บทที่ 15 เนื้อสด ๆ ส่งถึงหน้าประตู
"ท่านปู่ ช่วยด้วย ข้างนอกมีเืเต็มเลย!"
"ท่านแม่ ช่วยด้วย ช่วยด้วย!"
เสียงร้องของพวกเด็ก ๆ ดังอื้ออึง แตกตื่นอลหม่านราวกับฟ้าถล่ม วิ่งกรูกันเข้าบ้านอย่างตื่นกลัว
ชาวบ้านทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างใ รีบปลอบเด็ก ๆ ให้สงบลง แล้วพากันออกไปดูว่าเกิดเื่อันใดขึ้น ท่านปู่ไท่ถึงกับคว้ามีดฟันฟืนติดมือไปด้วย
สามพี่น้องตระกูลไท่กลัวบิดาเสียเปรียบ จึงถือไม้กระบองคอยคุ้มกันอยู่ด้านหลัง
หยางลี่ฮวาอุ้มลูกสาวเอาไว้ แล้วดึงตัวลูกชายกับหลานชายให้หลบอยู่ในบ้าน ไม่ยอมให้พวกเขาออกไปข้างนอก
เมื่อประตูรั้วถูกเปิดออก ทุกคนต่างก็ชะงักงัน
กวางป่าตัวหนึ่งนอนแน่นิ่งอยู่ข้างก้อนหินใหญ่หน้าประตู หัวของมันกระแทกจนแบน คราบเืสีแดงสดกระเด็นเปรอะเปื้อนอยู่บนหิน ดูน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
"อ๊ะ! กวางชนตายอยู่หน้าประตู!" ชาวบ้านคนหนึ่งร้องะโออกมาด้วยความตื่นเต้นจนแทบเสียสติ
ทุกคนต่างพากันร่วมดีใจะโโลดเต้นจนไม่รู้จะพูดอะไรดี
ไท่ลิ่วเย่รีบเดินเข้าไปแตะจมูกกวางอย่างรวดเร็ว เมื่อแน่ใจว่ามันตายสนิทแล้วจึงรีบเรียกลูกชายให้เอาชามมา แล้วจึงเชือดคอกวาง พยายามรองเืที่เหลือออกให้มากที่สุด
มีชาวบ้านที่ฉลาดหลักแหลมวิ่งไปเชิญไท่ซานเย่มาอย่างรวดเร็ว
ชาวบ้านเ่าั้ที่ไม่ได้มาพูดคุยที่บ้านไท่ เมื่อได้ยินข่าวก็พากันมารวมตัวกัน พริบตาเดียว ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านก็มารวมตัวกันอยู่หน้าบ้านครอบครัวไท่
ลมเหนือพัดมาหนาวเหน็บ แต่ทุกคนกลับไม่รู้สึกหนาว ต่างยืดคอมองเข้าไปในลานบ้าน กลัวว่าจะพลาดไปแม้แต่แวบเดียว
ขนาดวันปกติยังกินข้าวไม่อิ่มท้อง ไม่ต้องพูดถึงเื่กินเนื้อสัตว์ การที่จู่ ๆ มีกวางป่าหนักร้อยกว่าชั่งตกลงมาจากฟ้า มันช่างโชคดีอะไรเช่นนี้!
แม้วันนี้จะไม่มีโอกาสได้กินสักคำสองคำ แต่ได้ดมกลิ่นเนื้อก็ยังดี สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ ครอบครัวไท่ไม่ใช่ครอบครัวที่ตระหนี่ถี่เหนียว...
ไท่ซานเย่และท่านปู่หกกำลังรวมตัวปรึกษาหารือกัน
ไท่ซานเย่กวาดตามองชาวบ้านที่มีดวงตาแดงก่ำ แล้วกระซิบเตือนน้องชาย "ถึงกวางจะตายอยู่หน้าประตูบ้านของเ้า ไม่เกี่ยวข้องกับคนอื่นก็ตาม แต่ทุกคนเห็นกันหมดแล้ว ถ้าไม่แบ่งให้พวกเขาบ้าง เล่าลือออกไปข้างนอกจะไม่เป็ผลดี..."
ท่านปู่หกเองก็เข้าใจหลักการข้อนี้เป็อย่างดี การอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน โชคดีที่ตกลงมาจากฟ้าเช่นนี้ย่อมทำให้ผู้คนอิจฉาได้ง่ายมาก
“เื่แบ่งนั้นต้องแบ่งแน่นอน แต่จะให้เปล่าไม่ได้ มิฉะนั้นต่อไปจะเคยตัว มาขอไม่รู้จบ เอาอย่างนี้ เนื้อกวางตัวนี้คิดว่าน่าจะได้ประมาณห้าสิบกว่าชั่ง ในหมู่บ้านมีสามสิบครัวเรือน แบ่งให้ครอบครัวละหนึ่งชั่ง แต่ในฤดูใบไม้ร่วงแต่ละครอบครัวจะต้องคืนข้าวฟ่างสิบชั่งให้บ้านเรา ใครอยากแลกเปลี่ยนก็แลกได้ ไม่อยากแลกก็ไม่บังคับ"
"เออ ดี วิธีนี้ดีนะ!"
ไท่ซานเย่รีบรับปากทันที แล้วก็ไปบอกชาวบ้านในหมู่บ้าน
คนส่วนใหญ่รีบะโขอแลกทันที ข้าวฟ่างเป็เื่ของฤดูใบไม้ร่วง ขอกินเนื้อก่อนค่อยว่ากัน
แน่นอนว่ามีบางคนลังเลเสียดาย พึมพำเบา ๆ ว่าครอบครัวไท่ขี้เหนียวเหลือเกิน เนื้อที่ส่งถึงหน้าประตูยังไม่ยอมแบ่งออกมาสักนิด
แต่สุดท้าย เมื่อเห็นชาวบ้านทยอยถือเนื้อกลับบ้านกัน คนเหล่านี้ก็ยังคงเดินอิดออดมาข้างหน้าเพื่อตัดเนื้อไปหนึ่งชิ้น...
เนื้อกวางดั้งเดิมไม่อ้วนเท่าหมูป่า ไม่ได้ตัวสูงใหญ่นัก
หลังจากแบ่งเสร็จแล้ว ครอบครัวไท่ก็เหลือเนื้อแค่ยี่สิบกว่าชั่ง แต่กระดูกกลับเป็กองใหญ่ ส่วนหัว เท้า และเครื่องในก็ทำความสะอาดแล้วกินได้
ไท่ลิ่วเย่ตัดสินใจให้ไท่ซานเย่และเพื่อนเก่าอีกสองสามคนอยู่กินน้ำแกงเครื่องในกวาง เพื่อให้พวกเขาได้ลิ้มรสอร่อยบ้าง
หยางลี่ฮวาฝากลูกสาวไว้กับพวกลูกชาย แล้วเข้าไปช่วยงานหลิวตงเหนียง พี่สะใภ้น้องสะใภ้ทั้งสองยุ่งอยู่เป็ชั่วโมง กลิ่นหอมก็เริ่มอบอวลเต็มลานบ้านของตระกูลไท่
หม้อเหล็กใบใหญ่มีน้ำแกงเนื้อเกือบจะล้นออกมา
บางครั้งหัวและกีบที่ผ่าครึ่งกับเครื่องในที่หั่นเป็ชิ้นเล็ก ๆ ลอยขึ้นมา พร้อมกับชั้นน้ำมันหนา ๆ ทำให้น้ำแกงเป็สีขาวนวล น่าน้ำลายไหล
ไท่หย่งอันและไท่หย่งหนิงสองพี่ชายคนโตยังอดทนได้ แต่ไท่หย่งลู่และไท่หย่งเยว่ทั้งสองคนนั้นหิวจนทนไม่ไหว
พวกเขาทั้งสองคนฉลาดพอ จึงอ้างว่ามาเล่นกับน้องสาว แล้วหิ้วน้องตรงดิ่งไปยังห้องครัว
หลิวตงเหนียงกวาดตามองด้านนอกหนึ่งรอบ แล้วดึงพวกเขาเข้ามาซุกไว้ตรงมุมห้องครัว ใช้ม้านั่งเล็ก ๆ เป็โต๊ะ และใช้ท่อนไม้เป็เก้าอี้
หยางลี่ฮวาค่อย ๆ ตักเนื้อชิ้นใหญ่ออกมาจากหม้อ แล้วรีบหั่นเป็ชิ้นเล็ก ๆ ส่งให้พวกเด็ก ๆ กินแก้หิว
ไท่หย่งลู่และไท่หย่งเยว่ตื่นเต้นมาก พวกเขาแบ่งเนื้อให้มารดาของตัวเองคนละชิ้น จากนั้นก็ให้น้องสาว สุดท้ายจึงเริ่มกินเองอย่างเอร็ดอร่อย
จูจูถูกป้อนจนเต็มปาก แก้มป่องเหมือนหนูอ้วน ตาโตเบิกกว้างเพราะความหอมของเนื้อ เต็มไปด้วยความประหลาดใจ
อู้หู นี่คือเนื้อเหรอ?
หอมจริง ๆ !
อร่อยจังเลย!
ต่อไปนี้ทุกวันต้องกินเนื้อ!
ก้อนแป้งตัวน้อยดีใจจนมือไม้พันกัน ส่ายหัวไปมา นั่งไม่มั่นคงจนเกือบล้มลงไปในกองฟืน
ไท่หย่งลู่และไท่หย่งเยว่ต่างกินอย่างเอร็ดอร่อย แต่สายตาก็คอยจับจ้องน้องสาวตลอดเวลา พวกเขาประคองน้องสาวไว้ให้นั่งอย่างมั่นคง
ไท่หย่งลู่ดึงน้องสาวมาไว้ระหว่างขาของตน ไท่หย่งเยว่รีบยื่นเนื้อชิ้นหนึ่งให้น้องสาวทันที
จูจูไม่รอให้ตัวเองใเลยแม้แต่น้อย รีบเข้าร่วมขบวนการกินเนื้ออย่างรวดเร็ว พยายามกระตุ้นให้ฟันขาวเล็ก ๆ สองแถวทำงานอย่างเต็มที่!
ไท่หย่งลู่และไท่หย่งเยว่ต่างขยิบตาให้กันและกัน หัวเราะอย่างภาคภูมิใจ
พวกเขาดูแลน้องสาว โดยเน้นเื่ความเข้ากันได้ดีเป็หลัก!
หยางลี่ฮวาและหลิวตงเหนียงกำลังวุ่นอยู่กับการตักน้ำแกง หั่นเนื้อ และนึ่งวอโถวที่ทำจากข้าวฟ่างกับรำข้าว
ผักดองเค็มที่ดองไว้เมื่อปีที่แล้วยังเหลืออยู่หยิบมือหนึ่ง พวกนางตัดสินใจสับให้ละเอียด แล้วใส่ลงไปในชามน้ำแกงเพื่อเพิ่มความสดชื่นให้กับรสชาติ
บางครั้งเมื่อหันไปเห็นเด็กทั้งสามคนกำลังกินอย่างเอร็ดอร่อย สะใภ้ทั้งสองก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
คนเป็แม่ทั้งโลกล้วนเหมือนกันหมด เมื่อเห็นลูกได้กินอิ่มกินดี ก็ย่อมมีความสุขมากกว่าตัวเองได้กิน!
ไม่นานนัก โต๊ะใหญ่ในห้องโถงก็ถูกจัดขึ้นแล้ว
น้ำแกงเครื่องในชามใหญ่ จานที่เต็มไปด้วยเนื้อติดกระดูกและกระดูกชิ้นใหญ่ ทำให้ทุกคนตาเป็ประกาย
ใน่เวลานี้ ความสำรวมและมารยาททั้งหมดไม่สำคัญอีกต่อไป
แม้แต่ไท่ซานเย่ที่เคร่งครัดกฎระเบียบที่สุดก็กอดกระดูกกัดแทะอย่างบ้าคลั่ง จนไม่สนใจเลยว่าเคราของตนเองเปื้อนน้ำแกง
ไท่ลิ่วเย่กวาดตามองไปรอบโต๊ะ เห็นว่าลูกชายทั้งสามคนอยู่ครบ แล้วมองไปที่สะใภ้ที่ยืนอยู่ที่ประตูชี้ไปทางห้องครัว เขาจึงรู้ว่าหลานชายก็ได้กินแล้วเช่นกัน จึงวางใจและเข้าร่วม ‘การต่อสู้’ กับพี่น้องสูงอายุ!
ในห้องครัว ไท่หย่งลู่และไท่หย่งเยว่อิ่มตั้งนานแล้ว พวกเขาก่อกองทรายไว้มากมาย ปักไม้เล็ก ๆ และพาน้องสาวไปเล่น "ขุดทรายทำเตาผิง"
ด้วยวิธีนี้ ท่านแม่และพี่ชายทั้งหลายจึงสามารถกินข้าวได้อย่างสบายใจ
จูจูอายุน้อย มือป้อม ๆ ของนางก็ใช้งานได้ไม่ค่อยดีนัก ดังนั้นไม้เล็ก ๆ จึงมักถูกนางแหย่จนล้ม พี่ชายทั้งสองคนที่ใจร้ายจึงปรบมือร้องะโว่า
"น้องสาวฉี่รดที่นอนแล้ว! ฉี่รดที่นอนแล้ว!"
มือป้อม ๆ ของจูจูกุมก้นเล็ก ๆ ของตัวเอง ใบหน้ากลมเต็มไปด้วยความน้อยใจ
"ไม่ได้ฉี่รดที่นอน ไม่ได้ฉี่รดที่นอน!"
ไท่หย่งหนิงทนดูไม่ได้ จึงตีพี่น้องทั้งสองทีหนึ่ง แล้วอุ้มน้องสาวเข้ามาในอ้อมกอด เขาหยิบฟางแห้งมาถักเป็กระต่ายตัวเล็ก ๆ ไม่นานก็ทำให้น้องสาวหัวเราะได้
หลิวตงเหนียงเห็นแล้วอดไม่ได้ที่จะหัวเราะพูดว่า "เ้าสองแสบนี่โตขึ้นคงหาเมียไม่ได้ แต่หย่งหนิงของบ้านเราแต่งงานแล้วต้องเป็พ่อที่ดีแน่นอน!"
หยางลี่ฮวายุ่งมาครึ่งค่อนวัน เหนื่อยจนต้องจับเอวไปพลางกินข้าวไปพลาง นางหัวเราะพูดว่า "ใช่แล้ว ในบรรดาเด็ก ๆ พวกนี้ มีแต่หย่งหนิงที่ละเอียดอ่อนที่สุด"
จูจูถือกระต่ายตัวเล็กที่พี่ชายถักให้เสร็จแล้ว กำลังจะให้มารดาดู เห็นท่านแม่ทำท่าทางเช่นนี้จึงย่อตัวลงโบกหมัดเล็ก ๆ ขาวอวบช่วยนวดเอวให้
หยางลี่ฮวาอุ้มลูกสาวออกมาจากด้านหลัง จูบเสียงดังหนึ่งที "ลูกหมูน้อยของแม่เป็เด็กดีที่สุดแล้ว! เนื้ออร่อยไหม กินอิ่มหรือยัง?"
จูจูพยักหน้าแรง ๆ จนหางเปียเล็ก ๆ บนหัวสั่นไปมา
ทุกคนต่างมองดูอย่างขบขัน
จูจูมองดูทีละคน เห็นว่าคนในบ้านทุกคนมีกลุ่มพลังงานสีขาวอยู่เหนือศีรษะ นางยิ่งรู้สึกร่าเริงจนส่ายหางเปียเล็ก ๆ ของตน ดูราวกับว่าเป็หญ้าต้นเล็ก ๆ ที่กำลังเต้นรำ!