ้มคลั่งจนวุ่ยวายไปทั้งกองทัพเช่นนี้
“ จูชง หยูซวง พวกเจ้ารีบไปดูซิ”
จูชงเรียกอินทรียักษ์แล้วกระโดดขึ้นไปพร้อมกับหยูซวง พอบินวนไปดูรอบๆ ก็พบแต่ทหารถูกสัตว์อสูรเหยียบตายเกลื่อน และกระจัดกระจายไปทั่ว ปรมาจารย์หยูซวงรีบเป่าขลุ่ยเพื่อสะกดพวกมันทันที พอสัตว์อสูรที่ได้ยินเสียงขลุ่ยก็เริ่มสงบ ยกเว้นบางตัวที่ถูกไฟเผาลามไปถึงลำตัว มันหาได้สนใจเสียงขลุ่ยไม่ ยังคงวิ่งตะบึงออกไปไม่หยุด
“ เอายังไงดีศิษย์พี่ ขลุ่ยของข้าไม่อาจควบคุมพวกมันได้”
“ ฆ่าพวกมันซะ ก่อนที่พวกมันจะสร้างความเสียหายไปมากกว่านี้”
“ แต่ว่าสัตว์อสูรตัวอื่นๆ จะตายไปด้วยนะ”
“ ไม่มีเวลาแล้ว รีบจัดการเร็ว”
ปรมาจารย์หยูซวงพยักหน้า แล้วก็เริ่มเป่าขลุ่ยใหม่อีกครั้ง แต่คราวนี้มันไม่เหมือนก่อน พอเสียงขลุ่ยกระจายออกไปกระทบโสตประสาทของเหล่าสัตว์อสูร พวกมันก็ถึงกับมีอาการแปลกๆ เลือดไหลออกจากปาก และ จมูก ตัวที่ไม่ถูกไฟเผา ก็มีอาการเหมือนกันน้ำลายฟูมปาก เลือดไหลออกจากทวารทั้งเจ็ด ตายกันเป็นเบือ ไม่นานทุกอย่างก็สงบลง
องค์ชายมู่ฉินนำขบวนกลับมาดูสภาพ เห็นทั้งคนและสัตว์อสูรตายกันเกลื่อนไปจนหมด จูชงก็รีบเอ่ยรายงานว่า
“ เสบียงของเราทั้งหมดเสียหายไปกว่าครึ่ง ทหารล้มตายเกือบหมื่นคน สัตว์อสูรของเราล้วนตกตายไปเหลือไม่ถึงครึ่ง ตรวจพบว่ามีคนใช้ยันต์เพลิงบุกเข้ามาหลายสิบคน แต่ว่า ไม่มีใครเห็นตัวพวกมันแม้แต่คนเดียว”
“ บัดซบสิ้นดี มันเป็นใครกัน ร้ายกาจขนาดที่ทหารของพวกเรามองไม่เห็นตัวของมันเชียวรึ?” องค์ชายมู่ฉินหันหน้ามาถาม ฮั่วเหยียน
“ ยันต์เพลิง บางทีพวกมันอาจใช้ยันต์ล่องหนบังตาทหารของเรา คนที่สามารถใช้ยันต์พวกนี้ต้องเป็นพวกนักพรต แต่ในอาณาจักรปัจจิมนี้ มีผู้ใดกล้าต่อกรกับทัพฮานของเรา ยกเว้นแต่ นักพรตทงที หรือว่าจะเป็นมัน...”
“ หยางเฟยหลง มันยังไม่ตาย บางทีมันอาจจะพายอดฝีมือมาช่วย แล้วเผาค่ายเสบียงของเรา เพราะอินทรียักษ์บอกว่า คนที่พวกเราส่งไปตามพวกมันล้วนตกตายหมดสิ้น” อินทรียักษ์อ้าปากร้องออกมาอย่างโหยหวนและหวาดหวั่น
“ เป็นไปไม่ได้ ศิษย์ของข้าทั้งหก ล้วนเป็นฝึกใกล้ถึงขั้นปรมจารย์ระดับสูงแล้ว ใครมันจะฆ่าตัวตนระดับนี้ได้พร้อมกันถึงหกคน กับทหารอีกเป็นร้อย” ราชครูเหลียง ไม่อยากเชื่อเป็นเรื่องจริง
“ แต่อินทรียักษ์ไม่เคยสื่อสารผิดพลาด” จูชงยังเน้นย้ำเรื่องนี้
องค์ชายมู่ฉินกำลังจะเอ่ย คำสั่งออกมา แต่ทว่า ก็มีเหตุการณ์ผิดปกติ กองทัพหน้าของเขา เกิดส่งสัญญาณอันตราย พอหันกลับไปดู ก็พบว่ามีประกายไฟลุกพรึบ ติดเครื่องดีดหินที่ประกอบเสร็จ รอบรรจุใส่เครื่องดีด แต่ตอนนี้เครื่องดีดหินกว่าสิบเครื่องถูกเพลิงเผาทำลายไปเสียแล้ว
“ แย่แล้ว พวกมันเผาเครื่องดีดหินของเรา ท่านราชครูทั้งสอง ถึงคราวที่ท่านต้องลงมือด้วยตัวเองแล้ว”
เจ้าสำนักพันดารา ฮั่วเหยียน กับ ราชครูเหลียง พุ่งตัวขึ้นไปบนฟ้า เพื่อมองหาคนที่กระทำเรื่องนี้ทันที
ซึ่งไม่ทันแล้ว ราเชนควบม้านำหน้า เด็กเผ่ารัตติกาลทั้งสิบสามคนมายืนอยู่หน้าประตูเมืองแล้ว เสียงคนตะโกนออกมาจากบนกำแพงด้วยความดีใจว่า
“ ท่านรองผู้บัญชาการหยางยังไม่ตายๆๆ”
ที่ปรึกษาแม่ทัพเยว่ไควเห็นดังนั้น ก็รีบตะโกนสั่งการว่า
“ รีบเปิดประตูเร็ว”
ราเชนให้เด็กเผ่ารัตติกาลทั้งสิบสามเข้าไปในเมือง แต่ตัวเขายังอยู่ระวังหลัง เพราะตอนนี้เขาได้ยินเสียงลมแหวกอากาศเข้ามา ถึงสองสาย ในมือของเขาในตอนนี้ ปล่อยยันต์ระเบิดออกไปนับร้อยแผ่น แล้วใช้ยันต์ล่องหนตบเข้าไปหน้าอกของตนเอง
โครม !!
ม้าของราเชนถูกฝ่ามือกระแทกจนร่างระเบิดเป็นชิ้นๆ แต่หามีร่างของราเชนไม่ มีแต่ยันต์ระเบิด พุ่งใส่ทั้งสองราชครูเป็นจำนวนมาก
ตูม ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ !!! พลังของยันต์ระเบิดไม่อาจทำอะไรทั้งสองราชครูได้
“ หยางเฟยหลง แน่จริงออกมาซิ”
“ ข้าอยู่นี่ แน่จริงก็ตามขึ้นมาซิ”
ราเชนอยู่บนกำแพงเมืองเรียบร้อยแล้ว ทหารนับพันต่างยิงเกาทัณฑ์นับร้อยนับพันเข้าใส่ ราชครูทั้งสองที่ตอนนี้ต้องวาร์ปร่างหลบหนีกันอย่างทุลักทุเล
องค์ชายมู่ฉิน พอเห็นว่าเป็นหยางเฟยหลงก็แค้นใจยิ่งนัก ระดมสัตว์อสูรที่เหลืออยู่ไม่ถึงครึ่ง และสั่งกองทหารทั้งหมดแปดแสนคน เข้าบุกโจมตีใส่เมืองเอ้อเฉินทันที
“ ท่านรองผู้บัญชาการหยาง ท่านยังไม่ตายจริงๆ ด้วย” ที่ปรึกษาแม่ทัพเยว่ไควเข้ามาจับแขนของราเชนอย่างดีใจ แล้วก็มีรองแม่ทัพลู่ตง ต้าเฉิง และ เจ้าโมโม่ ก็เข้ามาหาราเชนด้วยความยินดี
แต่ราเชนกลับขมวดคิ้ว แล้วเอ่ยแทรกว่า
“ องค์ชายรอง คงขึ้นไปยอดเขาเตรียมพังเขื่อนกั้นแม่น้ำเอ้อสุ่ย ใช่หรือไม่”
“ ท่าน…ท่านรู้ได้อย่างไร” ที่ปรึกษาแม่ทัพเยว่ไคว ถึงกับอึ้ง ที่ราเชนรู้เรื่องนี้
“ แสดงว่า พวกเขาเตรียมการจริงๆ บอกพวกเขาห้ามทำลายเขื่อนเด็ดขาด ข้ามีวิธีทำลายกองทัพฮานแล้ว”
“ จริงรึ? แต่ว่า” แม่ทัพชราเยว่ไควมองไปที่ รองแม่ทัพเตี้ยนถงที่ยืนตัวตรง เพื่อเฝ้าสังเกตการณ์ ต่างเข้ามาทำความเคารพ แล้วเอ่ยว่า
“ ข้ามีหน้าที่ทำตามคำสั่ง หากองค์ชายมู่ฉินเข้าเมืองมาได้ ข้าจะยิงพลุสัญญาณบอกท่านแม่ทัพใหญ่ ให้ทำลายเขื่อนกั้นแม่น้ำเอ้อสุ่ย”
“ งั้นก็ดี พวกมันไม่มีทางเข้าเมืองเอ้อเฉินได้เป็นอันขาด”
ราเชนเอ่ยอย่างมั่นใจ
“ ท่านมีแผนอะไร พวกมันมีกำลังเก้าแสนคน แม้นเครื่องดีดหินของมันพังทลาย แต่พวกมันจะใช้ท่อนซุงทำลายประตูเมือง แล้ว จะใช้บันไดเมฆ บุกเข้าเมือง ได้ในไม่ช้า ส่วนพวกเราเหลือกองกำลังไม่ถึงห้าหมื่นคนเท่านั้น เกรงว่าไม่เกินหนึ่งชั่วยามพวกมันได้ทำลายประตูเมืองเข้ามาได้แน่ๆ” แม่ทัพเยว่ไควมองไปที่กองทัพศัตรูที่มีมากมายเหลือคณานับ ตอนนี้ กำลังเคลื่อนย้าย อุปกรณ์เพื่อปีนป่ายกำแพงเมือง ท่อนซุง บันไดเมฆ อีกไม่นานคงจะเริ่มโจมตีแน่ๆ
“ กำลังทหารของมันมากกว่าเราเป็นสิบเท่า พวกเราคงต้านได้ไม่นานแน่” รองแม่ทัพลู่ตงที่ยังบาดเจ็บเอ่ยเสียงเครียด
“ แต่ว่า พวกมันไม่รู้ว่ากองกำลังของเราเหลือเพียงแค่ ห้าหมื่นคนนี่ รองแม่ทัพลู่อย่าได้ห่วงกังวลไป ท่านแม่ทัพเยว่ บอกว่าพวกเราต้านทานทัพพวกมันได้ไม่เกินหนึ่งชั่วยาม ยังไม่เพียงพอที่จะจัดการกับทัพฮานอย่างเด็ดขาด ข้าต้องการเวลาหนึ่งชั่วยาม พอจะทำได้หรือไม่” ราเชนเอ่ยอย่างมั่นใจ
“ ก็พอมี แต่ว่าต้องส่งหน่วยกล้าตาย ออกไปสู้กับพวกมันนอกกำแพง แต่ทว่าการออกไปนั้นง่าย แต่จะกลับมานั้นยากยิ่งนัก เพราะทัพม้าของพวกมันล้วนมีวิชายิงธนูร้ายกาจยิ่งนัก” ที่ปรึกษาแม่ทัพเยว่ไควเอ่ยเสียงเครียด รองแม่ทัพลู่ตงนั้นก็พยักหน้าเห็นด้วย
ราเชนหวนนึกถึงจุดอ่อนของทหารมงโกลที่พ่ายแพ้ต่อทหารหมิงในอดีต ก็เลยเอ่ยออกมาว่า
“ กองทัพฮานพวกนี้ ใช่ว่าจะไม่มีจุดอ่อน พวกมันต้องอาศัยที่เตียนโล่ง เพื่อให้ม้าขบเคลื่อนได้อย่างสดวก และจะไม่ชอบในการต่อสู้แบบประชิดตัว พวกเราส่งกองกำลังทหารที่ใช้เหลนยาว และหน้าไม้ ออกไปทางปีกซ้ายและขวา ทั้งสองจุดนี้พวกทหารม้าไม่อาจควบม้าเข้ามาใกล้ได้ ต้องสู้ระยะประชิดอย่างเดียว ส่วนตรงกลางนี้ ให้พวกมันบุกเข้ามา เราจะใช้หน่วยป้องกันบนกำแพงจัดการกับพวกมัน ท่านรองแม่ทัพลู่ คิดว่าพอจะต้านทานมันได้สักหนึ่งชั่วยามหรือไม่”
“ หากว่าส่งทหารราบออกไปก่อกวนพวกมันทั้งสองข้าง ข้ามั่นใจทหารที่ข้านำทัพไป จะสามารถต้านทานได้ตามกำหนดเวลา แต่อีกด้านหนึ่ง ข้ายังไม่มั่นใจ” รองแม่ทัพเตี้ยนถงขมวดคิ้วสงสัย จึงโพล่งออกมาว่า
“ ข้าขอถามท่านผู้บัญชาการหยาง หากสามารถยืดเวลาได้ถึงหนึ่งชั่วยาม ท่านจะใช้วิธีอะไร จัดการกับกองทัพฮาน?”
ทุกๆ คนต่างก็สงสัยเช่นกัน ราเชนยิ้มขึ้นมาอย่างมั่นใจแล้วเอ่ยว่า
“ ข้าจะใช้ลมทมิฬพิฆาต สังหารพวกมันทั้งกองทัพ” ............