ฝืนชะตาท้าสามภพ [นิยายแปล]

    ตอนที่ 45 เข้าฝันและการยุติ!

    เปรี้ยง!

            เซียวจิ่งหยวนยังไม่ทันได้ลงมือกลับได้ยินเสียงระเบิดรุนแรงดังสนั่นออกมาจากห้องด้านหลังกระแสอากาศระลอกใหญ่พลันระเบิดออกมา ทำให้ประตูและหน้าต่างสะเทือนดังสนั่นกระทั่งกระดาษปรุหน้าต่างยังฉีกขาดออกเป็นชิ้นๆ

            “นี่มัน...”

            การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันทำให้เซียวจิ่งหยวนตกใจถือกระบี่ค้างหันกลับไปมองด้วยความงงงวย

            ตอนนี้เขาเห็นแสงสีขาวสวยงามพุ่งทะลุออกมาจากหลังคาห้องก่อนบิดวนตรงเข้าไปต่อสู้พัวพันกับศัตรูด้านนอกจนดูคล้ายเป็นลูกกลม

            “เอ่อ...”

            เซียวจิ่งหยวนมึนงงไปสักพักก่อนจะดึงสติกลับมาอย่างรวดเร็ว “เส้าไป๋!”

            เขาอึ้งเมื่อครู่เขาเห็นอะไรเช่นนั้นหรือ

            จู่ๆเขากลับเห็นฟางเส้าไป๋พุ่งฝ่าอากาศทะลุออกมาด้านนอก กวัดแกว่งกระบี่บินสีทองไปมาพลางบินโฉบวนเวียนอยู่กลางอากาศแสงกระบี่นั้นสว่างไสวดั่งเปลวไฟ เจิดจ้าบาดตาจนผู้คนไม่อาจจ้องมอง

            “ฮ่าๆ!”

            และในขณะเดียวกันนั้นเองตู้หนานซานเอามือไพล่หลังพลางก้าวออกมาช้าๆ ด้วยสีหน้าพอใจ “จิ่งหยวนพวกนั้นก็แค่คนเส็งเคร็ง เจ้าไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกมากเช่นนั้นหรอกปล่อยให้เส้าไป๋จัดการก็พอแล้ว”

            “แต่เขา...”

            เซียวจิ่งหยวนตะลึงอ้าปากค้างแทบกลายเป็นใบ้ต้องรู้ก่อนว่าเมื่อก่อนฟางเส้าไป๋ไม่เคยบำเพ็ญมาก่อนเลยและไม่กี่วันมานี้เขายังโดนพิษเข้าไปอีกจนต้องนอนแน่นิ่งขยับร่างกายไม่ได้อยู่บนเตียง

            แม้ตอนนี้จะมีฤทธิ์จากบัวขาวจิตกระจ่างมาช่วยให้เขาฟื้นคืนพลังกลับมาดังตอนแรกประกอบกับการชะล้างเอ็นตัดไขกระดูกจากตู้หนานซานที่ช่วยให้เขาสร้างรากฐานสู่เต๋าได้สำเร็จจนภายในร่างกายเต็มไปด้วยพลังแห่งเซียนทว่าฟางเส้าไป๋ผู้ไม่เคยมีประสบการณ์การต่อสู้มาก่อนเลยกลับพุ่งออกไปสู้รบกับผู้อื่นเสียแล้วซึ่งไม่ว่าจะมองอย่างไร ล้วนดูเหมือนเขากำลังวิ่งเข้าหาความตาย

            ไม่ว่าตู้หนานซานจะอยากฝึกฟางเส้าไป๋มากเพียงใดแต่เขาก็ไม่ควรใช้วิธีการนี้

            เซียวจิ่งหยวนตระหนกแต่เมื่อเขาคิดอยากออกไปช่วยเป็นกำลังเสริมให้ฟางเส้าไป๋กลับถูกตู้หนานซานรั้งเอาไว้เสียก่อน

            “จิ่งหยวนเจ้าไม่ต้องกังวล ลองหันไปมองสิ”

            ตู้หนานซานลูบเคราหงอกๆ ของตนพลางพูดพร้อมอมยิ้ม “เส้าไป๋ไม่ได้อ่อนแออย่างที่เจ้าคิดหรอก”

            “เช่นนั้นหรือ”

            เซียวจิ่งหยวนฝืนสงบอารมณ์ พลางคิดว่า‘อย่างน้อยตู้หนานซานยังยืนอยู่ข้างๆ คงไม่ปล่อยให้ฟางเส้าไป๋ตกอยู่ในอันตรายหรอก’

            เขาเงยหน้ามองอย่างละเอียด เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผ่านรูหลังคาได้อย่างชัดเจน

            ตอนนี้ฟางเส้าไป๋กระปรี้กระเป่าหน้าแดงระเรื่อ พลังล้นเต็มเปี่ยม ดูสุขภาพดีมาก ไม่เหมือนคนที่เพิ่งฟื้นจากการป่วยหนักเลยสักนิด

            นอกจากนี้ข้างกายของเขายังมีแสงสีทองส่องสว่างซึ่งสิ่งนั้นคือกระบี่บินที่แข็งแกร่ง เต็มไปด้วยพลังฮึกเหิมงามดุจมังกรร่ายรำด้วยความว่องไวจนเกิดเป็นก้อนเมฆสีทองอร่ามงามตา

            “สิ่งนั้นคือกระบี่ชุนชิวซึ่งเคยเป็นอาวุธประจำกายในอดีตของข้า!”

            ตู้หนานซานพูดแนะนำขึ้นข้างหูของเซียวจิ่งหยวนด้วยความคิดถึง“กระบี่เล่มนี้เป็นกระบี่ที่ท่านอาจารย์ของข้าตีขึ้นเมื่อสองร้อยกว่าปีก่อนเขาต้องดำดิ่งลงสู่ก้นบึ้งของมหาสมุทรเพื่อรวบรวมเหล็กเย็นชั้นดี จากนั้นเติมพลังปราณธาตุทองอันลึกลับของเทพไท่ไป๋ลงไปซึ่งต้องใช้เวลากว่าสามปีถึงจะตีกระบี่เล่มนี้สำเร็จ”

            “และเมื่อตีกระบี่สำเร็จอาจารย์ก็มอบให้แก่ข้าเพื่อเป็นของขวัญที่ข้าบำเพ็ญตนได้สำเร็จ”

            ตู้หนานซานดูมีความสุขนัยน์ตาเต็มเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม “จากการที่ข้าดูแลมาเป็นเวลากว่าสองร้อยปีกระบี่ชุนชิวได้เกิดการเปลี่ยนแปลงลึกลับบางอย่าง และตอนนี้มันได้ตกไปเป็นของเขาแล้วหวังว่าเขาจะไม่ทำให้ข้าผิดหวัง”

            “แค่ก!”

            เซียวจิ่งหยวนขมวดคิ้วเล็กน้อยเขาไม่นึกว่าฟางเส้าไป๋ที่เพิ่งฟื้นมาจะสามารถแบกรับความหวังของตู้หนานซานไว้ได้เช่นนี้นอกจากนี้วิธีการที่ตู้หนานซานใช้สามารถเรียกได้ว่าเป็นการฝืนกฎธรรมชาติซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเป็นอย่างมาก

            มีผู้ใดบ้างเล่าที่ไม่ได้สอนศิษย์แต่กลับรีบผลักให้ศิษย์ออกไปสู้รบอย่างเอาเป็นเอาตายกับศัตรูเช่นนี้

            “ฮ่าๆ ข้าบอกแล้วว่าไม่ต้องเป็นห่วงเขา”

            ตู้หนานซานหัวเราะเล็กน้อยพลางอธิบาย“เจ้าอย่าคิดว่าช่วงที่เขานอนเขาจะนอนอยู่บนเตียงเฉยๆ เพราะในความเป็นจริงแล้วเขาไม่เคยได้พักยังคงบำเพ็ญอยู่ตลอด...”

            “อะไรนะ”

            เซียวจิ่งหยวนประหลาดใจอย่างมากในทันทีหลังได้ฟัง“เขาบำเพ็ญตนได้อย่างไรหรือ”

            “ในความฝันน่ะสิ!”

            ตู้หนานซานพูดอย่างตรงไปตรงมา “ข้าใช้อาคมเข้าฝันของอาจารย์ของข้า แล้วช่วยให้เขาฝึกฝนเคล็ดวิชาลับที่ข้าถ่ายทอดให้ในความฝันได้ซึ่งแม้พลังของข้าจะไม่อาจทำให้หนึ่งหลับกลายเป็นพันปีได้ แต่การทำหนึ่งหลับให้เป็นเหมือนผ่านไปหลายปีก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร”

            ตู้หนานซานคลี่ยิ้มเล็กน้อย “ดังนั้นหากลองคำนวณดูดีๆเวลาบำเพ็ญตนของเขาดูน่าจะนานกว่าเจ้าเสียอีกนะ”

            “หา?”

            เซียวจิ่งหยวนตกตะลึงในทันใด มีอาคมลับที่น่าอัศจรรย์เช่นนี้อยู่บนโลกด้วยหรือสิ่งนี้ช่างเป็นสูตรโกงเสียจริง…

            หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นวิธีการเสริมรากฐานเพราะอย่างไรเสียฟางเส้าไป๋ก็ยังถือว่าเพิ่งเริ่มบำเพ็ญตนตอนโตเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งสำหรับคนที่บำเพ็ญตนมาตั้งแต่เด็กแล้วเขาถือว่าเริ่มต้นได้ค่อนข้างช้าเลยทีเดียว

            บนเส้นทางแห่งการบำเพ็ญหากช้าไปเพียงก้าวเดียวก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะตามคนอื่นทัน ทว่าอาคมเข้าฝันนี้ช่างแข็งแกร่งสามารถช่วยลดช่องว่างได้มากมาย

            ดังนั้นต่อให้ฟางเส้าไป๋จะเพิ่งเริ่มบำเพ็ญตอนนี้แต่ความสามารถของเขาถือว่าทัดเทียมผู้อื่นได้จึงไม่น่าแปลกใจว่าเหตุใดเพียงลืมตาตื่นก็สามารถยกกระบี่บินเข้าต่อสู้กับศัตรูทั้งยังแลดูชำนาญวิทยายุทธ์มากเช่นนี้อีกด้วย

            บางทีหากปล่อยให้เขาได้คุ้นชินกับกระบี่ไปสักพักเมื่อทฤษฎีหลอมรวมเข้ากับการปฏิบัติ เมื่อนั้นเขาคงใช้กระบี่บินได้ตามใจนึกแน่นอน

            ในขณะที่เซียวจิ่งหยวนยังตกตะลึงในใจของเขากลับมีความเข้าใจบางอย่าง

            สิ่งที่ตู้หนานซานพูดออกมาดูเหมือนว่าการเข้าฝันนั้นเป็นเรื่องที่ง่ายดายมากทว่าในความเป็นจริงแล้วนั้น วิธีการนี้ลึกล้ำเกินคาดเดาหากนำมาใช้ก็ไม่รู้ว่าจะต้องแลกด้วยสิ่งใดบ้าง

            ต้องรู้ก่อนว่าธรรมชาติยุติธรรมเสมอดังนั้นต้องการสิ่งใดก็ต้องจ่ายด้วยสิ่งที่มีค่าทัดเทียมกัน

            วิธีเข้าฝันนี้คงสิ้นเปลืองพลังของตู้หนานซานไปไม่น้อยไม่เช่นนั้นเมื่อคืนก่อนตอนที่พวกเขาอยู่ในป่าทึบตู้หนานซานคงไม่เพียงขู่ให้ศัตรูกลัว แต่คงสังหารพวกนั้นไปแล้ว

            เซียวจิ่งหยวนคาดเดาอยู่ในใจแต่ไม่ได้เอ่ยถามออกไปเขาเฝ้าดูอยู่อย่างตั้งใจ

            ฟางเส้าไป๋ผู้อยู่ด้านนอกดูฉุนเฉียวกวัดแกว่งกระบี่อย่างรวดเร็วปานสายฟ้า สร้างแสงสว่างไสวประดุจสายรุ้ง

            แสงกระบี่สีทองเรืองรองวิ่งแล่นทะลวงฝ่าอากาศจนเกิดเสียงหวีดหวิว

            ขณะเดียวกันเมื่ออาคมบังตาของศัตรูสลายไปกระบี่ไผ่มากมายก็รวมกันอยู่บนฟ้าครอบคลุมทุกพื้นที่ก่อนโหมซัดเข้ามาดั่งคลื่นยักษ์

            หน้าของเซียวจิ่งหยวนเต็มไปด้วยความโกรธแค้นทันทีหลังได้เห็น“พวกสำนักซานจู๋อีกแล้ว!”

            “ใช่เป็นพวกเขาไม่ผิดแน่”

            ตู้หนานซานพูดขึ้นเสียงเบา “เหล่านักพรตสำนักซานจู๋นั้นใจแคบหลังจากที่พ่ายแพ้ให้กับข้าเมื่อคราวก่อนพวกเขายังเคียดแค้นสั่งให้ศิษย์มารังควานข้าอย่างไม่รู้จักจบสิ้น ข้าไม่ได้กลัวพวกเขาหรอก เพียงแต่เป็นห่วงนักเรียนในสำนักที่จะต้องพลอยได้รับผลกระทบไปด้วยจึงรีบออกจากสำนักแล้วมาหลบอยู่ด้านในอารามเต๋า”

            ตู้หนานซานบ่นพึมพำ “ทว่าคนพวกนั้นกลับยังไม่ยอมรามือยังคงตามมารังควานอยู่เรื่อยๆ แม้ข้าจะโจมตีกลับไปหลายครั้ง แต่คนพวกนั้นก็ไม่ยอมลดละทำให้ข้าต้องวางค่ายกลมิติไว้รอบอารามเต๋าเช่นนี้”

            “นักพรตไป่จู๋คงรู้เช่นกันว่าข้าคงไม่ใช้ความแข็งแกร่งของตนรังแกผู้ที่ด้อยกว่าดังนั้นเขาจึงปล่อยให้สาวกสำนักซานจู๋มาทำลายค่ายกลและยั่วยุข้าอยู่ตลอด”

            ตู้หนานซานแสยะยิ้มเย็นชา “เห็นได้ชัดว่าเขากำลังใช้พื้นที่ของข้าเป็นสนามประลองหากไม่ใช่เพราะหลายวันที่ผ่านมาข้ายุ่งอยู่กับการดูแลเส้าไป๋ล่ะก็ข้าคงพยายามตามหาและลากตัวเขามาสั่งสอนให้รู้แล้วรู้รอดไปแล้ว”

            “เป็นเช่นนี้นี่เอง”

            เซียวจิ่งหยวนคลายข้อสงสัยมิน่าเล่าตอนนั้นที่เขาไปตามหาคนที่สถานศึกษา ถึงพบแต่เพียงความว่างเปล่า

            “แล้วเจ้าเล่า”

            สีหน้าของตู้หนานซานดูแปลกไปเล็กน้อย“จู่ๆเจ้าหายไปหลายวัน ก่อนจะปรากฏตัวขึ้นที่ภูเขาเนินพยัคฆ์แล้วยังไปแย่งป้ายคำสั่งเนินพยัคฆ์กับผู้อื่นอีก...”

            “เอ่อ…”

            เซียวจิ่งหยวนอึ้ง “ตอนนั้นท่านอาจารย์ก็อยู่ที่นั่นด้วยเช่นนั้นหรือ”

            หากรู้แต่เนิ่นๆว่าตู้หนานซานอยู่ที่นั่นด้วย เขาคงไม่ต้องเสี่ยงชีวิตเข้าไปสู้รบแย่งชิงป้ายคำสั่งเนินพยัคฆ์กับผู้อื่นหรอก

            “อยู่สิแต่พอข้าจะเข้าไปทัก เจ้าก็…เข้าไปในสระกระบี่เนินพยัคฆ์เสียแล้วข้าอยากห้ามเจ้าแต่ก็ห้ามไว้ไม่ทัน”

            ตู้หนานซานมีสีหน้าแปลกไป “หลังจากที่เจ้าเข้าไปในสระกระบี่ข้ากังวลมาก กลัวเจ้าจะต้องเจอกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันอะไรหรือไม่แต่โชคดีนะที่เจ้าสามารถออกมาได้อย่างปลอดภัยและดูเหมือนว่าเจ้าคงได้ประโยชน์มาจากสระกระบี่ไม่น้อยเลยทีเดียว”

            “ฮ่าๆ เป็นเพราะโชคช่วยน่ะ”

            เซียวจิ่งหยวนยิ้มแย้มทว่าในใจกลับแปรปรวน “ข้าเพียงโชคดีมีคนดีคอยช่วยเหลือเท่านั้น...”

            “คนดีหรือ”

            ตู้หนานซานชำเลืองมองเล็กน้อยก่อนพูดเดา“สาวน้อยคนที่ยืนอยู่ข้างเจ้าตอนออกมากับเณรน้อยรูปนั้นใช่หรือไม่”

            “ใช่แล้ว!”

            เซียวจิ่งหยวนพยักหน้า

            “มิน่าเล่า”

            ตู้หนานซานโล่งใจ “เณรน้อยรูปนั้นมีสมบัติแห่งพุทธะอยู่รอบกายตอนที่เขากำลังออกจากภูเขาเนินพยัคฆ์ก็มีพระเถระชั้นผู้ใหญ่มารับอีกด้วยเมื่อดูจากทิศทางของแสงที่นำไปสู่สุขวดีนั่นแล้ว เขาน่าจะเป็นพระของวัดจินซาน”

            “ใช่แล้วเณรน้อยมาจากวัดจินซาน”เซียวจิ่งหยวนตาเป็นประกาย ก่อนเอ่ยถามขึ้นอย่างจริงจังว่า “ท่านอาจารย์ ยังมีอีกคนหนึ่งนะท่านรู้หรือไม่ว่านางมีที่มาที่ไปอย่างไร”

            “สาวน้อยคนนั้นหรือ...” ตู้หนานซานแปลกใจเล็กน้อย“เจ้าไม่รู้ว่านางมาจากที่ใดหรอกหรือ”

            “ไม่ค่อยแน่ใจ”

            เซียวจิ่งหยวนส่ายหน้า “ข้าเคยพบกับนางเพียงสามครั้งแต่กลับรู้สึกถูกชะตากัน”

            “ถูกชะตาหรือ”

            รอยยิ้มของตู้หนานซานแฝงไปด้วยความหมายที่ลึกซึ้งทว่าเพียงไม่นานท่าทางของเขาก็กลับจริงจัง พร้อมพูดขึ้น “จิ่งหยวน ข้าจะไม่ปกปิดเจ้าข้ารู้ว่าสาวน้อยผู้นั้นมาจากที่ใด แต่...”

            “แต่อะไรหรือ” เซียวจิ่งหยวนกระพริบตาเล็กน้อยด้วยท่าทางที่ยังเป็นปกติ

            “แต่สิ่งที่รับนางกลับไปเมื่อวานเป็นแสงวิเศษที่ทรงพลังมาก”

            ตู้หนานซานพูดอย่างจริงจัง “แสงวิเศษนั้นลึกลับมากแม้จะอยู่ห่างไปหลายหมื่นลี้ แต่กลับมาถึงที่นี่ได้อย่างรวดเร็วก่อนจับตำแหน่งของสาวน้อย แล้วพุ่งตรงมารับนางออกไป”

            “หมายความว่าอย่างไรหรือ” เซียวจิ่งหยวนงุนงง

            “สิ่งที่ข้าอยากบอกกับเจ้าคือแม้ห่างกว่าหมื่นลี้แต่ยังสามารถพาคนหลบหนีได้พลังของคนผู้นั้นจะต้องมากเกินคาดเดา”

            ตู้หนานซานถอนหายใจเล็กน้อย “ข้าทำไม่ได้หรือแม้แต่ผู้ที่เก่งกว่าข้าก็คงทำไม่ได้เช่นกัน ผู้ที่ทำได้มีเพียงเซียนเทียมที่ผ่านทัณฑ์สวรรค์มาแล้วสามครั้งเท่านั้นหรือไม่ก็อาจจะเป็น...เซียนดิน!

            “เซียนดิน!”

            เซียวจิ่งหยวนมึนงงไม่เข้าใจ

            เพราะเขาเป็นเพียงผู้บำเพ็ญขั้นต่ำคนหนึ่งซึ่งสำหรับเขาแล้วเซียนดินเป็นเพียงคำเรียกขานเท่านั้น เขารู้ดีว่าเซียนดินจะต้องเก่งกาจมากแน่นอนทว่าเก่งมากเท่าใดนั้นเขาเองกลับไม่อาจจินตนาการถึง

            ตู้หนานซานส่ายหน้าเล็กน้อยก่อนพูดขึ้นพร้อมร้อยยิ้ม “ช่างเถิดเจ้ารู้เพียงว่าเบื้องหลังของสาวน้อยคนนั้นไม่ธรรมดาเป็นดั่งดวงเดือนที่สว่างอยู่บนท้องฟ้า อยู่สูงจนไม่อาจคว้าไว้ได้ก็พอแล้ว”

            “หลังจากนี้หากไม่มีโอกาสพิเศษอะไร พวกเจ้าคงไม่ได้พบกันอีก”

            ตู้หนานซานลุกขึ้นถกแขนเสื้อหลังจากพูดจบ ก่อนจะมีแสงสายัณห์อันเจิดจ้าสาดส่องไปตามความยิ่งใหญ่ของค่ายกลประหนึ่งคลื่นยักษ์ที่โหมซัดอย่างบ้าคั่งและรวดเร็ว

            เขาพูดออกมาด้วยเสียงดังกึกก้อง“พวกเจ้าทั้งหลายไสหัวกลับไปเสียกลับไปบอกไป่จู๋ให้รู้ว่าอีกครึ่งเดือนหลังจากนี้ข้าพร้อมด้วยลูกศิษย์จะไปยุติเรื่องนี้กับเขา ณ ยอดเขาไผอวิ๋นแห่งภูเขาติ้งเฟิง...”


     

    คล้ายกับเรื่องฝืนชะตาท้าสามภพ [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน