"แดดยามบ่ายช่างร้อนลวกนัก กลับแผดเผาผู้คนแทบตายทั้งเป็" หวังเอ้อเหมานอนกางแขนแผ่หราอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ พลางสบถออกมา เนื่องจากวันนี้อาจารย์ของมันเลือกที่จะสอนวิชาบู๊กลับสั่งให้มันยืนท่าขี่ม้า แบกศิลาหนักราวๆสองร้อยชั่งไว้เพื่อบังแดดสองชั่วยาม ขนาดมันโคจรปรานธาตุดินช่วยเสริมความแข็งแกร่งของข้อแขนยังแทบทนทานมิได้
เหลียวดูเฉินคุนที่อาจารย์กลับไม่ได้เข้มงวดเท่าใด กลับนั่งดีดลูกคิดอะไรนั่นมากว่าชั่วยาม อย่างสนุกสนาน ในใจกลับสู้สึกเหยียดหยามอดมิได้ที่จะสบถด่าสักคำ " ช่างเป็คนใช้การไม่ได้นัก กลับเป็ปิศาจหมูจอมโลภตนนึง"
เฉินคุนกลับมิได้สนใจมันก้มหน้าก้มตาดีดลูกคิด พร้อมกับทบทวนวิชาคำนวนที่อาจารย์พึ่งสอนมา มันกลับมีความคิดต่างจากหวังเอ้อเหมา "เงินต่างหาก คือพลังอำนาจที่แท้จริง เมื่อมีเงินมากพลังอำนาจก็จะมากตามไปด้วย ไว้เกอร่ำรวยเพียงพอ จะจ้างยอดฝีมือมาทุบตีเ้าก็ยังได้"
"ท่านอาจารย์ เหตุใดศิษย์ถึงใช้วิชาเงาวายุทะยานได้ช้ากว่าศิษย์พี่ใหญ่หรือขอรับ" จางหยุนถามอาจารย์ด้วยความสงสัยหลังจากที่ประลองความเร็วพ่ายแพ้ให้แก่อวี๋เฟิงยับเยินมาเมื่อวาน ทั้งทีระดับพลังก็พอๆกัน ระดับของเคล็ดวิชาตัวเบาก็บรรลุเท่ากัน ยิ่งขบคิดยิ่งคับข้องใจ ถึงต้องให้อาจารย์ช่วยไขปัญหาให้ในตอนนี้
"สาเหตุหลักยังคงมาจากพลังธาตุ ปรานศิษย์พี่ใหญ่เ้าโดดเด่นทางด้านธาตุลมซึ่งสอดคล้องวิชาเงาวายุซึ่งเป็ธาตุลมเช่นกัน ลักษณะเฉพาะของธาตุลมนั่นโดดเด่นทางด้านความเร็ว ต่างจากเ้าที่ปรานไม่แสดงจุดเด่นทางธาตุใดๆออกมาเลย เปรียบเทียบกับอวี๋เฟิงที่มีปรานธาตุลมหนุนนำ เ้าจะช้ากว่าก็ถือเป็เื่ปกติ" หลินเฟยตอบคำถามจางหยุนน้ำเสียงเจือปนไปด้วยความเสียดาย
เนื่องจากทุกคนหลังจากฝึกยุทธ์จนถึงระดับบ่มเพาะปราน ปรานในร่างกายจะเริ่มแสดงจุดเด่นทางธาตุออกมา ซึ่งแต่ละธาตุนั่นจะมีลักษณะจำเพาะต่างกันออกไป ส่วนใหญ่ธาตุของปรานนั้นจะสอดคล้องกับบุคลิก ลักษณะนิสัยใจคอของคนผู้นั้น จางหยุนจึงเป็ตัวตนที่แปลกแยกเนื่องจากลมปรานไม่แสดงจุดเด่นทางธาตุใดๆออกมาเลย
"ขอรับท่านอาจารย์" จางหยุนรับคำด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยได้แต่นึกตัดพ้อชะตาตนเอง เหตุใด์ถึงลืมมอบพลังธาตุแก่เราด้วย
ในบรรดาศิษย์ทั้งสี่คนนับว่าจางหยุนมีพร์อีกทั้งสติปัญญาล้ำเลิศที่สุด แต่ลมปรานของมันกลับไม่มีจุดเด่นทางธาตุทำให้ขาดจุดยึดเหนี่ยวภายในที่จะทำให้ก้าวหน้าได้ง่ายขึ้น
"เสี่ยวหยุน เ้าอย่าได้ท้อแท้ไป บนโลกใบนี้ยังมีสิ่งต่างๆที่เราไม่ล่วงรู้อีกมากมาย โลกใบนี้มันกว้างใหญ่กว่าที่เ้าเข้าใจมากนัก ไม่แน่ว่าวันนึงปรานของเ้าอาจจะเกิดธาตุใดธาตุหนึ่งขึ้นมาก็เป็ได้" เมื่อเห็นท่าทีเศร้าสร้อยของศิษย์ หลินเฟยยังไม่ตระหนี่ที่จะให้กำลังใจมันสักหลายคำ
"อาจารย์ พี่สาม ศิษย์พี่ใหญ่บรรลุถึงขั้นบ่มเพาะจิตแล้ว" เด็กหนุ่มร่างอ้วนที่ะโโหวกเหวกย่อมต้องเป็เฉินคุนที่กล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นเต็มไปด้วยความยินดี เนื่องจากอวี๋เฟิงเป็คนแรกที่บรรลุถึงขั้นบ่มเพาะจิตในขณะที่ผู้อื่นอยู่เพียงขั้นบ่มเพาะปรานเท่านั้น ขณะดีใจมันถึงขั้นลืมตัวทำลูกคิดร่วงหล่นเลยทีเดียว
หวังเอ้อเหมาหลังจากพักผ่อนจนหายเหน็ดเหนื่อยแล้ว จึงมาฝึกกระบวนท่าร่ายรำเพลงหมัดอยู่พลันะโสวนมา "เพียงบรรลุก่อนเราก้าวเดียวเท่านั้น อีกไม่นานข้าพเ้าจะตามท่านไป ไม่..! จะก้าวล้ำท่าน" ถึงแม้ว่ามันจะคุยโอ่ไปบ้างแต่น้ำเสียงกลับเต็มไปด้วยความยินดีกับอวี๋เฟิง ไม่ว่ากล่าววาจากลบเกลี่ยนอย่างไรก็กลบเกลื่อนไม่มิด
ว่าด้วยเื่ของระดับพลังแบ่งออกเป็
ระดับแรก ผู้ฝึกยุทธ์คือผู้ฝึกขั้นแรกเริ่มแบบพวกมัน แบ่งย่อยสามขั้น บ่มเพาะกาย บ่มเพาะปราน บ่มเพาะจิต
ต่อมาเมื่อบ่มเพาะกาย ปราน จิต แล้วจึงหลอมรวมเข้าด้วยกันเมื่อทำสำเร็จจะเข้าสู่ระดับขั้น จอมยุทธ์ จึงถือว่าเป็นักสู้ที่แท้จริง
เมื่อทำความเข้าในเกี่ยวกับปรานธาตุของตนเองได้มากพอและเติมเต็มจุดเส้นลมปรานจนเต็มเปี่ยม ผู้ฝึกยุทธ์จะหลอมรวมปรานทั้งหมดเข้ากับพลังธาตุจากภายนอกเกิดเป็เม็ดพลังจินตันขึ้น เม็ดพลังจินตันนี้จึงเป็แหล่งพลังปรานใหม่ของผู้ฝึกยุทธ์ มีปริมาณมาณและความเข้มข้นของธาตุสูงมาก แต่ก็มีผู้คนไม่น้อยที่ไม่สามารถรับพลังธาตุจากภายนอกได้จนาเ็ล้มตาย เรียกกระบวนการนี้ว่าภัยพิบัติจินตัน เรียกผู้ที่บรรลุถึงขั้นนี้ว่า จ้าวยุทธ์
หลังจากที่ดื่มด่ำไปกับการบรรลุขุมพลังพร้อมกับปรับเสถียรภาพของพลังที่พึ่งบรรลุแล้วอวี๋เฟิงได้เข้าพบกับอาจารย์ เพื่อขอคำชี้แนะแนวทางการฝึกฝนในขั้นต่อไป
หลินเฟยได้ทำการชี้แแนะแนวทางการบ่มเพาะพลังในขั้นบ่มเพาะจิต พร้อมทั้งอธิบายวิถีการฝึกเพลงกระบี่มายาจันทรากระบวนท่าเริ่มต้นและวิชาตัวเบาเงาวายุในขั้นที่สอง
เนื่องจากอวี๋เฟิงมีลมปรานธาตุลมซึ่งเป็ธาตุเดียวกันกับหลินเฟยผู้เป็อาจารย์ทำให้หลินเฟยสามารถชี้แนะแนวทางการฝึกปรือได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็วิธีเดินลมปราน การประยุกต์ใช้ลมปรานธาตุลมในแบบต่างๆไม่ว่าจะเป็การคุมกระบี่ ห่อหุ้มกระบี่ สอดประสานกับการเคลื่อนไหว โดยเฉพาะการนำไปผสานกับวิชาตัวเบาเงาวายุซึ่งเป็เคล็ดวิชาธาตุลมทำให้วิชาตัวเบาของอวี๋เฟิงรุดหน้าอย่างรวดเร็ว
หลังจากที่ได้รับการชี้แนะจากอาจารย์ อวี๋เฟิงถึงกับจมอยู่กับการฝึกยุทธ์ เริ่มร่ายรำเพลงกระบี่มายาจันทรากระบวนท่าเริ่มต้นที่พึ่งร่ำเรียนมา ยิ่งร่ายรำยิ่งพบการเปลี่ยนแปลงมากมายของกระบวนท่ากระบี่
หลังจากร่ายรำเพลงกระบี่จนเหน็ดเหนื่อยแล้ว อวี๋เฟิงได้ทำการนั่งฟื้นฟูลมปราน พร้อมทั้งทำความเข้าใจกับวิชาตัวเบาเงาวายุที่อาจารย์ถ่ายทอดให้
หลังจากพิจารณาจากที่อาจารย์ชี้แนะกอปรกับตนเองได้ทดลองใช้ออกหลายครั้ง จึงทดลองเดินลมปรานไปที่ฝ่าเท้าเกิดปรานธาตุลมหมุนวนขึ้น จึงลองพุ่งทะยานดู หลังจากทดลองทำทำให้อวี๋เฟิงตื่นตะลึงยิ่งนัก ยามนี้ตนกลับพุ่งทะยานได้ไกลกว่าเดิมเป็เท่าตัว ยามะโก็สูงขึ้นลิบลิ่ว ยามดีใจ คนกลับหายเหนื่อยเป็ปลิดทิ้ง
สองชั่วยามผ่านไปยามนี้อวี๋เฟิงเริ่มร่ายรำเพลงกระบี่มายาจันทราคล่องแคล่ว ยามรวบรวมลมปรานธาตุลมไว้ที่เท้าก็ทำได้อย่างรวดเร็วนัก แต่มันกลับยังไม่พอใจพยายามประสานวิชาตัวเบาเข้ากับเพลงกระบี่ เพื่อยกระดับฝีมือขึ้นไปอีกขั้น
วิกาลคล้อยดึกอวี๋เฟิงร่ายรำเพลงกระบี่ใต้แสงจันทร์ คนกลับคล้ายเป็เงามายาภาพหนึ่ง
สำนักเทียนหว่าง แคว้นซ่ง
ในห้องหับแห่งหนึ่งที่ตกแต่งอย่างเรียบง่าย ข้าวของในห้องมีเพียงแค่ไม่กี่ชิ้น นอกจากเตียงนอนยังมีเพียงโต๊ะเก้าอี้เพียงชุดเดียวเท่านั้น
บุรุษอายุสี่สิบเศษ ใบหน้าเรียวหล่อเหลา ใต้คางมีเคราเล็กน้อย บุคลิกท่วงท่าโดดเด่นเหนือผู้คน สวมชุดยาวสีเขียว นั่งหลับตาอยู่บนเก้าอี้มือข้างหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะ เอ่ยวาจาโดยไม่ลืมตาว่า
"เพียงนำมือกระบี่ไป นำบันทึกกลับมา ข้ารับใช้นั่นก็อย่าให้มีชีวิตรอด และอย่าให้มีบุคคลที่สามทราบเื่นี้"น้ำเสียงที่กล่าวคล้ายพูดคุยเื่ดินฟ้าอากาศ แต่เมื่อกระทบหูผู้อื่นกลับให้ความรู้สึกเืเย็นยิ่งนัก
"ขอรับท่านเ้าสำนัก" หลังจากรับคำสั่ง เจียงเหอโน้มเอวคำนับ หันกายเชื่องช้าเดินออกจากห้อง คนผู้นี้กลับเป็หัวหน้าขบวนผู้นั้น ในตอนนี้กลับขึ้นเป็ผู้าุโของสำนัก หลังจากเสาะหามายี่สิบกว่าปีมันมิอาจเชื่อว่าหลินเฟยจะตายง่ายเพียงนั้น ในที่สุดมันก็สืบทราบที่หลบซ่อนของหลินเฟยแล้ว