ณพื้นที่กว้างกลางหุบเขาสลับซับซ้อนเกิดการต่อสู้บนพื้นที่โล่งที่เต็มไปด้วยหินขนาดน้อยใหญ่หวางชุนเทียนแม่ทัพหนุ่มถูกเหล่ากองทหารของศัตรูซุ่มโจมตี บัดนี้ เหลือเขาต่อสู้อยู่เพียงผู้เดียวจนได้รับาเ็สาหัสจากอาวุธนานาชนิดในขณะที่อยู่ในสถานการณ์คับขันติงอี้เทาทหารคนสนิทควบม้าวิ่งทะยานเข้าสู่วงล้อมพร้อมทหารจำนวนไม่มากนักใช้อาวุธทวนด้ามปลายแหลมเข้าแทงศัตรูที่อยู่รอบข้างแบบไม่ยั้งจนทหารทั้งหลายตายสิ้น
ติงอี้เทารีบเข้าประคองแม่ทัพหนุ่มที่กระอักเืจากการต่อสู้นึกโทษตัวเองที่ไม่ได้นำทหารมาช่วยเ้านายให้มากกว่านี้ด้วยมิอาจรู้ถึงเล่ห์กลจากศัตรูที่หลอกล่อให้แม่ทัพหวางและทหารผู้ติดตามไม่กี่สิบนายออกจากจวนจนถูกยิงด้วยธนูอาบยาพิษ
เสียงกองกำลังเสริมของศัตรูเคลื่อนเข้ามาแต่ไกลหมายความว่าอีกไม่นานภัยจะมาถึงตัวอีกครา!!
เมื่อติงอี้เทาหันมองเห็นแม่ทัพหวางชุนเทียนผู้มีวรยุทธแก่กล้าต้านทานพิษได้มากกว่าคนทั่วไปแต่ก็รับมือกับศัตรูได้ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ร่างกายจึงเริ่มอ่อนแอจวนเจียนจะหมดสติ
“ท่านแม่ทัพหวาง ท่านต้องรีบไปจากที่นี่ ก่อนที่กำลังเสริมของศัตรูจะมาถึง”ติงอี้เทาตัดสินใจพยุงร่างแม่ทัพหวางชุนเทียนขึ้นบนหลังม้า
“ไม่!! ข้าจะต่อสู้จนตัวตาย ข้าจะไม่ทิ้งพวกเ้า!!” น้ำเสียงแหบพล่าแต่แววตาเด็ดเดี่ยวของแม่ทัพหนุ่มยิ่งทำให้ติงอี้เทาซาบซึ้งในจิตใจอันเข็มแข็งของแม่ทัพผู้เป็นายแม้ในยามที่ข้าศึกประชิดตัวก็ไม่ยอมที่จะทอดทิ้งทหารที่ร่วมกำศึกมาด้วยกันหลายปี
“ท่านไปเสียตอนนี้ ข้าจักต้านทางพวกมันไว้เองขอเพียงให้ท่านรอดชีวิตแล้วกลับมาต่อสู้เพื่อบ้านเมืองอีกครั้ง” ติงอี้เทายกมือคารวะนายเป็ครั้งสุดท้าย “ข้าขอให้ท่านโชคดี”
“อี้เทา! เ้าอย่าทำเช่นนี้ให้ข้าได้ร่วมเป็ร่วมตายกับเหล่าทหารหาญเยี่ยงพวกเ้า” แม่ทัพหวางชุนเทียนไม่ลืมที่จะกล่าวถึงเหล่าทหารที่เหลือถือดาบคอยปกป้องอยู่รอบกาย
นายทหารผู้ภักดีไม่ฟังคำทัดทานของแม่ทัพหนุ่มอีกต่อไปเขาปลดปล่อยให้เ้าม้าแสนรู้แบกร่างที่าเ็สาหัสของแม่ทัพควบฝีเท้าพุ่งทะยานออกนอกสนามรบ
เมื่อติงอี้เทารู้สึกโล่งใจที่ช่วยชีวิตแม่ทัพผู้เป็เ้านายของเขาได้แล้วร่างที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเืหันกลับมาพร้อมชักดาบคู่ใจภาพเบื้องหน้าเต็มไปด้วยทหารของศัตรูวิ่งถือดาบเข้าใกล้พื้นดินที่เขายืนอยู่สายตามุ่งมั่นไม่หวั่นเกรงวิ่งเข้าสู้แบบไม่กลัวตาย!!
หวางชุนเทียนไม่มีเรี่ยวแรงมากพอที่ยกใบหน้าขึ้นมองสถานการณ์การสู้รบอีกต่อไปเสียงกระทบกันของอาวุธนานาชนิดและเสียงโห่ร้องกึกก้องไกลออกไปเรื่อยๆจนกระทั่งเสียงเ่าั้เงียบหายไป
เ้าม้าสีนิลที่รับหน้าที่แบกร่างเ้านายของมันวิ่งลัดเลาะไปตามช่องว่างระหว่างูเาสองลูกขนาบข้างเสียงวิ่งดังกุบกับๆๆ มุ่งตรงเข้ามายังพื้นที่ป่าสีเขียวขจีต้นไม้ชนิดเดียวกันเกาะกลุ่มเต็มพื้นที่จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่งและยืนนิ่งอยู่เช่นนั้นเพียงชั่วอึดใจร่างชายหนุ่มที่พาดอยู่บนหลังม้าค่อยๆ ร่วงหล่นลงมายังพื้นหญ้า
บัดนี้บุรุษในชุดเกราะนักรบที่ทำจากหนังสัตว์อย่างดีนอนหงายหน้าไม่ได้สติอยู่ใต้ร่มเงาต้นไม้ขนาดใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านแตกใบเขียวครึ้มแซมด้วยช่อดอกไม้สีเหลืองอร่ามส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลสายลมโชยพัดทิ้งกลีบดอกไม้โปรยปรายปลิวละล่องลงบนใบหน้าคมเข้มของชายหนุ่ม
ร่างกายเกิดอาการกระตุกเล็กน้อยก่อนที่จะค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้าๆอวัยวะทุกส่วนไร้เรี่ยวแรงแทบจะไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ดั่งใจแม้ว่าประสาทััรับรู้กลิ่นหอมจากดอกไม้ช่องามลอยมาแตะจมูกถึงกระนั้นความรู้สึกเ็ปจากาแทั่วร่างกายก็ไม่เคยหายไป
‘ข้ายังตายไม่ได้’ เขารำพึงรำพันในใจในขณะที่เปลือกตาจวนเจียนจะปิดลงเสียให้ได้ภาพการต่อสู้ที่ดุเดือดเมื่อหลายชั่วยามที่ผ่านมาทำให้จิตใจของเขาไม่อาจสงบได้แต่เจ็บใจที่ต้องเพลี่ยงพล้ำให้แก่ศัตรู นักรบหลายต่อหลายคนต่อสู้จนสุดชีวิตทุกคนยอมตายเพื่อให้เขารอดชีวิต
เขาสาบานกับตัวเองว่าต้องมีชีวิตอยู่เพื่อการแก้แค้น!!
ในขณะที่ข่มใจไม่ให้ยอมพ่ายแพ้ต่อความเ็ปจู่ๆ หมอกหนาทึบสีเทาเคลื่อนเข้าปกคลุมรอบกายเขารับรู้ได้ถึงความผิดปกติที่ไม่อาจอธิบายได้ดูราวกับปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติบังเกิดขึ้น ใบหน้าคมคายค่อยๆ หันหน้ามองข้างกายที่ก่อนหน้านี้มีแต่พื้นหญ้าที่เคยว่างเปล่านักรบหนุ่มพยายามเพ่งมองบางสิ่งบางอย่างที่ปรากฏขึ้นอย่างฉับพลันหลังจากหมอกสีเทาเคลื่อนสลายไป
ดวงตาที่เคยอิดโรยเบิกกว้างอย่างตะหนกใเมื่อพบว่ามันคือร่างของสตรีนางหนึ่ง!
ชายหนุ่มพยายามขยับร่างเพื่อหันมองใบหน้าที่อยู่ห่างออกไปไม่ถึงคืบอย่างชัดๆอีกครั้ง หญิงแปลกหน้าที่นอนตะแคงหน้ามาทางเขาหลับสนิทหรือว่าไร้ชีวิตกันแน่ใยจึงไม่ขยับเขยื้อนกายแม้เพียงสักนิด แล้วอยู่ๆนางมาปรากฎตัวอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน
“แม่นาง.........เ้าเป็ใคร” น้ำเสียงทุ้มแ่เบาเรียกให้คนข้างๆตื่นขึ้นมา
“แม่นาง ได้ยินที่ข้าพูดหรือไม่” เขาพยายามอ้าปากพูดอีกครั้ง
แล้วก็ได้ผลศีรษะของหญิงสาวผมยาวสลวยเคลื่อนไหวไปมาเล็กน้อย ความรู้สึกกึ่งจริงกึ่งฝันเธอได้ยินเสียงเรียกด้วยภาษาที่เธอเข้าใจได้ ‘ใครกันนะเรียกเราด้วยภาษาจีน’
หญิงสาวที่ยังคงนอนอยู่ในท่าเดิมปรือตามองบุคคลที่คาดว่าเป็ต้นเสียง แล้วอ้าปากพูดภาษาของตนเองคล้ายคนละเมอ “คุณเป็ใครกัน.......” แต่ก็ไม่มีเสียงตอบจากฝ่ายตรงข้าม
หญิงสาวยกมือเรียวยาวแตะข้างแก้มของอีกฝ่ายเพื่อ้าพิสูจน์การมีตัวตนเธอััได้ถึงไออุ่นบนผิวหน้าสากกระด้างปฏิกิริยาที่ดูไร้เรี่ยวแรงบ่งบอกว่าชายผู้นี้ไม่เป็อันตราย
เมื่อเอมมาลินผละมือออกจากใบหน้านั้นของเหลวเหนียวข้นติดมากับมือของเธอั์ตาหญิงสาวเบิกกว้างก่อนที่จะทะลึ่งพรวดลุกขึ้นนั่งด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “เื!! นี่คุณาเ็อยู่รึ ที่นี่ที่ไหนแล้ว....ชั้นมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรเนี่ย!!” ของเหลวสีแดงบนฝ่ามือคือเืของชายหนุ่มผู้นี้ไม่ผิดแน่
ชายที่นอนคล้ายคนหมดแรงได้แต่ขมวดคิ้วเมื่อได้ยินคำพูดเร็วระรัวฟังไม่ได้ศัพท์แค่การมาของหญิงสาวก็สร้างความฉงนมากพออยู่แล้ว อากัปกิริยาและคำพูดที่ออกจากปากของหญิงสาวยิ่งทำให้ประหลาดใจมากขึ้นไปอีก
“ข้าไม่เข้าใจสิ่งที่เ้าพูด” ชายผู้นี้เอ่ยด้วยภาษาจีนอีกเช่นเคยความตระหนกใของหญิงสาวทำให้มึนงงเสียจนมิได้ใส่ใจในคำพูดนั้น
ร่างบางชะงักไปเล็กน้อยเมื่อัักับลมพัดวูบจนดอกไม้สีเหลืองขนาดเล็กจิ๋วมากมายปลิวหลุดจากช่อลอยละล่องตกสู่เบื้องล่างแพขนตายาวกระพริบสองคราเพ่งมองดอกไม้ที่ติดตามร่างกายหญิงสาวเงยหน้ามองั้แ่โคนต้นเรื่อยขึ้นไปจนเห็นกิ่งก้านสาขาใหญ่ตระการตารำพึงกับตัวเองเบาๆ ‘ต้นหอมหมื่นลี้’สิ่งเดียวที่เธอรู้จักในสถานที่แห่งนี้คือต้นไม้ชื่อไพเราะนี้เท่านั้น
“ดอกหอมหมื่นลี้! ใช่จริงๆ ด้วย” นิ้วมือเรียวบางหยิบดอกไม้ขึ้นมาดูให้แน่ใจมิวายเหลียวมองรอบกายอีกหลายสิบรอบ ‘ต้นหอมหมื่นลี้ทั้งนั้นเลยนี่มันป่าหอมหมื่นลี้ ป่าต้นกุ้ย!!’ ความสวยงามของต้นกุ้ยหลายสิบหลายร้อยต้นเบ่งบานสีเหลืองอร่ามตาพากันพัดโชยกลิ่นหอมติดจมูกทำให้หญิงสาวไม่อาจละสายตาได้
จนกระทั่งได้ยินเสียงไอเบาๆ“แค่ก...แค่ก”
หญิงสาวเริ่มได้สติกลับมาสนใจร่างชายผู้ที่อยู่ในสภาพอ่อนแรงอีกครั้ง“คุณเป็อะไรมากไหม อย่าตายนะ!” น้ำเสียงใพยายามเรียกสติของชายหนุ่มด้วยมิอยากให้เขาหมดลมหายใจไปต่อหน้า
ชายหนุ่มถอนหายใจกับท่าทีของหญิงสาวแปลกหน้าฉงนในคำพูดคำจาของฝ่ายตรงข้ามยิ่งนัก อีกทั้งความาเ็นี้อีกเล่า “คุณ!! อย่าตายนะ” เธอทำได้เพียงจับแขนเขย่าตัวผู้าเ็เบาๆ
เมื่อดวงตาเริ่มพล่ามัวอีกครั้งใบหน้าของหญิงสาวที่เอาแต่ะโเพื่อเรียกสติสัมปชัญญะของเขาค่อยๆ เลือนลางและแล้วเปลือกตาชายหนุ่มก็ปิดสนิทอีกครา
“ก็แค่ความฝันน่ะลูก จะเป็ความจริงไปได้อย่างไรกัน”สายสุนีย์เอ่ยขึ้นหลังจากฟังบุตรสาวเล่าเื่ในความฝันเป็นานสองนานส่วนเจิมจันทร์ที่นั่งร่วมโต๊ะอาหารเช้าก็นั่งฟังการสนทนาของคนทั้งคู่อยู่เงียบๆ
“ต้นหอมหมื่นลี้อยู่ใกล้ริมระเบียงห้องนอนจะมีดอกปลิวเข้ามาบ้างก็ไม่แปลกหรอก แล้วมือที่เปื้อนสีอะไรนั่นก็เพราะเอมเผลอไปหยิบขวดหมึกพู่กันจีนจนเปื้อนมือหรือเปล่า” ผู้เป็แม่สาธยายสิ่งที่ควรจะเป็
เอมมาลินในชุดกางเกงขาสั้นเสื้อแขนกุดใส่สบายยามที่อยู่บ้าน ได้แต่ทึ่งกับสิ่งที่สายสุนีย์สาธยายราวกับว่าแม่ของเธอคือนักวิทยาศาสตร์หญิงที่ไม่เชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาติเธอนึกค้านคำพูดของมารดาอยู่ในใจ แต่ด้วยไม่เหลือหลักฐานคราบเืสีแดงดังที่กล่าวอ้างด้วยหลังจากที่สะดุ้งตื่นขึ้นมาแล้วเห็นมือเปื้อนเืสีแดงหญิงสาวก็รีบวิ่งพรวดไปล้างมือในห้องน้ำด้วยความใหรือเป็ไปได้ว่าเธอตาฝาดที่เห็นหมึกสีดำเป็สีแดงนั่นเอง
ถึงกระนั้นยังมีหลักฐานของดอกหอมหมื่นลี้สองสามดอกติดอยู่บนเส้นผมแต่ในที่สุดก็พิสูจน์ได้จากเหตุผลที่สายสุนีย์กล่าวอ้างในเมื่อเธอนอนเปิดระเบียงห้องค้างไว้เพื่อรับลมก็เป็ไปได้ที่ดอกหอมหมื่นลี้จะปลิวเข้ามาแต่พอนึกขึ้นได้เกี่ยวกับภาษาที่ได้ยินในความฝัน
“ผู้ชายคนนั้นพูดภาษาจีนด้วยนะคะ” เอมมาลินยังเล่าให้ฟังอย่างต่อเนื่อง
“ถ้าเขาพูดภาษาจีน แล้วหนูเอมพูดภาษาอะไรล่ะลูก” เจิมจันทร์ที่นั่งฟังอยู่ด้วยพูดสมทบ
เอมมาลินทำหน้าแหยๆบอกว่าพูดภาษาไทยกับชายในความฝันเสียงหัวเราะของหญิงสองวัยที่นั่งฟังก็ดังออกมาพร้อมกันความฝันแปลกประหลาดที่พูดถึงกลายเป็เื่ตลกขบขันไปเสียแล้ว
“แล้วทำไมไม่พูดภาษาจีนใส่เขาล่ะลูก เอมพูดภาษาจีนเก่งจะตายเรียนมาั้แ่ชั้นประถมเลยนะ”
สายสุนีย์ยังแซวไม่เลิกจนเอมมาลินนึกโทษว่าสาเหตุของความฝันเป็ตุเป็ตะน่าจะมาจากหนังสือวรรณกรรมจีนร่วมสมัยที่อ่านเมื่อตอนหัวค่ำเป็แน่แท้
‘ก็แค่ความฝัน’ เอมมาลินเริ่มคิดคล้อยตามเหตุผลที่ผู้เป็แม่พูดทุกประการพลางตักข้าวต้มเข้าปาก
“พูดถึงต้นหอมหมื่นลี้ที่สวนหลังบ้านเราสุนีย์ไม่มาเชียงใหม่แค่ไม่กี่เดือนออกดอกบานสะพรั่งหอมฟุ้งไปทั่วบ้านเลยนะคะคุณแม่” สายสุนีย์อดไม่ได้ที่จะกล่าวถึงต้นไม้ในความฝันของเอมมาลินหากแต่เป็ต้นไม้ของจริงที่เติบโตอยู่ในสวนหลังบ้าน
“ั้แ่ปลูกมาสองปีเห็นจะได้ แม่ก็ให้นายชดคอยดูแลรดน้ำพรวนดินสม่ำเสมอคิดไม่ถึงว่าจะออกดอกเต็มต้นขนาดนี้นะหนูเอมบอกว่าได้เมล็ดพันธุ์มาจากเมืองกุ้ยหลินใช่ไหมลูก” พูดพลางหันไปถามหลานสาว
“ใช่ค่ะคุณยาย” เอมมาลินเพียงแค่ตอบรับสั้นๆแต่ไม่ได้พูดอะไรที่เกี่ยวกับแม่ค้าตัวน้อยคนนั้นเพราะไม่คิดว่าเป็เื่สำคัญอะไร
“มาคราวนี้เอมอยู่นานแค่ไหนลูก” สายสุนีย์เปลี่ยนเื่ถามกำหนดการกลับไปศึกษาต่อของลูกสาว
“เอมอยู่ประมาณหนึ่งเดือนค่ะ เอมต้องกลับไปร่วมปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่เดือนหน้าค่ะ”
หญิงสาวตอบอย่างฉะฉาน
“ลูกสาวแม่เก่งจริงๆเลย ถ้าแม่จัดการงานทางนี้เรียบร้อยแล้วแม่จะบินตามไปเยี่ยมเอมนะลูก”
“เอมจัดการทุกอย่างได้อยู่แล้ว สบายมากค่ะคุณแม่”
“จ้า แม่คนเก่ง” สายสุนีย์นั่งนิ่งมองหน้าลูกสาวอยู่ชั่วครู่
“อยู่ทางโน้น คุณพ่อเค้ามาเยี่ยมเอมบ้างหรือเปล่า” เอ่ยถามถึงอดีตสามีชาวจีนที่หย่าร้างกันเนิ่นนานแล้วเอมมาลินได้แต่ส่ายหน้าไม่แม้แต่มองหน้ามารดา มือที่จับช้อนอยู่เขี่ยข้าวต้มวนไปมา
“พ่อไม่ได้มาเยี่ยมเอมเลยหรือ นี่ก็สองปีแล้วนะั้แ่เอมไปอยู่ที่โน่น”
น้ำเสียงเข้มขึ้นอย่างไม่ค่อยพอใจนักหลังจากที่เห็นใบหน้าเรียวสวยของลูกสาวก้มต่ำเล็กน้อย
“คุณพ่อไม่ได้ติดต่อมาก็จริงแต่ให้คุณเลขาหม่ามาเยี่ยมเดือนละครั้งไม่ขาดเลยค่ะ”
หญิงสาวตอบทันควันพยายามปรับสีหน้าให้กลับเป็ปกติ
เจิมจันทร์นั่งอยู่หัวโต๊ะนั่งฟังบทสนทนาของลูกหลานอยู่สักพักจึงรีบพูดตัดบท
“พ่อเขาคงงานยุ่ง ตระกูลเขาก็ทำธุรกิจหลายอย่างอีกเดี๋ยวมีเวลาก็คงจะไปหาหนูเอมเองนั่นล่ะ” คำปลอบใจของคุณยายมิได้ช่วยคลายความเศร้าระคนน้อยใจของหลานสาวสุดที่รักได้รอยยิ้มเจื่อนๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าหญิงสาว “เอมเข้าใจค่ะ”
อันที่จริงสายสุนีย์มิได้ชอบใจนักที่ลูกสาวขอไปเรียนต่อที่ประเทศจีนแต่ด้วยเห็นว่าลูกสาวของเธอมีความตั้งใจร่ำเรียนภาษาจีนมาั้แ่ชั้นประถมผู้เป็แม่รู้ดีว่าลูกสาวมีความหวังลึกๆ ว่าสักวันหนึ่งจะได้เจอพ่อบังเกิดเกล้าแต่นี่สองปีแล้วที่เอมมาลินศึกษาอยู่ที่เมืองจีน แต่ไม่เคยพบหน้าผู้เป็พ่อเลยสักครั้ง...
สิ่งที่ถางเล่อถงทำเพื่อลูกสาวคือจ่ายเงินล่วงหน้าให้กับโรงเรียนจนกว่าเอมมาลินจะจบการศึกษาและจ่ายค่าเช่ารายปีคอนโดย่านกลางใจเมืองให้ลูกสาวอยู่การดำเนินการทุกอย่างล้วนผ่านทางเลขาคนสนิททั้งสิ้น
ถึงกระนั้นผู้เป็แม่ไม่เคยคิดที่จะรับความช่วยเหลือด้านค่าใช้จ่ายจากอดีตสามีเลยสักนิดถึงแม้จะปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ไม่เป็ผล
เอมมาลินมักพูดถึงเลขาหม่าให้แม่กับยายฟังอยู่เสมอแม้สายสุนีย์จะไม่เคยพบหน้าบุคคลผู้นี้ แต่อย่างน้อยๆก็ทำให้สายสุนีย์เบาใจได้ไปเปราะหนึ่งที่มีคนคอยให้ความช่วยเหลือลูกสาวในยามที่ต้องอาศัยอยู่ต่างบ้านต่างเมือง
สายสุนีย์มองเห็นสีหน้าจ๋อยๆนึกสงสารลูกสาวจึงหยุดตั้งคำถาม เปลี่ยนเื่สนทนาเป็อย่างอื่น
“เออจริงสิ เอมเคยบอกว่าอยากไปเที่ยวโรงงานทอผ้า วันนี้ไปกับแม่ไหมลูกแต่ห้ามวิ่งเล่นจนข้าวของเสียหายนะ วันนี้แม่มีลูกค้าสำคัญ” น้ำเสียงปรามราวกับลูกสาวเป็เด็กตัวน้อย
เอมมาลินเหลือบตามองพยักหน้ารับยิ้มตาวาว
“งั้นเอมขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะคะ คุณแม่รอเอมแป๊ปเดียว”
เสียงวิ่งขึ้นบันไดดังตึกๆๆ จนคนที่ยังนั่งรออยู่ที่โต๊ะอาหารพากันส่ายหน้านิดๆ อมยิ้มด้วยความเอ็นดู