ผู้พิทักษ์คนสุดท้าย

    บรรยากาศที่แปลกไป

            พวกเมิ่งเจี้ยนเฉินที่กลับมายังที่พักของซ่งฉางก็ได้บอกลากับครอบครัวของซ่งฉางแล้วออกเดินทางต่อการยื่นมือเข้าช่วยเหลือในครั้งนี้ถือว่าช่วยให้ซ่งฉางได้คลี่คลายความอัดอั้นตันใจและยังช่วยให้ซ่งฉางไม่มองว่าลัทธิเต๋านั่นชั่วร้ายไปทั้งหมด

            ส่วนสำนักจินหยางแม้จะได้รับความอับอายอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนแต่พวกเขาจะทำอะไรได้สิ่งที่พวกเขาทำได้คือส่งหนังสือไปยังสายเต๋าที่สองเพื่อขอความเป็นธรรมเท่านั้นแต่พวกเขาจะกล้าเหรอแน่นอนว่าไม่กล้าหากทำให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ความผิดที่สำนักจินหยางแอบทำอย่างลับๆมาโดยตลอดจะถูกเปิดเผยถึงตอนนั้นเกรงว่าคนที่เดือดร้อนก็คือพวกเขา

            “ดูเหมือนอำนาจของบรรพจารย์น้อยยังพอจะใช้ได้อยู่”หรานซีเอ้ยขึ้น

            “เพราะที่นี่ห่างไกลจากทวีปแผ่นดินกลางทำให้อำนาจของสายที่สองไม่สามารถยื่นมาถึงข้าและเจ้าถึงสามารถใช้สถานะมาข่มสำนักจินหยางได้หากเป็นทวีปแห่งอื่นเกรงว่าอย่างมากอีกฝ่ายก็แค่รับฟังส่วนจะทำตามหรือไม่ข้าคงบังคับไม่ได้”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว

            “ดูเหมือนเจ้าจะรู้ตัวดี”หรานซีกล่าว

            “ข้ารู้ตัวว่าทำอะไรอยู่แน่นอนที่ข้าลงมือส่วนหนึ่งก็เพราะไม่ชอบสายที่สองแต่ก็ต้องยอมรับว่าในสายที่สองใช่ว่าทุกคนจะชั่วร้ายไปทั้งหมด”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว

            “เป็นเพราะป๋ายฉางงั้นเหรอเจ้าถึงเกลียดสายที่สอง”หรานซีเลิกคิ้ว

            “ก็ไม่ถือว่าผิดแนวคิดของสายที่สองนั้นเห็นแก่ตัวเกินไปพวกเขาแทบจะมองสรรพชีวิตเป็นเพียงเครื่องมือของตัวเองเท่านั้นซึ่งข้าไม่ชอบจุดนี้”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว

            “มันก็ไม่ทั้งหมดหรอกในสายที่สองเองก็มีการแบ่งกลุ่มอีกมากมายยังมีกลุ่มที่คิดเหมือนกับเจ้าและเลือกเดินในเส้นทางที่แตกต่างเพราะงั้นในอนาคตเจ้าควรจะคิดก่อนจะลงมือ”หรานซีกล่าว

            “ศิษย์หลานตัวน้อยเจ้ากำลังสั่งสอนอาจารย์อาของเจ้าอยู่งั้นเหรอ”เมิ่งเจี้ยนเฉินยิ้ม

            “เมิ่งเจี้ยนเฉินหากเจ้ากล้าเรียกข้าแบบนั้นอีกข้าจะฆ่าเจ้า”หรานซีคำราม

            “ทำไมศิษย์หลานตัวน้อยไม่ยอมรับสถานะของข้างั้นเหรอเจ้ากำลังดูหมิ่นเจ้าลัทธิที่ห้าอยู่นะ”เมิ่งเจี้ยนเฉินยิ้มดวงตาหรี่ลง

            “ข้าไม่ได้.....”นางไม่สามารถเถียงอีกฝ่ายได้เลยเพราะด้วยสถานะของอีกฝ่ายก็ถือเป็นอาจารย์อาของนางจริงๆ

            “เอาละบอกมาเถอะเจ้าต้องการอะไรกันแน่”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว

            พวกถิงจี้ที่เงียบมานานเพราะฟังไม่เข้าใจก็หันมามองหรานซีเช่นกันด้วยสถานะของหรานซีจะมาเดินทางร่วมกับพวกเขาไปทำไม

            “ทำไมเจ้าสนใจงั้นเหรอ” หรานซีกล่าว

            “ศิษย์หลานข้าไม่รู้หรอกนะว่าเจ้ามีแผนการอะไรแต่ข้าขอเตือนเรื่องหนึ่งเรื่องระหว่างข้าและชิงอี้เจ้าอย่าได้เข้ามายุ่งเลย” เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว

            “หากข้าจะยุ่งละ”หรานซีกล่าว

            พริบตานั้นเองเหมือนกับอารมณ์ของเมิ่งเจี้ยนเฉินหายไปบรรยากาศรอบๆเมิ่งเจี้ยนเฉินเปลี่ยนแปลงในพริบตาขนาดหลิงเอ๋อที่ยืนอยู่ไม่ห่างจากเมิ่งเจี้ยนเฉินก็ยังถอยหลังออกไปด้วยความกลัวดวงตาของเมิ่งเจี้ยนเฉินมีสีทองจางๆจ้องไปยังหรานซี

            “อีกแล้วดวงตาแบบนี้อีกแล้ว” ร่างของหรานซีสั่นสะท้านจิตแห่งกระบี่ถึงกับสั่นไหวจนเกือบจะแตกสลาย

            “เจี้ยนเฉิน!!!!!!!!!”ถิงจี้สัมผัสได้ถึงอันตรายคำรามออกมา

            เมิ่งเจี้ยนเฉินได้สติมองไปยังถิงจี้และคนอื่นๆที่มองมายังตนด้วยความกลัวเมิ่งเจี้ยนเฉินขมวดคิ้วนึกถึงสิ่งที่อาจารย์ของตนกล่าวไว้ก่อนออกเดินทาง

            “ดูเหมือนยิ่งเข้าใกล้ขอบเขตถ้ำสวรรค์หายนะของข้าก็จะยิ่งรุนแรงขึ้น” เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว

            “หมายความว่ายังไงขอบเขตถ้ำสวรรค์มีหายนะด้วยงั้นเหรอ” ฮวาชิงกล่าว

            “สำหรับคนอื่นไม่แต่สำหรับข้ากลับมี นั่นคือสิ่งที่ท่านอาจารย์บอก” เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว

            “หรือว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่จะเกี่ยวข้องกับหายนะของเจ้า”ถิงจี้กล่าว

            “ข้าเองก็ไม่แน่ใจแต่ทุกครั้งที่ข้าควบคุมอารมณ์ไม่ได้ข้าจะรู้สึกเหมือนถูกบางอย่างควบคุมห้วงอารมณ์ทั้งหมดของข้าจะหายไปราวกับว่าข้าไร้ความรู้สึก”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว

            “นี่มัน”ถิงจี้ขมวดคิ้วแน่น

            “แม่นางหรานซีแม้ข้าจะซาบซึ้งที่ท่านช่วยเหลือแคว้นโจวแต่หากท่านยังยั่วยุเมิ่งเจี้ยนเฉินไม่เลิกแบบนี้เกรงว่าการร่วมทางของพวกเราคงไม่ค่อยจะเหมาะ”ฮวาชิงกล่าว

            “ข้ารู้แล้วข้าจะไม่ยั่วยุเขาอีกแล้ว”หรานซีกล่าวเห็นได้ชัดว่านางก็เริ่มหวาดกลัวท่าทีเมื่อครู่ของเมิ่งเจี้ยนเฉินขึ้นมาแล้ว

            เมิ่งเจี้ยนเฉินไม่รู้ว่าในร่างของตนเองมีถ้ำสวรรค์ซ่อนอยู่แห่งหนึ่งหากอนาคตเมื่อเมิ่งเจี้ยนเฉินถึงขอบเขตหลอมรวมขั้นสมบูรณ์และเริ่มสร้างถ้ำสวรรค์ขึ้นมาถ้ำสวรรค์ที่ซ่อนอยู่ก็จะปรากฏออกมาด้วยถึงตอนนั้นถ้ำสวรรค์ทั้งสองจะต้องพุ่งชนกันและนั่นคือหายนะของเมิ่งเจี้ยนเฉิน

            หลังจากที่เกิดเรื่องเมื่อครู่หรานซีก็เงียบลงอย่างมากนางแค่ติดตามพวกเมิ่งเจี้ยนเฉินมาเท่านั้นแต่นางก็ยังไม่บอกว่าเพราะอะไรที่จริงนางก็แค่สนใจสิ่งที่อาจารย์อาของนางอย่างเซี่ยชิงอี้บอกเท่านั้น

            “เมิ่งเจี้ยนเฉินคือผู้ชายที่ดีที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบเขาคือคนที่วันหนึ่งจะสามารถขึ้นสู่สุดสูงสุดก้าวข้ามเจ้าลัทธิทั้งห้าท่านได้”นั่นคือสิ่งที่เซี่ยชิงอี้กล่าวกับนางและคำกล่าวนี้เซี่ยชิงอี้ไม่ได้ล้อเล่นนางกล่าวออกมาด้วยสีหน้าจริงจังและมั่นใจ

            เพราะแบบนั้นหรานซีจึงอยากรู้ว่าเมิ่งเจี้ยนเฉินมีดีอะไรถึงทำให้เซี่ยชิงอี้ที่มากพรสวรรค์และงดงามถึงได้หลงใหลในตัวชายหนุ่มคนนี้ต้องรู้ก่อนว่าทันทีที่สถานะของเซี่ยชิงอี้ถูกเปิดเผยอัจฉริยะมากมายจากที่ต่างๆล้วนให้ความสนใจนางถึงขั้นมีองค์ชายจากราชวงศ์เซียนให้บรรพชนมาสู้ขอด้วยตัวเอง

            แน่นอนว่าย่อมถูกปฏิเสธกลับไปถึงอย่างไรเซี่ยชิงอี้ก็มีสัญญาหมั้นแล้วและเหนือสิ่งอื่นใดคู่หมั้นของเซี่ยชิงอี้ก็ไม่ได้มีสถานะต่ำระดับสูงของสายที่หนึ่งที่รู้เรื่องนี้จึงไม่เห็นด้วยและปฏิเสธราชวงศ์เซียนไป

            พวกเมิ่งเจี้ยนเฉินใช้เวลาหลายวันกว่าจะมาถึงเมืองขนาดเล็กแห่งหนึ่งซึ่งทะเลสาบหยินโจวอยู่ห่างจากตัวเมืองไม่ไกลแต่เมื่อพวกเมิ่งเจี้ยนเฉินเข้ามาในเมืองก็พบว่าคนในเมืองค่อนข้างที่จะไร้ชีวิตชีวาพวกพ่อค้าแม่ค้าแทนที่จะส่งเสียงเรียกลูกค้ากลับนั่งเหม่ออยู่ตรงโต๊ะคิดเงิน

            ผู้คนที่เดินไปมาก็เดินอย่างช้าๆเหมือนกับคนไม่มีแรงราวกับพวกเขาไร้สติไร้วิญญาณพวกเมิ่งเจี้ยนเฉินมองหน้ากันก็ขมวดคิ้ว

            “พี่ชายบรรยากาศในเมืองทำไมเป็นแบบนี้”เมิ่งเจี้ยนเฉินหันไปทางชายคนหนึ่งที่เดินผ่านมา

            “ไม่รู้เป็นแบบนี้มาเป็นปีแล้วทุกวันข้าไม่อยากจะทำอะไรเลยนอกจากนอน” ชายคนนั้นกล่าว

            “เกิดเรื่องแบบนี้มาเป็นปีทางราชสำนักน่าจะต้องรู้เรื่องแล้วสิ”เมิ่งเจี้ยนเฉินหันไปทางฮวาชิง

            “ราชสำนักจะรู้หรือไม่ต้องดูว่าเจ้าเมืองได้รายงานเรื่องนี้ไปทางเมืองหลวงหรือเปล่าตางหาก”ฮวาชิงกล่าว

            “ไปดูที่จวนเจ้าเมืองก็รู้”ถิงจี้กล่าว

            “ถือยันต์คืนความจริงเอาไว้คนละแผ่นและยันต์ปราณหยางด้วย”เมิ่งเจี้ยนเฉินแจกยันต์ให้พวกถิงจี้ก่อนจะค่อยๆเดินไปยังจวนเจ้าเมือง

            เมื่อมาถึงจวนเจ้าเมืองก็พบว่าแม้แต่ทหารเฝ้าประตูยังยืนด้วยดวงตาที่ซึมเหมือนคนกึ่งหลับกึ่งตื่น

            “ตกลงนี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”ฮวาชิงกังวลขึ้นมาทันที

            “หรือว่าจะมีผี”หลิงเอ๋อสั่นกลัวกระโดดเข้าไปในเสื้อของเมิ่งเจี้ยนเฉินทันที

            “ถิงจี้เจ้าอย่าทิ้งข้านะ”หยูหยูน้อยเองก็เกาะคอของถิงจี้เอาไว้แน่น

            “ขอข้าตรวจสอบก่อน”เมิ่งเจี้ยนเฉินใช้ยันต์ปราณหยางพริบตายันต์ก็ส่องแสงอย่างรวดเร็วแสดงให้เห็นว่าในจวนเจ้าเมืองมีสิ่งชั่วร้าย

            “ดูท่าครั้งนี้เราจะเจอของจริงแล้วไม่เหมือนกับครอบครัวของซ่งฉาง”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว

            “ก็แค่วิญญาณร้ายไม่ใช่เหรอจะกลัวไปทำไม”หรานซีเดินเข้าไปคนแรก

            เมิ่งเจี้ยนเฉินไม่ได้กังวลเรื่องความปลอดภัยของนางจึงไม่ได้เตือนในฐานะศิษย์ของรองเจ้าลัทธิย่อมต้องมีสมบัติปกป้องตัวเองอยู่แล้วเมิ่งเจี้ยนเฉินถือยันต์ปราณหยางเดินนำหน้าของพวกถิงจี้ตามหรานซีไป

            เมื่อเข้าไปในจวนก็เห็นว่าสาวใช่กลุ่มหนึ่งเดินออกมาต้อนรับสาวใช้พวกนี้ต่างมีใบหน้าที่งดงามอย่างมาก

            “แขกทุกท่านไม่ทราบว่ามีธุระอะไรกับท่านเจ้าเมืองงั้นหรือ”สาวใช้คนหนึ่งกล่าว

            “พวกเรามีเรื่องอยากจะสอบถามท่านเจ้าเมืองสักหน่อยแต่พอมาถึงก็เห็นว่าพวกทหารยามเหมือนจะหลับไปแถมคนในจวนก็เหมือนจะไม่มีเลยเดินเข้ามาด้านในพวกเราต้องขออภัยที่เสียมารยาทด้วย”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว

            “ในเมื่อเป็นแขกของท่านเจ้าเมืองข้าจะพาไปพบท่านเจ้าเมืองเดี๋ยวนี้”สาวใช้กล่าว

            “จวนเจ้าเมืองออกจะใหญ่แต่ทำไมไม่เห็นผู้คนในจวนเลยละ”ถิงจี้กล่าว

            “แต่ละคนต่างก็ทำงานของตนแต่ช่วยนี้คนที่ทำงานในจวนมีน้อยมากจึงเหมือนกับว่าในจวนไม่มีผู้คน”สาวใช้กล่าว

            “แล้วพวกขุนนางที่ทำหน้าที่อยู่ในเมืองแห่งนี้ละไปอยู่ไหนกันหมด”ฮวาชิงกล่าว

            “ช่วงนี้สภาพแวดล้อมไม่สู้ดีพวกขุนนางเลยพากันป่วยจึงไม่มาทำงาน”สาวใช้กล่าว

            “พูดถึงเรื่องนี้ข้าแปลกใจมากทำไมคนในเมืองถึงมีท่าทางซึมๆเหมือนคนไม่มีชีวิตชีวาเลยละ”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว

            “ข้าเองก็ไม่รู้”สาวใช้ยิ้ม

            พวกเมิ่งเจี้ยนเฉินมองหน้ากันเพราะสาวใช้พวกนี้กลับมีสภาพเหมือนคนปกติไม่เหมือนกับคนด้านนอก

            พวกเมิ่งเจี้ยนเฉินเดินมาถึงห้องทำงานของเจ้าเมืองเจ้าเมืองที่นั่งทำงานอยู่สภาพยังเหมือนกับคนปกติไม่มีอาการซึมหรือไร้ชีวิตชีวานี่ยิ่งทำให้พวกเมิ่งเจี้ยนเฉินแปลกใจเข้าไปอีก

            “แขกทุกท่านเชิญนั่ง”เจ้าเมืองยิ้มให้พวกเมิ่งเจี้ยนเฉินและลุกขึ้นมานั่งยังจึดรับแขก

            “ไม่ทราบว่าทุกท่านมีธุระสำคัญอะไรจะพูดกับข้างั้นเหรอ”เจ้าเมืองกล่าว

            “ท่านเจ้าเมืองท่านรู้ถึงสถานการณ์ในเมืองหรือไม่”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว

            “อืมข้าก็พอได้ยินมาบ้างแต่เมื่อข้าไปถามพวกเขาพวกเขาก็บอกว่าไม่รู้และเมื่อข้าถามพวกเขาว่าป่วยหรือไม่พวกเขาก็บอกไม่พวกเขาแค่อยากนอนเท่านั้น”เจ้าเมืองกล่าว

            “แล้วทำไมท่านไม่รายงานเรื่องนี้ให้กับทางราชสำนักรู้”ฮวาชิงกล่าว

            “รายงานไปแล้วแต่ทางราชสำนักไม่ตอบกลับมาเป็นปีแล้วจะให้ข้าทำอย่างไร”เจ้าเมืองส่ายหน้า

            “เป็นไปไม่ได้หากทางราชสำนักรู้จะต้องรีบส่งคนมาแน่”ฮวาชิงกล่าว

            “มีแขกอยู่งั้นเหรอ”ขณะนั้นเองเสียงของหญิงสาวก็ดังขึ้น

            เจ้าเมืองที่กำลังแสดงสีหน้าไม่พอใจอยู่ก็ยิ้มขึ้นมาทันทีหันไปมองร่างของหญิงสาวที่งดงามเดินเข้ามาหญิงสาวคนนี้สวมชุดสีแดงผิวขาวซีดเล็กน้อยแต่ความงดงามของนางนั้นมากกว่าหรานซีหนึ่งระดับเทียบได้กับฮวาชิงเลย

            “นี่มัน”ถิงจี้อ้าปากค้างเขาไม่คิดว่าเจ้าเมืองจะมีภรรยาที่งดงามขนาดนี้