การปรากฏตัวของเจ้าเมืองหนานปิงทำให้บรรยากาศพลันแปรเปลี่ยนไปในทันที
เพียงแค่เขานั่งลงบนเก้าอี้อันทรงเกียรติ กลิ่นอายอันทรงพลังและกดดันก็แผ่ซ่านไปทั่วทั้งบริเวณ ราวกับเป็นพายุที่มองไม่เห็น
แม้แต่ศิษย์ของนิกายวายุโลหิตเองยังเผยสีหน้าที่เคร่งเครียด
“เจ้าเมืองหนานปิง… ไม่ธรรมดาจริงๆ”
หลี่เทียลอบครุ่นคิด ขณะเหลือบมองร่างของชายวัยกลางคนผู้หนึ่งที่นั่งอยู่เบื้องบน
“เคยได้ยินอยู่หรอกว่าเขานั้นแข็งแกร่งและเที่ยงตรง”
“แต่ไม่คิดเลยว่าจะมีพลังราศีที่หนักแน่นถึงเพียงนี้!”
ถึงตอนนี้จะไม่สามารถมองเห็นระดับพลังที่แท้จริงของอีกฝ่ายได้โดยตรง
ทว่าจากสัญชาตญาณของผู้แข็งแกร่ง หลี่เทียก็สามารถคาดคะเน
พลังของเจ้าเมืองหนานปิง อาจเทียบได้กับผู้อาวุโสระดับสูงของนิกาย
ขณะเดียวกัน เทียนจุนเองก็กำลังจับจ้องไปที่บุคคลเดียวกัน
“สมกับเป็นเจ้าเมือง..”
ชายหนุ่มเองก็ไม่ได้แสดงท่าทีตื่นตระหนกหรือหวาดหวั่น
เพียงแต่รับรู้ได้ว่า การที่บุคคลผู้นี้สามารถปกครองเมืองใหญ่ได้โดยไม่มีใครกล้าลุกขึ้นมาต่อต้าน
นั่นก็ย่อมหมายความว่า ชายวัยกลางคนผู้นี้จะต้องแข็งแกร่งเหนือกว่าผู้บำเพ็ญเพียรโดยทั่วไปแน่นอน
เพราะหากไม่มีพลังมากพอ จะสามารถปกครองเมืองที่เต็มไปด้วยผู้แข็งแกร่งจากทุกสารทิศได้อย่างไร
“ท่านตงจาง เจ้าเมืองหนานปิงเป็นผู้บำเพ็ญเพียรไร้สังกัดอย่างนั้นหรือ?”
ขณะนั้นเทียนจุนก็นึกสงสัย จึงหันไปเอ่ยถามบุคคลที่อยู่ข้างกาย
ซึ่งตงจางก็ลอบเหลือบมองซ้ายขวา ก่อนจะโน้มตัวเข้ามากระซิบตอบเบาๆ
“ไม่ใช่หรอกท่านเทียนจุน เจ้าเมืองทั้งหลายที่ปกครองในแคว้นกวางโจ่วนั้น ล้วนอยู่ภายใต้การควบคุมของราชวงศ์ที่แข็งแกร่ง”
“พวกเขาเป็นขุมพลังที่อยู่เหนือขึ้นไป และเป็นผู้กุมอำนาจสูงสุดของแคว้น”
เทียนจุนกระพริบตาเล็กน้อย พลางพยักหน้ารับคำอย่างเข้าใจ
“ถูกต้อง และไม่ใช่แค่แคว้นกวางโจ่วเพียงแคว้นเดียว แคว้นอื่นๆที่อยู่ในระแวกเดียวกันก็มีราชวงศ์ของตัวเองปกครองเช่นกัน”
“แม้แต่สี่สำนักใหญ่ของแคว้นกวางโจ่วก็ยังต้องเกรงใจราชวงศ์อยู่สามส่วน”
เมื่อรับฟังคำอธิบาย เทียนจุนก็เริ่มคาดเดาโครงสร้างขุมพลังอำนาจในดินแดนแห่งนี้ได้คร่าวๆ
“เช่นนั้น บนสุดของพีระมิดแห่งอำนาจก็คือราชวงศ์ที่ปกครองเหนือแคว้นต่างๆ”
“ส่วนรองลงมาก็คือขุมพลังขนาดใหญ่ เช่นสำนักหรืออาณาจักรการค้าต่างๆ”
“หึ แผนผังอำนาจเช่นนี้ไม่ได้แตกต่างจากอาณาเขตดินแดนศักดิ์สิทธิ์เลยแม้แต่น้อย!”
เทียนจุนยิ้มเล็กน้อยที่มุมปาก สายตาของเขาลึกซึ้งขึ้น ในใจเริ่มก่อร่างแนวคิดบางอย่างขึ้นมาอย่างเงียบงัน
บนที่นั่ง ชายวัยกลางคนเริ่มใช้ปราณจิตสัมผัสและสำรวจผู้เข้าร่วมการแข่งขัน
ต้องบอกก่อนว่าเมื่อผู้บำเพ็ญเพียรยกระดับมาถึงขั้นตำหนักวิญญาณ
ตันเถียนในส่วนลึกจะให้บังเกิดจิตวิญญาณที่อยู่ในห้วงสมองขึ้นมา
ซึ่งมันก็คือแหล่งพลังวิญญาณที่มีความสำคัญ ไม่ต่างไปจากตันเถียนและเส้นชีพจรที่ไหลเวียนอยู่ภายในร่างกาย
และเมื่อพวกเขามาถึงระดับนี้ได้ จิตวิญญาณจะก่อร่างเป็นคลื่นพลังเซียนที่แข็งแกร่ง สามารถตรวจสอบสถานะ รวมถึงมองเห็นออกไปไกลได้
ประหนึ่งเป็นดวงตาที่สาม อาจเรียกได้ว่ามันคือดวงตาอีกดวงนึงของผู้บำเพ็ญเพียรเลยก็ว่าได้
ในตอนนั้น หนานปิงได้ใช้ปราณสัมผัสตรวจสอบพลังของผู้เข้าร่วม
เขาไม่ได้ครุ่นคิดในใจและพูดออกมาจนทุกคนได้ยิน
“ตัวแทนของฝั่งตระกูลโอวผ่านเงื่อนไข มีระดับทะเลวิญญาณขั้นที่หนึ่ง สามารถลงการประลองระหว่างตระกูลได้!”
คำพูดของเจ้าเมืองสร้างเสียงฮือฮาให้กับผู้คน จากนั้นหลายคนก็เริ่มหันไปมองทางตระกูลตง
ซึ่งหนานปิงก็เริ่มกวาดตามองมายังเทียนจุนเช่นเดียวกัน
ทว่าเมื่อปราณจิตของหนานปิงเริ่มตรวจสอบระดับขั้นพลัง สีหน้าแววตาก็เริ่มแปลกประหลาด
“นี่เจ้า.. เป็นตัวแทนของตระกูลตงจริงๆใช่ไหม?”
คำถามของหนานปิงสร้างความสงสัยให้กับผู้คน
แม้แต่หลี่เทียกับหย่าเฟยก็ยังต้องหันขวับมามอง ก่อนที่หนานปิงจะเริ่มเปิดเผยระดับพลังที่แท้จริงของเขา
“เจ้าน่ะ.. มีระดับหลอมกายาขั้นที่เก้าเองเท่านั้น!”
“แล้วอยากจะลงไปต่อสู้เพื่อตระกูลตงจริงๆยังงั้นเรอะ?”
คำตอบที่ออกมาทำให้บรรยากาศพลันเงียบงัน แม้แต่ตงจางและคนในตระกูลตงคนอื่นๆก็เบิกตากว้าง
“อะ..อะไรนะ ท่านไม่ได้เป็นผู้มีพลังระดับทะเลวิญญาณ”
“แต่กลับเป็นระดับหลอมกายาเรอะ?!”
“แล้วทำไมตอนนั้นท่านถึงได้...
เมื่อระดับขั้นพลังที่แท้จริงของเขาถูกเปิดเผย สีหน้าและแววตาของคนตระกูลตงก็พลันแปรเปลี่ยนไปในทันที
แม้แต่ตงจางก็ทำได้เพียงอ้าปากค้าง ตัวของมันแทบจะไม่เชื่อกับระดับขั้นพลังที่ปรากฏขึ้น
เพราะในเวลานั้น ทั้งเขาและอู๋จ้าง รวมถึงคนอื่นๆของตระกูลตงก็ได้เห็น
ชายคนนี้ควบแน่นปราณเซียนสีทองและปลดปล่อยออกมา
มีพลังไม่ต่างไปจากระดับทะเลวิญญาณเลยด้วยซ้ำ สามารถจัดการกับเหล่านักฆ่าที่ตระกูลโอวหยางส่งมาได้อย่างเด็ดขาด
แล้วจะบอกว่าชายคนนี้ยังไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับทะเลวิญญาณ หมายความว่าเขาจะต้องเป็นอัจฉริยะในการฝึกตนอย่างแน่นอน
ขณะเดียวกัน พวกโอวหยางเฉินและคนในตระกูลก็ประหลาดใจ ก่อนที่จะส่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างเย้ยหยัน
“ฮ่าๆๆ น่าขันสิ้นดี! เจ้าอยากจะหลอกพวกเราว่าเจ้าอยู่ในระดับทะเลวิญญาณจริงๆอย่างนั้นรึ?”
โอวหยางเฉินจ้องมองเทียนจุนด้วยสายตาเย้ยหยัน เสียงหัวเราะของเขาดังขึ้นท่ามกลางกลุ่มคนของตระกูลโอวที่ร่วมสมทบ
มันเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม ราวกับไม่คิดเลยว่าเทียนจุนจะกล้ามาลงประลองในสภาพนี้
แม้แต่หลี่เทียเองก็ยังส่ายหน้า
“นี่มันตลกเกินไปแล้ว คนระดับหลอมกายาจะมาสู้กับข้าที่อยู่ในระดับทะเลวิญญาณได้อย่างนั้นหรือ?”
หนานปิงที่มองภาพเบื้องหน้าแล้วขมวดคิ้วแน่น
ในฐานะเจ้าเมือง เขามีประสบการณ์มากมายในการมองพลังของผู้คน เมื่อครู่นี้ เขาเองก็รู้สึกถึงพลังของเทียนจุนที่แตกต่างออกไป
แต่ก็ไม่อาจเข้าใจได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
“เทียนจุน เจ้าคิดดีแล้วหรือไม่ที่ลงแข่ง?”
“เจ้าอาจตายได้หากพลังของเจ้าไม่แข็งแกร่งพอ!”
เทียนจุนไม่ได้ตอบในทันที เขากลับมองไปยังตงจางที่ยังคงมีสีหน้าตกตะลึง ราวกับกำลังรอให้ฝ่ายตระกูลตงตัดสินใจ
ตงจางกำหมัดแน่น สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความลังเล
“เทียนจุน.. ท่านซ่อนพลังของเจ้าหรือไม่?”
คำถามนี้ไม่ได้ออกมาด้วยความสงสัยเพียงอย่างเดียว แต่เต็มไปด้วยความคาดหวัง
“ถ้าหากเทียนจุนสามารถปล่อยพลังเซียนสีทองออกมาได้จริง”
“แล้วเหตุใดกันที่ผลการวัดระดับพลังกลับระบุว่าชายคนนี้อยู่เพียงแค่ระดับหลอมกายาขั้นที่เก้า”
เทียนจุนเหลือบตามองตงจางก่อนจะกล่าวขึ้นเสียงเรียบ
“ท่านตงจาง ข้าไม่ได้โกหก ข้าอยู่ในระดับหลอมกายาขั้นที่เก้าจริงๆ!!”
บรรยากาศโดยรอบพลันเงียบงันลงในทันที
แม้ว่าพวกเขาจะรู้ว่าเทียนจุนมีฝีมือ แต่การที่เขาอยู่ในระดับเพียงเท่านี้ กลับทำให้หลายคนเกิดความไม่แน่ใจ
โอวหยางเฉินที่ฟังอยู่พลันระเบิดเสียงหัวเราะขึ้นอีกครั้ง
“เจ้ากลัวจนต้องแต่งเรื่องเพื่อให้ตัวเองดูดีขึ้นรึ?”
“ถ้าคิดว่าพลังของเจ้าเพียงเท่านี้จะทำให้เจ้าอยู่รอดในการประลองได้?”
คำพูดของเขาทำให้ผู้คนเริ่มรู้สึกถึงความตึงเครียด ทุกสายตาจับจ้องมายังตัวเขา
เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้นรอบๆ ผู้คนเริ่มเกิดความสงสัยว่าชายหนุ่มผู้นี้มีอะไรที่แตกต่างจากผู้อื่นกันแน่
หนานปิงถอนหายใจ เขาหันไปมองตงจางอีกครั้งก่อนจะกล่าวขึ้น
“หากตระกูลตงยังยืนยันให้เทียนจุนเป็นตัวแทน ข้าก็จะไม่ขัด!”
ตงจางเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะเงยหน้าขึ้น สีหน้าของเขากลับมาแน่วแน่ดังเดิม
“ข้ายืนยันให้เทียนจุนเป็นตัวแทนของตระกูลตง!”
คำพูดนี้ทำให้ฝั่งตระกูลโอวหยางถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนที่โอวหยางเฉินจะหัวเราะเยาะอีกครั้ง
“ดี! เช่นนั้นข้าก็อยากจะเห็นว่าสิ่งที่เจ้าอวดอ้างจะช่วยอะไรเจ้าได้บ้าง!”
หนานปิงพยักหน้าช้าๆ ก่อนจะลุกขึ้นจากที่นั่งและโบกมือป่าวประกาศออกไป
“เช่นนั้นก็เป็นอันตกลง ตัวแทนจากทั้งสองตระกูลได้รับการยืนยัน!”
“งั้นเชิญทั้งสองขึ้นมาบนเวที เพราะการประลองจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว!”