“ซูเหนียงจื่อ รอหน่อย” นางเรียกเสียงดังพลางเร่งฝีเท้าเข้ามา“ข้ามีเื่นิดหน่อย ขอติดรถเข้าเมืองพร้อมกันได้หรือไม่?”
นางซูประหลาดใจเล็กน้อยจากนั้นก็ยิ้มกว้าง “ได้แน่นอนเ้าค่ะ”
บนรถลากไม้มีหม้อดินวางซ้อนกันห้าใบอย่างเป็ระเบียบเมื่อรวมนางซูและเย่ชิงชิงที่นั่งอยู่ด้วยกัน พื้นที่จึงเหลือไม่มากนักโชคดีที่แผ่นไม้แข็งแรงจึงสามารถลากคนจำนวนมากเช่นนี้ไปได้
พี่เจียงปีนขึ้นไปนั่งอย่างมั่นคงดวงตากวาดมองหม้อดินเ่าั้พลางถามว่า “ครึ่งวันก็ขายได้มากขนาดนี้แล้วหรือ?”
เย่ชิงชิงนั่งอยู่ด้านหลังหัวเราะพลางตอบว่า “ก็ประมาณนี้แหละเ้าค่ะมากกว่านี้ก็ขายไม่ได้แล้ว ท่านป้าเจียงเข้าเมืองแต่เช้าด้วยธุระใดหรือเ้าคะ?”
“เอ่อ...ไม่มีธุระอะไรใหญ่โตหรอก แค่จะไปซื้อของใช้ทั่วไปเท่านั้น” สายตาของป้าเจียงวูบไหวเล็กน้อย
เย่ชิงชิงรู้สึกแปลกใจป้าเจียงเป็คนตรงไปตรงมา เหตุใดจู่ๆ ถึงได้พูดอ้ำอึ้งเช่นนี้?
จนกระทั่งเข้าเมืองป้าเจียงก็ไม่รีบร้อนไปทำธุระ กลับยืนดูพวกนางเปิดร้านขายล่าช่วนเมื่อนางซูกำลังจะบังคับรถไปซื้อของกลับ นางก็รีบร้อนบอกว่าจะไปด้วย
เย่ชิงชิงมองพวกนางลับสายตาไปรู้สึกเล็กน้อยว่าพี่เจียงคงมีธุระบางอย่างที่้าจะมาทำ
แล้วก็เป็เช่นนั้นจริงๆหลังจากติดตามนางซูไปตลาดรอบหนึ่ง ระหว่างทางกลับบ้าน พี่เจียงก็อดรนทนไม่ไหว
“ซูเหนียงจื่อ อย่าเพิ่งรีบร้อน มีเื่หนึ่งที่เ้าควรรู้”
แล้วนางก็เริ่มเล่าถึงข่าวลือที่แพร่สะพัดในหมู่บ้านว่านางซูไปใช้ชีวิตสนุกสนานในเมืองทุกวันมีความสัมพันธ์ที่ไม่ชัดเจนกับลุงขาเป๋และเฉินหย่งหลิน อะไรทำนองนั้นฟังแล้วช่างน่ารังเกียจยิ่งนัก...
บ้านที่มีแม่ม่ายมักจะมีเื่นินทานางซูแม้จะไม่ได้เป็แม่ม่ายโดยสมบูรณ์ แต่ก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่
“ข้าเชื่อใจในตัวเ้าจึงไม่เชื่อคำพูดไร้สาระของคนเ่าั้!วันนี้ข้าได้มาเห็นแผงลอยของพวกเ้าด้วยตาตัวเองแล้ว ข้ามีหลักฐานเพียงพอครั้งหน้าหากข้าเจอคนที่เที่ยวพูดจาไร้สาระอีก ข้าจะไม่ปล่อยพวกนางไว้แน่!”พี่เจียงยิ่งพูดก็ยิ่งโมโห
เห็นแก่ว่าคนอื่นเขากำลังมีอนาคตที่ดีขึ้นมาบ้างแล้วก็เริ่มพูดจาเพ้อเจ้อ สร้างเื่ขึ้นมา บางคนก็อิจฉาเห็นคนอื่นได้ดีไม่ได้!
นางซูกลับตกตะลึงไปเลยนางไม่เคยคิดเลยว่าคนนอกจะมองนางเช่นนั้นเมื่อนึกภาพผู้คนกำลังวาดมือไม้และน้ำลายกระเซ็น นางก็ตัวสั่นเทา
ต้นไม้ต้องมีเปลือกคนเราต้องมีหน้าตาหากชื่อเสียงเสียหายแล้วจะมีหน้าอยู่ในหมู่บ้านเถียนซินต่อไปได้อย่างไร?
ตลอดทั้งเช้านางใจลอยขณะทำงานไม่เพียงแต่ทำล่าช่วนไม่ทันตามกำหนดเวลาเท่านั้น ยังไปส่งอาหารให้ลูกไม่ทันอีกด้วย
เมื่อเห็นว่าถึงเวลาเที่ยงและเย่ชิงชิงกับเย่จื้อเฟิงนั่งรออยู่ในโรงน้ำชานานแล้วนี่คงเป็ครั้งแรกที่นางซูมาสาย
ในใจกำลังกังวลว่าเกิดอะไรขึ้นหรือไม่ก็เห็นมารดาเดินมาอย่างรีบร้อนมา แถมยังมามือเปล่า
“วันนี้ยุ่งจนลืมไปเลย ทำอาหารกลางวันไม่ทันแล้วแม่กลัวว่าพวกเ้าจะรอจนใจร้อน เลยไม่ได้ทำมาพวกเราไปกินข้าวที่ร้านข้างนอกกันเถอะ” นางซูรีบจัดของทุกอย่างให้เรียบร้อยแล้วพาทั้งสองออกไป
เย่ชิงชิงสังเกตเห็นว่าสีหน้าของนางดูฝืนๆเหมือนพยายามปกปิดอะไรบางอย่าง จึงถามว่า “ท่านแม่เป็อะไรไปเ้าคะ?”
“เป็อะไรเล่า? พวกเราไปกินข้าวกันเถิดวันนี้แม่จะสั่งไก่ให้พวกเ้ากิน” นางซูยิ้มเหมือนเคย
เย่ชิงชิงเห็นนางไม่อยากพูดอะไรมากนักจึงเดาว่าคงจะเจอคนสกุลเย่ระหว่างทาง จึงรู้สึกไม่สบายใจ
นางไม่ได้ใส่ใจเื่นี้มากนักจนกระทั่งสองวันผ่านไป ป้าหวังบอกว่ายังมีถั่วเหลืองเหลืออยู่ในไร่ถ้าอยากได้ก็ไปเก็บเอาเอง นางซูคิดจะทำถั่วเหลืองหมักหนึ่งไหจึงหาเวลาว่างพาเย่ชิงชิงไปเก็บเกี่ยว โดยทิ้งเย่จื้อเฟิงนั่งเสียบไม้อยู่ที่บ้าน
ไม่คาดคิดว่าจะได้เผชิญหน้ากับย่าเฒ่าสกุลเย่บนถนนในทุ่งนาเป็การพบกันโดยบังเอิญจริงๆ
“โถโถโถ ดูใช้ชีวิตหรูหราเชียวนะ!” ย่าเฒ่าเหล่มองเสื้อผ้าผ้าฝ้ายที่สะอาดของเย่ชิงชิงและใบหน้าที่ขาวผ่องขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “นังลูกหมาพันธุ์ผสม!”
ไอ๊หยา!อยู่ดีๆ ก็มาด่ากันเลยหรือ ยังสติดีอยู่หรือเปล่า?
เย่ชิงชิงหัวเราะฮ่าฮ่า“ข้าเป็ลูกหมาพันธุ์ผสม เช่นนั้นท่านก็เป็...” ย่าหมาหรือไม่?
ด้วยความเคารพต่อนางในฐานะผู้าุโเย่ชิงชิงไม่ได้พูดออกไป แต่ใครจะไปคิดว่าย่าเฒ่ากลับถ่มน้ำลายอีกครั้งและครั้งนี้ก็ถ่มน้ำลายใส่นางซูที่อยู่ข้างๆ
“นังแพศยาไม่รู้จักอดกลั้น หลงระเริงไปกับตัณหาโชคดีที่บุตรชายข้าหย่ากับเ้า ไม่อย่างนั้นคงไม่รู้ว่ากำลังเลี้ยงลูกของผู้ใด!บรรพบุรุษของสกุลเย่คงได้ลุกขึ้นมาตบะแตกเพราะเ้าแล้ว นังผู้หญิงหน้าไม่อาย!”
ใบหน้าของนางซูขาวซีดมือกำตะกร้าแน่น “ย่าเฒ่า!แม้พวกเราจะไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กันแล้วแต่ท่านจะสงสัยต้นกำเนิดของจื้อเฟิงและชิงชิงไม่ได้ ข้าซูเฉียวเป็ผู้บริสุทธิ์คำพูดของท่านชักจะเกินเลยไปแล้ว!”
เย่ชิงชิงใหมายความว่าอย่างไร นี่สงสัยว่านางและเย่จื้อเฟิงไม่ได้มีบิดาคือเย่เจียอวี้หรือ?นางเพิ่งจะเข้าใจสาเหตุที่ทำให้นางซูหน้าตาหมองคล้ำใน่สองวันที่ผ่านมาไอ้คำว่า‘ไม่อดกลั้น’ และ ‘หลงระเริงไปกับตัณหา’นี่หมายความว่าอย่างไรกัน?
ย่าเฒ่าหัวเราะเยาะ“ไอ้พวกพันธุ์ผสมนี่มีตรงไหนที่เหมือนเจียอวี้บ้าง? พวกเ้าก็ชั่วช้าพอกันทั้งนั้น เป็ดาวอัปมงคลเลี้ยงดูพวกเ้ามาตั้งหลายปีโดยไม่ได้คิดบัญชีเลยคิดจะมาสร้างความเสื่อมเสียให้สกุลเย่อีกอย่างนั้นหรือ!บุตรชายของข้าไม่มีวันมีลูกปัญญาอ่อนอย่างแน่นอน!”
คำพูดเหล่านี้ช่างทิ่มแทงบาดใจจนเ็ปนางซูโกรธจนตาแดงก่ำ “หุบปากเสีย!”
นางเชื่อมั่นว่าตนเป็ลูกสะใภ้ที่ดีมาโดยตลอดไม่เคยบ่นหรือเหน็ดเหนื่อย เมื่อบุตรชายของนางกลายเป็คนปัญญาอ่อนนางก็เสียใจและโทษตัวเองยิ่งกว่าใครคำกล่าวหาและด่าทอที่ได้รับในอดีตนั้นนางยอมรับได้ทั้งหมดแต่ทำไมถึงต้องมาสงสัยชาติกำเนิดของเขา? ทำไมถึงต้องมาใส่ร้ายความบริสุทธิ์ของนางด้วย?!