ตอนที่ 1 ภาคภพปัจจุบัน (8)
วันหนึ่งเหลียนเชวี่ยจับนกกลับมาตัวหนึ่ง ป้องไว้กลางฝ่ามือแล้วยื่นให้หนานิจวินดู “อาจารย์ ท่านว่านกตัวนี้งามหรือไม่”
นั่นคือนกไท่ผิง[1]ตัวหนึ่ง ขนนกบนหัวยาวกว่านกปีกเพลิงเทาทั่วไปเล็กน้อย ริมฝีปากเป็สีแดงอ่อนๆ ตรงบริเวณขอบปีกเป็สีเหลืองสด งดงามกว่านกปีกเพลิงเทาทั่วไปจริงๆ ถึงอย่างไรพวกมันก็เป็ผู้สืบเชื้อสายจากกายเนื้อของเหลียนเชวี่ย
หนานิจวินจ้องนกตัวนั้นอยู่นานกว่าจะตอบคำถาม “งามนัก”
เหลียนเชวี่ยน้อยทอยิ้ม “ไม่เพียงลักษณะสวยงาม ชื่อยังไพเราะอีกด้วย ท่านพ่อบอกว่ามันคือนกไท่ผิง เพราะทุกครั้งหลังจากสัตว์ปีศาจใหญ่ตายไปนกชนิดนี้จะเยอะเป็พิเศษ เป็สัญญาณที่ดีของยุครุ่งเรืองสันติสุข”
ในใจหนานิจวินปวดแปลบระลอกหนึ่ง ไม่ได้เอ่ยต่อบทเหลียนเชวี่ยน้อยอีก เขารู้ตำนานเกี่ยวกับนกไท่ผิงดียิ่งกว่าใคร แต่เขาไม่อยากเอ่ยถึงมันมากกว่าใครๆ
เหลียนเชวี่ยก็ไม่ได้เซ้าซี้เื่นกไท่ผิงกับหนานิจวินมากนัก หันไปเล่นกับนกคนเดียวแล้ว ทว่าอาการเ็ปหัวใจของตนกลับไม่ได้สงบลงแต่อย่างใด ดูท่าอาการาเ็ภายในที่ไม่ได้รักษาเนิ่นนานคงข่มไม่ไหวในที่สุดแล้ว
หนานิจวินควรปิดด่านกักตน แต่เขาไม่อาจทำได้ ยิ่งเหลียนเชวี่ยทำให้เขาเ็ปเท่าไร เขายิ่งไม่อยากกักตนเท่านั้น เพราะนี่คือบทลงโทษที่เขามอบให้กับตัวเอง หนานิจวินเคยสัญญาว่าจะตามหาเหลียนเชวี่ยหลังจากอีกฝ่ายกลับชาติมาเกิด ไม่ให้เหลียนเชวี่ยต้องทนทุกข์อีก แต่ตัวเขาไม่เคยทำได้ ครั้งนี้จึงไม่อยากผิดคำพูดแล้ว
ผ่านไปอีกหลายปี ความปวดใจของหนานิจวินยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แต่ตัวเขากลับไม่อยากปิดด่านขึ้นทุกที...เขาเริ่มหวั่นไหวแล้ว
มนุษย์มีอารมณ์ทั้งเจ็ด[2] หนานิจวินไม่รู้จักความยินดี โกรธ หวาดกลัว วิตกกังวล เกลียดชัง แต่กลับรู้ว่าสิ่งใดคือรัก สิ่งใดคือความปรารถนา เหลียนเชวี่ยเป็คนทำให้เขารู้จักกับมัน ความปรารถนาที่มีต่ออีกฝ่ายเหมือนจะเป็เื่สัจธรรมตามธรรมชาติอย่างหนึ่ง
เหลียนเชวี่ยในวัยสิบสามปีเริ่มโตเป็หนุ่มแล้ว ผมยาวทั่วศีรษะเกือบจะยาวแตะข้อเท้า เจือสีเหลืองอ่อนในสีดำ แลดูงดงามเป็พิเศษภายใต้แสงแดด ดวงตาเริ่มเผยลักษณะยาวรี ยามยิ้มเ้าเล่ห์ก็เผยเสน่ห์ชวนหลงใหลออกมาหลายส่วน แต่ลักยิ้มตรงมุมปากกลับเผยให้เห็นความน่ารักสุดขีด
เขายังคงรักสวยรักงาม วันนี้ทำอาภรณ์ชุดใหม่มา ตรงชายขาวสว่างปักดอกไม้สีแดงสดหลายดอก เหลียนเชวี่ยเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่และผูกริ้วไหมสีแดงไว้บนศีรษะ วิ่งมาหมุนตัวตรงหน้าหนานิจวินรอบหนึ่ง แล้วถามว่า “อาจารย์ๆ ท่านดูชุดนี้สิสวยหรือไม่”
หนานิจวินจ้องสีแดงบนศีรษะของเหลียนเชวี่ย พลางนึกถึงว่าในอดีตอีกฝ่ายมักจะกอดเขาไว้แล้วเงยหน้าขึ้นถามด้วยรอยยิ้มเสมอว่า ‘เสิ่นอี้ชิง ข้ารูปงามหรือไม่’
ในอดีตหนานิจวินมักจะกล่าวหลักธรรมจำพวกห้าััลวงตาอยู่บ่อยๆ บอกไม่ให้เหลียนเชวี่ยยึดติดกับรูปโฉมของตน พอพูดมากไปตัวเขาก็รู้สึกเบื่อหน่ายอยู่บ้าง แต่เหลียนเชวี่ยยังคงเอ่ยถามบ่อยครั้ง ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
ที่ผ่านมาไม่รู้ความหมาย แต่ตอนนี้ดูแล้วเหลียนเชวี่ยคงแค่อยากได้ยินหนานิจวินชมเขาว่ารูปงามสักคำก็เท่านั้น
“งามนัก” หนานิจวินกล่าวกับเด็กหนุ่มตรงหน้าเสียงเบา ภายในใจเริ่มไหวสั่นหน่อยๆ อยากถือโอกาสกุมมือของเขาไว้ กอดเขาแนบอก ลูบผมของเขาเบาๆ ััแผ่นหลังของเขา และจุมพิตริมฝีปากของเขา...
เด็กหนุ่มเหลียนเชวี่ยหัวเราะชอบใจแล้วหมุนกายวิ่งออกไปนอกประตู ก่อนหันขวับกลับมาด้วยความใหลังจากถูกคว้าข้อมือโดยไม่ทันตั้งตัว สบสายตาแดงก่ำคู่นั้นของหนานิจวินพอดี นั่นเป็สายตาเจือความปรารถนาเต็มเปี่ยมที่เด็กหนุ่มไม่เคยเห็นมาก่อน
“อาจารย์” เด็กหนุ่มค่อนข้างกลัว น้ำเสียงสั่นเครืออยู่บ้าง
หนานิไม่ได้ขาดสติ เขามองเห็นแววหวาดกลัวในดวงตาของเหลียนเชวี่ย เข้าใจว่าคนตรงหน้ายังเป็เพียงเด็กหนุ่มคนหนึ่ง เด็กหนุ่มใสซื่อที่ไม่รู้ว่าความปรารถนาคือสิ่งใด
ทว่าเขาปล่อยมือของตนไม่ได้ ข่มความเ็ปในอกไม่อยู่
เหลียนเชวี่ยกล่าวอะไรสักอย่างอีก แต่เขาได้ยินคำพูดของอีกฝ่ายไม่ถนัด มองใบหน้าของเด็กหนุ่มที่เลือนรางอย่างช้าๆ สิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้าคือใบหน้าในอดีตของเหลียนเชวี่ย และคำพูดที่อีกฝ่ายเคยกล่าวไว้ในอดีตก็ดังขึ้นข้างหู
‘เสิ่นอี้ชิง ในที่สุดข้าก็ไม่ต้องจำท่านอีกแล้ว...’
บริเวณหน้าอกเ็ปขึ้นทุกที อยากข่มก็ข่มไว้ไม่อยู่ หนานิจวินรู้สึกได้ว่ามีคนแกว่งแขนเสื้อของเขา ทว่าไม่อาจตอบสนองใดๆ กลับไป ปฐมจิตสับสนว้าวุ่นคล้ายถูกจองจำอยู่ในกรงขัง เขาอยากทำลายความสับสนนี้ แต่ขณะที่ฝืนตั้งสติโคจรปราณ ปากกลับกระอักโลหิตสดออกมา ฉับพลันเบื้องหน้ากลายเป็สีแดงฉานผืนหนึ่ง เื่ราวในอดีตที่ไม่อยากนึกถึงเ่าั้ปะทุขึ้นมาในใจพร้อมกับกลิ่นคาวเื
เชิงอรรถ
^ นกปีกเพลิงโบฮีเมียน (Bohemian Waxwing) โดย ไท่ผิง ในภาษาจีน หมายถึง สันติสุข^ ประกอบด้วย อารมณ์โกรธ ยินดี เศร้าโศก วิตกกังวล ครุ่นคิด หวาดกลัว และตกใจ