ขบวนตรวจราชการแผ่นดินของใต้เท้าจ้าน เดินทางออกจากเมืองหลวงมุ่งหน้าขึ้นเหนือเพื่อไปยังเมืองซานซี ตอนหน้าของขบวนเป็ทหารรักษาพระองค์จำนวนยี่สิบนายตอนกลางเป็รถม้าโดยสารของใต้เท้าจ้าน ส่วนเื้ัเป็ทหารรักษาพระองค์อีกยี่สิบนาย เพราะผู้คนในขบวนมีมากเกือบครึ่งร้อยจึงทำให้การเดินทางครั้งนี้ค่อนข้างล่าช้าแม้จะล่วงเวลามานานถึง 3 วัน แต่พวกเขาเพิ่งจะเข้าเขตป่าแถบชานเมืองซานซี
รถม้าโขยกเขยกไปตามความสูงต่ำของพื้นดินใต้เท้าจ้านที่นั่งอยู่ภายในรถจึงรู้สึกไม่ค่อยสบายนัก แม้จะลำบากเพียงใดเขาก็มิได้ปริปากบ่นออกมาตลอดทางเมื่อเขาใคร่ครวญให้กระจ่างก็พบว่า
การที่จักรพรรดินีทรงแต่งตั้งให้เขาผู้แทนพระองค์ไปตรวจสอบประเด็นการจัดเก็บภาษีที่เมืองซานซีนั้นคงจะเป็เพราะว่าในบรรดาขุนนางที่แบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันอย่างชัดเจนหากให้ขุนนางที่สนับสนุนพระองค์ไปตรวจสอบอีกฝ่ายก็จะไม่เชื่อถือคำรายงานนั้นอยู่ดี ดังนั้นเพื่อให้ทุกฝ่ายไม่มีข้อโต้เถียงจึงต้องให้ขุนนางที่ยืนหยัดอย่างเป็กลางเสมอมาเช่นเขาเป็ผู้แทนพระองค์
ใต้เท้าจ้านหยิบเอาถุงผ้าแดงใบหนึ่งขึ้นมาจากใต้แขนเสื้อ ถุงผ้าใบนี้มองผ่าน ๆอาจจะเป็แค่ถุงผ้า แต่ที่มันพิเศษกว่าถุงผ้าใบอื่นก็เพราะว่าเป็ถุงผ้าพระราชทานจากจักรพรรดินี
ก่อนที่เขาจะเดินทางออกจากเมืองหลวงพระนางทรงมอบให้เขากับมือแล้วกำชับว่า ค่อยเปิดดูเมื่อใกล้ถึงเมืองซานซี
ตอนนี้ขบวนตรวจราชการแผ่นดินก็เข้าสู่เขตแนวป่าของซานซีแล้วเขาจึงหยิบมันขึ้นมาเปิดดู ภายในนั้นมีเพียงกระดาษหนึ่งแผ่นตวัดด้วยลายมือคมกริบดุจดวงเนตรของพระนางว่า
-หากพบสิ่งผิดปกติใดที่เป็ภัยต่อแผ่นดินท่านจงกระทำทุกสิ่งโดยคำนึงถึงความสุขของไพร่ฟ้า –
ใต้เท้าจ้านอ่านข้อความนั้นซ้ำไปซ้ำมาขมวดคิ้วอย่างใคร่ครวญ เหตุใดพระนางจึงมอบข้อความเช่นนี้ให้เขา และย้ำกับเขาว่าให้เปิดก่อนถึงเมืองซานซีเท่านั้น
เคร้ง!
ฉับ !
“อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกก”
“ปกป้องใต้เท้าจ้าน!”
เสียงดาบกระทบดาบดังผสมผสานกับเสียงะโทำให้ความคิดของใต้เท้าจ้านหยุดลงชั่วขณะ แปรเปลี่ยนเป็ความตื่นตัวเขาหันมองรอบด้านคิดจะเอื้อมมือไปเปิดม่านดูว่าภายนอกเกิดอะไรขึ้นดาบเล่มหนึ่งก็แทงทะลุม่านเข้ามา
แคว่ก!
ใต้เท้าจ้านหลบคมดาบอย่างหวุดหวิวอีกทั้งผ้าม่านทั้งยาว และหนาจึงทำให้ดาบจ้วงแทงเข้ามาไม่ได้มากนัก เพียงแค่ทำให้ม่านขาดหลุดลุ่ยเท่านั้น
เคร้ง ๆ ฉึก !
เมื่อม่านหลุดออกเขาจึงมองเห็นเหตุการณ์ได้ชัดถนัดตา ทหารรักษาพระองค์ที่จักรพรรดินีทรงประทานให้คุ้มครองขบวนกำลังต่อสู้กับกองโจรโพกผ้าปิดหน้าตากว่ายี่สิบคนจนเืสาดกระเซ็นไปทั่ว
โจรเ่าั้คล้ายกับไม่ใช่โจรกระจอกล้วนมีฝีมือยิ่ง การจู่โจมคล้ายกับถูกฝึกมาอย่างมีวินัยเช่นเดียวกับพวกทหาร
เมื่อกองโจรเ่าั้ถูกสังหารจนเหลือน้อยเต็มทนพวกมันจึงล่าถอยจากไป ซู่เมิ่ง ทหารรักษาพระองค์ในขบวนนี้ก็รีบเข้ารายงานใต้เท้าจ้านว่า
“เรียนใต้เท้าพวกโจรมันเตลิดหนีไปแล้วอภัยที่ทำให้ท่านต้องใ”
“ไม่เป็ไรแล้วฝ่ายเราเสียหายไปเท่าใด”
ใต้เท้าจ้านเอ่ยถาม
“าเ็สิบนายล้มตายห้านายขอรับ”
ซู่เมิ่งรายงานเสียงดังฟังชัดเขาเป็บุรุษหนุ่มวัยเพียงยี่ห้าปีเท่านั้น เดิมทีเป็ทหารองครักษ์ในวังหลวงแต่เมื่อทหารองครักษ์ถูกยุบกองเขาจึงสมัครรับราชการเป็ทหารรักษาพระองค์แทน
ใต้เท้าจ้านลูบเคราสีขาวยาวของตนครู่หนึ่งแล้วเอ่ยว่า
“งั้นพักรักษาตัวกันก่อนเถอะจากนั้นจึงค่อยเดินทางต่อ”
“ขอรับ!”
ซู่เมิ่งประสานมือรับคำแล้วสั่งทหารใต้บังคับบัญชาต่ออย่างแข็งขัน ส่วนใต้เท้าจ้านก็ลงมาจากรถม้าแล้วเดินสำรวจศพของโจรเ่าั้
เมื่อเปิดผ้าคลุมหน้าออกทั้งใบหน้า และรูปร่างไม่เหมือนโจรที่ซ่อนอยู่ในป่าแม้แต่น้อย เพราะผิวพรรณไม่เปรอะเปื้อนคราบสกปรกอีกทั้งกล้ามเนื้อยังกำยำไม่ใช่โจรที่อดมื้อกินมื้อแน่ ๆ
-สงสัยโจรคงไม่ใช่โจรแล้วกระมัง –
แล้วข้อความในกระดาษของพระนางก็วาบขึ้นมาในความคิดแววตาของใต้เท้าจ้านก็สว่างวูบขึ้นมาทันที เขาถึงกับรำพันออกมาว่า
“หรือที่เมืองซานซีจะซ่อนภัยต่อแผ่นดินไว้จริง ๆ”
..........................................................................