บทที่24 ภูติพราย
ระหว่างเดินทางจวินซีก็เก็บสมุนไพรไปด้วย สมุนไพรที่อยู่ในมิติมีแต่สมุนไพรหายากทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็โสมร้อยปีหรือเห็ดหลินจือโลหิตก็ยังมีให้เห็น จวินซีสนุกกับการเก็บสมุนไพรเป็อย่างมาก ส่วนมู่หลงซีก็ตามติดจวินซีอย่างเงียบๆและค่อยระวังหลังให้นางเพราะเวลาจวินซีพบสมุนไพรหากยากทีไรนางก็พุ่งตรงไปเก็บสมุนไพรทันทีโดยไม่มีความระเเวดระวังเลยแม้เเต่น้อยทำอย่างกับเข้ามาเดินเล่นอย่างไรอย่างงั้น จนบ้างทีเขาก็ลอบถอดหายใจลับหลังนางอยู่บ่อยครั้ง พอมู่หลงซีอดส่งสัยไม่ไหวเลยเอ่ยขึ้นถาม " เสี่ยวซี เ้าชอบสมุนไพรขนาดนั้นเลยหรือ "
จวินซีที่เก็บดอกเพลิงอัคนีเสร็จแล้วค่อยเอ่ยตอบคำาถามของมู่หลงซี " สมุนไพรพวกนี้ถ้าเอาไปประมูลก็ได้เงินหลายหมื่นตำลึงทองเลยนะ "
เมื่อมู่หลงซีได้คำยินคำตอบของจวินซีก็เข้าใจทันทีว่างานไม่ได้ชอบสมุนไพรทว่าสิ่งที่นางชอบคือเงิน " เ้าขาดแคล้นเงินทองหรือ "
" ข้าไม่ได้เกิดมาในตระกูลสูงศักดิ์เช่นพวกท่านจะได้ไม่เดือนร้อนเื่เงินทอง " จวินซีก็ขึ้นอย่างไม่ใส่ใจแล้วก็เดินไปหาสมุนไพรต่อ
" ไม่คิดว่าธิดาเทพเช่นเ้าก็ขาดแคล้นเงินทองได้เหมือนกัน " มู่หลงซีเอ่ยขึ้น
" เวลาข้าทำนายอนาคตให้แก่ผู้ใด ท่านเคยเห็นเข้าเก็ยเงินหรือไม่เล่า "
มันก็จริงอย่างที่นางพูดั้แ่ที่เขารู้จักกับนางมาก็ไม่เคยเรียกร้องค่าตอบแทนเลยสักครั้งก็เหนือนกับครั้งที่จวินซีเคยมอบดอกว่านเซียนให้แก่เขา ทันใดนั้นเองมู่หลงซีก็ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจากพุ่มไม้ด้านหน้า มู่หลงซีจึงคว้าจับแขนของจวินซีแล้วดึงนางให้มาหลบอยู่ด้านหลังของตนแล้วเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ " ออกมา "
สิ้นเสียงของมู่หลงซีคนที่ซ่อนอยู่ในพุ่มไม้ก็ปรากฏตัวออกมา จวินซีเห็นว่าเป็ผู้ใดจึงเอ่ยขึ้นมา " ผูเอ๋อร์เองหรือ "
" ท่านอาจารย์จวิน " หลินผูเอ๋อร์เอ่ยขึ้นอย่างดีใจที่ได้พบกับอาจารย์ในสำนักแล้วตรงเข้าไปหาผู้เป็อาจารย์ทันที หลินผูเอ๋อร์เป็ศิษย์ในชั้นเรียนของจวินซีและเป็หนึ่งในศิษย์ของสำนักที่เข้าร่วมการล่าสมบัติในครั้งนี้อีกด้วย
เมื่อมู่หลงซีเห็นว่าเป็คนรู้จักกับจวินซีก็หลบทางให้ทั้งสองคนได้พูดคุยกัน
" แล้วคนอื่นๆเล่าหายไปไหนกันหมด " จวินซีเอ่ยถามขึ้น
" ข้าก็ไม่รู้เช่นกันเ้าค่ะ พอพวกเราผ่านอุโมงค์มาก็แยกกันอยู่คนละที่แล้ว "
จวินซีถึงพยักหน้าเเล้วเอ่ยขึ้นมา " เช่นนั้นก็มากับอาจารย์เถอะ อาจารย์กับซีอ๋องกำลังจะไปที่เขตใจกลางป่า "
" ดีเลยเ้าค่ะ ที่ผ่านมาข้าพบเห็นแต่สิ่งมีชีวิตที่แปลกประหลาด ยังดีที่ข้าวิ่งเร็วไม่เช่นนี้คงกลายเป็อาหารของพวกมันเป็แน่ " หลินผูเอ๋อร์บ่นอุบอิบให้กับจวินซีฟัง ส่วนจวินซีก็ได้แต่ส่งยิ้มให้กับศิษย์ในชั้นเรียนของตนอย่างอ่อนใจและทั้งสามก็เดินทางกันต่อ พอพบค่ำทุกคนจึงหาที่พักค้างคืนกันในป่า
ตลอดทางที่มาก็ไก่ป่ามาสองตัวพอดีกับได้เป็อาหารเย็นของวันนี้ มู่หลงซีจึงอาสาจัดการกับไก่ป่าสองตัวจวินซีเลยให้หลินผูเอ๋อร์ก่อไป ส่วนจวินซีเองก็สำรวจรอบๆที่พักและสร้างเขตแดนขึ้นมานอกจากนางกับสองคนแล้วไม่ว่าผู้ใดก็ไม่สามารถเข้ามาได้โดยที่นางไม่ได้รับอนุญาต
เมื่อสร้างเขตแดนเสร็จก็เดินกลับรวมตัวกับทั้งสองคน เมื่อนางมาถึงมู่หลงซีก็ทำความสะอาดไก่ป่าสองตัวนั้นเสร็จพอดี มู่หลงซีเห็นจวินซีกลับมาก็เอ่ยขึ้น " เสี่ยวซี ข้าทำความสะอาดไก่เรียบร้อยแล้ว "
" อืม ที่เหลือข้าจัดการเอง " จวินซีเอ่ยจบก็นำเครื่องปรุงที่นางชอบพบติดตัวตลอดออกมาจากถุงมิติที่อยู่ข้างเอวของตนแล้วเริ่มหมักไก่เมือ่เสร็จแล้วก็นำไปย่าง ทว่ามู่หลงซีกลับเเย่งไก่ไปจากมือนางแล้วเอ่ยขึ้น " ข้าย่างเอง ว่าแต่เ้าพบเครื่องปรุงติดตัวเช่นนี้ตลอดหรือ "
" อืม พวกข้าต้องเดินทางบ่อยจึงมีเครื่องปรุงจากที่ต่างๆพบติดไว้ตลอด " จวินซีเอ่ยขึ้น
มู่หลงซีได้ยินก็ขมวดคิ้วเป็อย่างไม่ชอบใจแล้วเอ่ยขึ้นถามต่อ " แล้วเ้ายังจะเดินทางไปไหนอีกหรือไม่ "
จวินซีจึงหันหน้ามองมู่หลงซีที่กำลังย่างไก่อยู่ด้านข้างอย่างสงสัย เหตุใดเขาถึงถามนางเช่นนั้นคนผู้นี้คิดจะทำสิ่งใด จวินซีมองหน้าของมู่หลงซีจากด้านข้างด้วยแววตาไม่เข้าใจ
มู่หลงซีเห็นว่าจวินซีเงียบไปก็เอ่ยถามย้ำอีกรอบ " ว่าอย่างไร เ้าจะเดินทางไปไหนหรือไม่ "
" คงไม่แล้วล่ะ ข้าว่าอยู่ที่สำนักพยัคฆ์ทเมฆาก็ดีเหมือนกัน " จวินซีเอ่ยตอบเสียงเรียบ
มู่หลงซีรู้สึกโล่งใจขึ้นมาบ้างยังดีที่นางเดินไม่ได้ไปไหนอีกอย่างน้อยเขากับนางก็ได้โอกาสได้พบกันบ้าง จากนั้นมู่หลงซีจึงหันมาสนใจย่างไก่ต่อโดยมีเสียงก็หลินผูเอ๋อร์ส่งเสียงเจื้อยเเจ้วตลอดจนย่างไก่สุกและทั้งสามก็ลงมือกินไก่ย่างทั้งสองตัวจนหมดเกลี้ยง ที่แรกมู่หลงซีไม่คิดว่าไก่ที่ตนย่างจะมีรสชาติดีเช่นนี้แต่พอคิดดูแล้วคงเป็เพราะเครื่องปรุงที่จวินซีใช้หมักไก่ เขาถึงถามเครื่องปรุงพวกนี้ก็ได้ความว่านางซื้อมันมาจากพ่อค้าแร่ตอนที่อยู่แคว้นต้าโจว
" เสี่ยวซี เ้ากับศิษย์ของเ้านอนพักเถอะ ข้าจะอยู่เฝ้ายามให้เอง " มู่หลงซีเอ่ยขึ้น
" ไม่ต้องหรอกท่านก็ไปนอนพักเถอะ ข้าได้สร้างเขตไว้แล้ว ถ้าไม่ใช่พวกเราสามคนคนนอกก็ไม่สามารถเข้าได้เข้าหรอกวางใจได้ "
มู่หลงซีจึงพยักหน้าตกลงและไปหามุมพักผ่อนของตนเอง ส่วนจวินซีกับหลินผูเอ๋อร์ก็ไปพักอีกด้านหนึ่ง จวินซีจึงล่วงเอาถุงนอนออกมาให้ตนเองและหลินผูเอ๋อร์คนละชุดจากนั้นก็ล้มตัวลงนอนพักผ่อน
ตกดึกจวินซีที่หลับอยู่ก็พลันรู้สึกตัวขึ้นมาเพราะบรรยากาศเย็นะเืแปลกๆ พอหันไปมองมู่หลงซีก็พบว่าเขาก็รู้สึกตัวด้วยเช่นกันนางจึงเดินไปหามู่หลงซีทันที
" เสี่ยวซีเ้าก็รู้สึกเช่นเดียวกันเปิ่นหวางงั้นหรือ " มู่หลงซีเอ่ยถามขึ้นทันทีที่จวินซีเดินมาถึง
จวินซีจึงพยักหน้าตอบรับแล้วเอ่ยขึ้นมา " รู้สึกว่าบรรยากาศมันเย็นะเืแปลกๆ "
ทันใดนั้นเองก็มีคนปรากฏตัวขึ้นด้านนอกจากเขตแดนที่นางสร้างขึ้นมาโดยมีสภาพเืท่วมตัว " ชะ...ช่วยด้วย "
หลินผูเอ๋อร์ที่พึ่งรู้สึกตัวขึ้นมาก็เดินเข้าไปหาอาจารย์ของตนทั้นทีแล้วเอ่ยขึ้นถาม " เกิดอะไรขึ้นเ้าคะ แล้วคนเหตุใดถึงคนผู้นั้นถึงได้มีเืท่วมล่ะเ้าคะ ท่านอาจารย์จวินพวกเราต้องช่วยเขานะเ้าค่ะ "
หลินผูเอ๋อร์มีท่าทีจะเขาไปช่วยคนที่มาใหม่ทว่าถูกจวินซีคว้าแขนเอาไว้ก่อน " ผูเอ๋อร์ สิ่งที่เราเห็นมันอาจไม่ใช่ความจริงเสมอไปหรอกนะ "
" หมายความว่าเช่นไรหรือเ้าคะ " หลินผูเออร์เอ่ยถามอย่างงุดงง ยังไม่ทันได้คำตอบก็มีคนปรากฏตัวขึ้นอีกและเป็เช่นเดียวกับคนเเรกที่ปรากฏตัวหลินผูเอ๋อร์ก็อดตกตะลึงไม่ได้ ไม่นานก็มีคนสภาพเช่นเดียนกันอีกปรากฏตัวขึ้นมาเรื่อยๆ
มู่หลงซีพอมองออกว่าพวกที่ปรากฏขึ้นมาไม่ใช่มนุษย์ ทว่าเขาเองไม่รู้ว่ามันคือสิ่งใดกันแน่จึงถามจวินซีที่ยืนอยู่ด้านข้างของตน " เสี่ยงซีเ้าพวกนี้มันคือสิ่งใดกันแน่ "
จวินซีหยิบปิ่นไม้เถาวัลย์ที่เสียบอยู่บนหมวยผมของตนออกมา จากนั้นปิ่นไม้เถาวัลย์ธรรมดาก็กลายเป็คฑาไม้เถาวัลย์ทันที นางจึงเอ่ยขึ้นตอบคำถามของมู่หลงซี " ท่านคือเชื่อเื่ภูติพรายหรือไม่ "
" ภูติพรายงั้นหรือ " มู่หลงซีเอ่ยขึ้นอย่างครุ่นคิดอยู่สักพักก่อนจะนึกออกว่าตนเคยอ่านพบในตำราเล่นหนึ่ง
จวินซีไม่ปล่อยให้ทั้งสองฟังคิดนานจึงเอ่ยอธิบาย " สิ่งมีชีวิตที่เห็นอยู่นั้นมันไม่ใช่มนุษย์แต่มันคือภูติพราย ภูติพรายเกิดขึ้นจากความชั่วร้ายที่มีในจิตใจของมนุษย์ พอคนที่มีจิตชั่วร้ายตายไปก็จะเกิดจิตที่เป็ภูติพรายอย่างที่เห็นอยู่ตรงหน้านี้ "
" มันคลายกับผู้บำเพ็ญเพียรที่เกิดจิตมารหรือไม่เ้าค่ะ ข้าเคยอ่านเจอในหนังสือที่อยู่ในหอตำราในสำนัก " หลินผูเอ๋อร์เอ่ยขึ้น
" ก็ประมาณนั้น ทว่าภูติพรายพวกนี้จะแตกต่างกันนิดหน่อย สำหรับภูติพรายเหล่านี้ที่คงมีตัวตนอยู่ได้ก็เพราะได้พลังของมิติว่างแห่งนี้และดูดพลังชีวิตของคนที่เข้ามาในมิติเเห่งนี้ในทุกๆห้าสิบปี " ทว่าตอนที่นางเข้ามามิติว่างเปล่าในอดีตนางยังไม่คอยเห็นภูติพรายพวกนี้เลยสักครั้งแต่ครั้งนี้กลับพบน่าแปลกมาก
" อิอิ...ไม่อยากเชื่อว่าจะมีคนรู้จักพวกเราด้วย "