บัณฑิตหลงยุคกับจอมยุทธบ้าพลัง

    บทที่ 8

    บัณฑิตหนุ่มที่ตอนนี้อารมณ์ไม่ดีสุดๆ ตอนนี้เขาไม่มีอารมณ์จะนั่งเฝ้ารอรับลูกค้าที่หน้าร้านเลยสักนิดเดียว ทำได้เพียงเดินขึ้นไปอ่านหนังสือที่ด้านบนชั้นสองเพื่อสงบใจเท่านั้น มันคงจะดีกว่าการเผลอหงุดหงิดใส่ลูกค้า ถ้าหากมีลูกค้าจริงๆละก็นะ ชั้นสองของร้านคือห้องเก็บตำราทั้งหมดที่เหลืออยู่ของสำนักผิงจิ้งเต๋อ พื้นที่ในส่วนนี้เต็มไปด้วยม้วนตำราไม้ไผ่มากมายวางกองกันไว้เป็นชุดบนชั้นวางอย่างเป็นระเบียบ ตรงกลางของห้องตั้งไว้ด้วยโต๊ะอ่านหนังสือตัวหนึ่ง ชายหนุ่มถอดรองเท้าออกก่อนที่จะขึ้นไปบนพื้นที่ยกสูงขึ้นมาระดับหนึ่ง แล้วค่อยๆนั่งคุกเข่าทับส้นบนเบาะหนานุ่ม พร้อมด้วยการจัดท่าทางการอ่านหนังสือที่สง่างาม สมกับการเป็นบัณฑิตผู้ผ่านการฝึกฝนมารยาทอันเพียบพร้อมมาอย่างดี แต่ด้วยความกังวลชายหนุ่มกลับยังคงขบคิดกับตัวเอง‘เฮ้อ! เราไม่น่าจะมาบ้าจี้มาเปิดสำนักการศึกษาตามที่หลี่ซื่อว่าเลย ไม่อย่างนั้นตอนนี้คงกลายเป็นพ่อค้าร่ำรวยไปแล้ว แต่ก็ทำยังไงได้ล่ะในเมื่อมันเป็นคำสั่งเสียของอาจารย์จริงๆ ถ้าจะไม่ทำก็คงเป็นการเนรคุณต่อสำนักที่ช่วยเหลือ ถึงจำเป็นต้องสืบทอดวิชาด้วยทั้งที่ตัวเองก็ไร้ความสามารถ’  แม้ว่าจะยังคิดไม่ตกกับปัญหาของสำนัก แต่เพื่อให้ตัวเองได้สงบจิตใจลงกว่านี้จางซานจึงเลือกอ่านหนังสือดีกว่า เขาได้ล้วงมือเข้าไปใต้โต๊ะแล้วปลดสลักกลไกบางอย่าง พลันมีบางสิ่งยื่นออกมาจากช่องลับใต้โต๊ะตัวนั้นแล้วชายหนุ่มก็หยิบคว้ามันออกมาเหมือนกับเป็นเรื่องปกติ มันเป็นเพียงหนังสือเล่มใหญ่เล่มหนึ่ง แต่ที่หน้าปกเป็นกระดาษอาร์ตมัน ถูกพิมพ์ขึ้นมาด้วยระบบบล็อคสกรีน 4 สี หน้าปกเป็นรูปถ่ายอาคารแบบจีนโบราณ ตัวหนังสือจีนตัวใหญ่พิมพ์คำว่า จดหมายเหตุแคว้นสุ่ย จางซานเปิดหนังสือที่เต็มไปด้วยอักษรจีน และรูปภาพสีบนกระดาษขาวไปยังหน้าที่เขาได้พับคั่นเอาไว้‘อยู่ที่นี่มาตั้งเกือบปีแล้วเราอ่านได้ยังไม่ถึงครึ่งเล่มเลยเหรอเนี่ย เฮ้อ!’ เมื่อเห็นจำนวนหน้าที่อ่านหนังสือค้างไว้จางซานก็ได้แต่บ่นกับตัวเองเล็กน้อย ‘ศักราชเฟยซุ่ยปีที่ 3550 วันเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิ เมืองหยุนไห่ได้เกิดเหตุการณ์ปล้นครั้งใหญ่โดยกองโจรไฮ่หลาง 100 คน ในย่านตลาดใหญ่กลางเมืองโดยไม่มีใครล่วงรู้มาก่อน ชาวบ้านล้มตายหลายสิบคน แม้แต่กองทหารยังต้องเสียท่าถูกสังหารมากมาย แต่อย่างไรก็ตามประตูเมืองทั้งสี่ด้านถูกปิดป้องกันทางหนีของกลุ่มโจรได้ทัน และปรากฏเหล่าจอมยุทธซึ่งนำโดยยอดวีรบุรุษกระบี่ขาวเข้าปราบปรามเหล่าโจรร้ายได้สำเร็จ’ หลังจากอ่านถึงตรงนี้ อยู่ดีๆชายหนุ่มก็เกิดฉุกใจขึ้นมา “ต้นฤดูใบไม้ผลิงั้นเหรอ? แล้ววันนี้ วันอะไรแล้วเนี่ย?” เขากล่าวกับตัวเองพร้อมกับล้วงเข้าไปในอกเสื้อของตัวเองหยิบเอาสมุดบันทึกเล่มเล็กขึ้นมาเปิด เพื่อดูปฏิทินที่เขาจดไว้เองขึ้นมา ซึ่งมันยิ่งทำให้ชายหนุ่มตื่นตระหนกขึ้นมาทันที เมื่อพบว่าวันพรุ่งนี้คือวันเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิแล้ว เหตุการณ์เลวร้ายกำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ทุกคนเฉลิมฉลองให้กับฤดูกาลใหม่ ตลาดที่คับคั่งไปด้วยผู้คนมากกว่าปกติ เมื่อต้องเจอกับกองโจรนับร้อย ความสูญเสียก็คงจะไม่น้อยเลยทีเดียว แต่จู่ๆจางซานก็เกิดไอเดียบางอย่างผุดขึ้นมาในสมอง ซึ่งมันทำให้บัณฑิตหนุ่มเปลี่ยนจากตื่นตระหนกเป็นรอยยิ้ม“ใช่แล้ว! ถ้าเราตามหาจอมยุทธกระบี่ขาวเจอ และช่วยเหลือแนะนำการต่อสู้กับพวกโจร เขาก็จะเห็นความสามารถของเรา เผลอๆยังสร้างบุญคุณให้กับเขาได้ด้วย และเขาก็จะแนะนำสำนักหยุนหลงของเราต่อไปเรื่อยๆ สำนักของเราก็จะมีชื่อเสียงขึ้นมา ใช่ๆๆ ต้องทำให้ได้ๆ” ตอนนี้จางซานตี่นเต้นกับสิ่งที่เขาคิดขึ้นมาได้นี้ คงต้องขอบคุณหนังสือจากอนาคตที่ข้ามมิติมากับเขาด้วยเล่มนี้ เสียงดังโครมครามดังขึ้นมาจากชั้นสองของร้าน เพียงชั่วครู่บัณฑิตหนุ่มในชุดสีขาวก็วิ่งลงมาอย่างรวดเร็วจนแทบจะกระโดด เขาหันซ้ายหันขวาเหมือนจะมองหาอะไรบางอย่าง แต่เมื่อไม่พบสิ่งที่ต้องการเขาก็ได้แต่วิ่งต่อไปหลังร้าน พื้นที่หลังร้านเก่าๆแห่งนี้เป็นลานกว้างที่ล้อมรอบด้วยอาคารทั้งสี่ด้าน ถ้ามองผ่านเรือนใหญ่กลางลานอันทรุดโทรมที่ฝั่งตรงข้ามของร้านไปก็จะเป็นอีกลานหนึ่งซึ่งมีสวนเล็กๆ และรายล้อมไปด้วยเรือนเก่าๆอีกเช่นกัน ซึ่งตอนนี้จางซานก็เดินตามเสียงมาจนถึงสวนที่มีคนกำลังปลูกผักอยู่“อะแฮ่มๆ หลี่ซื่อ ข้าจะออกไปทำธุระด้านนอกเสียหน่อย วันนี้คงต้องปิดร้านแล้วล่ะ อย่างไรเจ้าก็ช่วยจัดการด้วยแล้วกัน” บัณฑิตหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพกับคนปลูกผักตรงหน้า“หืม?...วันนี้สงสัยฝนจะตก เจ้าจะออกไปข้างนอกเนี่ยนะ? คงไม่ใช่จะไปหาคนมาเขียนป้ายใหม่จริงๆหรอกนะ?” ชายผิวคล้ำหยุดงานในมือแล้วลุกขึ้นมาถามจางซานด้วยความสงสัย“หึ! ข้าไม่ทำสิ่งที่สิ้นเปลืองเยี่ยงนั้นหรอก แต่วันพรุ่งนี้จะมีงานใหญ่เกิดขึ้น ข้าจะต้องรีบไปจัดการก่อนที่จะสายเกินไป และถ้าข้าทำสำเร็จสำนักเราอาจจะได้ผู้มีชื่อเสียงคอยสนับสนุนก็เป็นได้ อิอิ” จางซานตอบกลับสหายไปด้วยความมั่นใจที่เต็มเปี่ยม“อืมๆ ถ้าอย่างนั้นก็อย่าใช้เงินเปลืองนักล่ะ แล้วก็อย่าลืมเอาร่มไปด้วย” หลังจากที่ได้ยินสิ่งที่บัณฑิตตรงหน้าตอบกลับมา หลี่ซื่อก็เพียงแค่ตอบรับแบบขอไปทีแล้วก็ลงไปนั่งขุดดินปลูกผักต่อ จางซานเห็นท่าทางที่ดูไม่เชื่อถือในตัวเขาของหลี่ซื่อก็ได้แต่อ้าปากค้าง อีกทั้งยังไม่เข้าใจว่าจะประชดประชันเขาเรื่องที่ไม่ได้ออกจากสำนักไปไหนเลยมาเป็นเดือนเพื่ออะไร ที่ผ่านมาไม่ใช่ว่าเขาตั้งใจกับการรอต้อนรับลูกศิษย์ที่จะเข้ามาเรียนวิชาหรอกหรือ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามในวันนี้จางซานจะต้องออกไปทำธุระสำคัญให้ได้ เพราะแผนการสร้างชื่อเสียงให้กับสำนักหยุนหลงให้เร็วที่สุดก็ขึ้นอยู่กับสิ่งที่จะทำในวันนี้เท่านั้น จางซานก้าวย่างข้ามธรณีประตูออกไปแล้วจึงค่อยๆเลื่อนปิดประตูไม้ไผ่นั้นอย่างไม่ช้าไม่เร็ว เป็นกิริยาที่ดูดีมีมารยาทสมกับเป็นบัณฑิต จากนั้นชายหนุ่มก็ยืดตัวตรงสูดลมหายใจเข้าปอด เชิดหน้า เอามือไพล่หลังแล้วก้าวเดินอย่างมีสง่าราศีออกจากสำนักไป ใจกลางของเมืองหยุนไห่อันเงียบสงบนั้นคือลานจัตุรัสกว้าง เป็นที่ใช้จัดงานพิธีสำคัญต่างๆของเมืองแห่งนี้ และถนนสี่สายที่มุ่งสู่ใจกลางจัตุรัสนั้นก็เป็นย่านการค้าขนาดใหญ่ ซึ่งชาวบ้านที่นี่ต่างเรียกกันว่าตลาดใหญ่ ในวันนี้ผู้คนมากมายต่างก็มาจับจ่ายซื้อของเตรียมตัวสำหรับทำพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษ และขอพรจากเทพเจ้าแห่งการเกษตรเพื่อผลผลิตที่อุดมสมบูรณ์ ในส่วนของลานจัตุรัสนั้นก็มีการตั้งเวที แท่นบวงสรวง และอุปกรณ์ตกแต่งมากมายสำหรับงานในวันพรุ่งนี้ พ่อค้า แม่ค้า และผู้คนมากหน้าหลายตา คนที่ออกจากบ้านไปทำงานที่ต่างเมืองก็กลับมาเพื่อทำพิธีสำคัญที่บ้านเกิด ซึ่งสิ่งนี้เองทำให้คนที่ไม่มีใครคุ้นหน้าคุ้นตาเดินอยู่กลางตลาดได้โดยไม่เป็นเป้าสายตา แม้ว่าคนเหล่านั้นจะมีจำนวนมากก็ยังไม่เป็นที่น่าสงสัยแต่อย่างใด“ลูกพี่ขอรับ นี่เราจะต้องมานั่งขายผักทั้งวันเลยอย่างนั้นเหรอ? แล้วเมื่อไรเราจะได้เริ่มงานล่ะขอรับ?” ชายอ้วนผู้เป็นพ่อค้านั่งขายผักอยู่ข้างทางกล่าวถามชายหัวล้านด้านข้างที่กำลังนั่งเงียบทำหน้าเครียดไม่พูดไม่จา“ชิ! เมื่อตะกี้สายของเราบอกว่าเจ้ากวงหยางมันสั่งการมือปราบทั่วเมืองให้ตรวจตราเข้มงวดเป็นพิเศษ ถ้าเจ้าสังเกตให้ดีในครึ่งชั่วยามที่ผ่านมานี้มีพวกมือปราบผ่านทางนี้ไปตั้ง 5 ครั้งแล้ว สงสัยเมื่อคืนเมียไม่ให้เข้าห้องแน่ๆ” ชายหัวล้านหรือก็คือหัวหน้าของกองโจรไฮ่หลางกล่าวขึ้นมาอย่างอารมณ์เสีย“เอ๋? อย่างนี้งานของเราก็ต้องเลื่อนออกไปนะสิ แล้วลูกพี่รู้ได้ยังไงขอรับ นี่ท่านไปแอบดูที่บ้านมือปราบกวงมาหรือ?” ชายอ้วนถามด้วยความสงสัยอย่างยิ่ง“ไอ้ซื่อบื้อเอ๊ย! ใครมันจะไปแอบดูบ้านยอดฝีมือแบบนั้นกัน ใครๆในเมืองหยุนไห่ก็เล่ากันให้ทั่ว หากวันไหนกวงหยางทะเลาะกับเมียมามันจะขยันทำงานกว่าปกติไงล่ะ” หัวหน้าแก็งค์กล่าวอย่างหัวเสีย