ทุกสิบวินาที ผมจะโรยเม็ดข้าวคั่วพิเศษนี้ลงบนพื้นหนึ่งกำมือ
เม็ดข้าวที่โรยลงพื้นดึงดูดิญญาเร่ร่อนและผีไม่มีเ้าของมาเป็จำนวนมากพวกมันหมอบลงกับพื้น กินเม็ดข้าวอย่างกระหายบางครั้งก็แลบลิ้นสีแดงสดออกมาเลียข้าวที่ตกอยู่
เสียง “แหมะๆ” ของน้ำลายไหลเลอะพื้น และเสียงร้องแปลกๆที่ฟังดูเหมือนพวกมันกำลังตื่นเต้นดังขึ้นเป็ระยะ ทำให้ผมขนลุกไปทั้งตัว
ผมไม่เข้าใจว่าทำไมลุงอวี๋ต้องให้ผมทำแบบนี้ จึงถามออกไปว่า “ลุงอวี๋ทำไมต้องโรยข้าวด้วย”
ถามจบ ผมก็โรยข้าวอีกกำลงพื้น
ลุงอวี๋ที่กำลังขี่รถจักรยานไฟฟ้าอยู่เร่งความเร็วขึ้นและตอบว่า “สิ่งที่เกาะติดนายอยู่น่ะมันทำเครื่องหมายไว้ที่ตัวนาย มันสามารถตามกลิ่นของนายมาได้ การที่โรยข้าวพวกนี้ออกไปก็เพื่อให้พวกสิ่งชั่วร้ายรอบๆ ดูดกลิ่นที่เราทิ้งไว้แทน มันจะช่วยถ่วงเวลาให้ิญญานั่นเจอตัวนายช้าลง”
พอฟังคำอธิบายของลุงอวี๋ ผมก็ถึงบางอ้อเข้าใจแล้วว่าทำไมถึงต้องโรยข้าวแบบนี้
ผมพยักหน้ารับ “อืม” ก่อนจะนับเวลาในใจต่อ และโรยข้าวออกไปเรื่อยๆ ทีละกำ
ข้าวในถุงไม่ได้มีมากนัก เพียงไม่นานก็หมดลง
ลุงอวี๋ขี่รถจักรยานไฟฟ้าพาผมไปข้างหน้าอีกประมาณสิบกว่านาทีก่อนจะหยุดรถที่หน้าชุมชนเก่าแห่งหนึ่ง
ที่นี่เป็ย่านอาคารเก่าจากยุคแปดศูนย์บรรยากาศรอบๆ ดูทรุดโทรมและเก่าคร่ำคร่า
ทันทีที่ลงจากรถ ลุงอวี๋ก็พูดขึ้นว่า “เสี่ยวเจียง ถอดเสื้อผ้ากับกางเกงออกให้หมด”
เขาไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติมหลังจากพูดจบก็มุ่งหน้าไปยังกล่องบริจาคเสื้อผ้าเก่าใบหนึ่งที่ตั้งอยู่ไม่ไกล
กล่องนั้นเป็กล่องเหล็กสีเขียวสำหรับใส่เสื้อผ้าเก่าของคนที่มาบริจาค
ผมไม่เข้าใจว่าลุงอวี๋กำลังจะทำอะไร แต่ในสถานการณ์ตอนนี้ไม่มีใครให้ผมพึ่งพาได้อีกนอกจากลุงอวี๋
ผมไม่ลังเล รีบถอดเสื้อผ้าและกางเกงที่เปียกโชกของตัวเองออกอย่างรวดเร็ว
ผมยืนหนาวอยู่ริมถนนในสภาพตัวเปล่าเปลือย
ลุงอวี๋เองก็ไม่ปล่อยให้เสียเวลาเขาเริ่มคุ้ยหาชุดเก่าจากกล่องบริจาคอย่างรวดเร็ว และหยิบเสื้อผ้าชุดหนึ่งออกมา
ลุงอวี๋โยนชุดหนึ่งมาให้ผมพร้อมพูดว่า“เอาชุดนี้ไปใส่ซะ”
ผมรับชุดนั้นมา มันเป็เสื้อผ้าเก่าๆ ของคนวัยกลางคนที่ดูทรุดโทรมไม่น้อย
ในสถานการณ์ที่ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย ผมไม่มีเวลาคิดมากรีบสวมใส่ชุดนั้นทันที
ลุงอวี๋เองก็หาเสื้อผ้าชุดหนึ่งมาสวมใส่ให้ตัวเองเหมือนกัน
หลังจากแต่งตัวเสร็จ ลุงอวี๋ยังใช้เสื้อผ้าชิ้นอื่นๆมาพันสร้างเป็หุ่นจำลอง ก่อนจะนำเสื้อผ้าและกางเกงเปียกของผมไปสวมไว้บนหุ่นนั้น
ผมมองดูสิ่งที่ลุงอวี๋กำลังทำด้วยความใ และถามออกไปว่า “ลุงอวี๋ นี่ลุงกำลังจะทำตัวแทนให้ผมใช่ไหม”
ลุงอวี๋พยักหน้าเล็กน้อยแล้วตอบว่า “หัวไวดีนี่!แต่แค่นี้ยังไม่พอหรอก ตามลุงมา...”
“จะไปไหนเหรอครับ” ผมถามต่อด้วยความสงสัย
ลุงอวี๋ยกมือขึ้นชี้ไปทางอาคารแห่งหนึ่งก่อนพูดว่า “ห้องบนอาคารนี้ ชั้นเจ็ดห้องที่สาม”
เมื่อมองตามแสงจันทร์ไป ผมเห็นหน้าต่างห้องบนชั้นเจ็ดของอาคารนั้นถูกปิดด้วยไม้กระดานทั้งหมดดูแปลกประหลาดมาก บ้านปกติที่ไหนจะใช้ไม้ปิดหน้าต่างจนมิดแบบนี้ ผมเดาว่าห้องนั้นอาจมีอะไรไม่ปกติ
“ลุงอวี๋ห้องนั้นมีอะไรแปลกหรือเปล่า ถึงต้องปิดหน้าต่างด้วยไม้” ผมถามขณะเดินตามเขาไป
ลุงอวี๋อธิบายพลางเดินนำหน้า “ห้องนั้นเคยมีคนแขวนคอตายตอนนี้กลายเป็ห้องอาถรรพ์ เราจะไปซ่อนตัวที่นั่นคืนนี้”
“ห้องอาถรรพ์?” ผมพูดด้วยความใและหันไปมองห้องนั้นอีกครั้ง
ในเมื่อถูกเรียกว่าห้องอาถรรพ์ ภายในคงไม่มีอะไรสะอาดหรือปลอดภัยแน่นอน
ผมคิดในใจว่า ‘ถึงจะรอดจากจางเฉียงผีจมน้ำ แต่จะไม่ไปเจอสิ่งชั่วร้ายอื่นในห้องอาถรรพ์นั้นแทนหรือ’
ลุงอวี๋ดูเหมือนจะอ่านความคิดของผมออก เขาจึงพูดต่อว่า “อย่ากังวลไป ผีน้ำนั้นยากจะหลบเลี่ยง แต่ห้องอาถรรพ์กลับเป็ที่หลบภัยได้บ้านหลังนั้นลุงเคยเข้าไปตั้งสำรับให้พวกมันมาแล้ว ข้างในมีสิ่งชั่วร้ายแต่ไม่ดุร้ายมาก ขอแค่เราทำตามกฎ เข้าไปอย่างระมัดระวัง และทำตามที่ลุงบอกหลบซ่อนอยู่หนึ่งคืน ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร”
ลุงอวี๋พูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจ ทำให้ผมใจชื้นขึ้นมาบ้าง จากนั้นลุงอวี๋ก็พาผมเดินขึ้นอาคาร
อาคารนี้ไม่มีลิฟต์ เราจึงต้องวิ่งขึ้นบันไดไปทีละขั้น
ทางเดินในอาคารไม่มีแม้แต่หลอดไฟสักดวง บรรยากาศรอบด้านมืดสนิท
เมื่อเรามาถึงชั้นหก ผมก็ได้กลิ่นเหม็นคาวที่ชวนสะอิดสะเอียน คล้ายกลิ่นปลาที่เน่าเปื่อย
กลิ่นนี้มาอย่างกะทันหัน ทำให้ผมขนลุกชันและหัวใจเต้นแรง
ผมกับลุงอวี๋ต่างก้มมองลงไปข้างล่างโดยสัญชาตญาณ
สิ่งที่เราเห็นทำให้รู้สึกเย็นวาบไปทั้งหลัง...
ลุงอวี๋อุทานออกมาอย่างใ “เวรเอ๊ย!ทำไมมันตามมาเร็วขนาดนี้ ข้าวที่โรยไว้ก็เสียเปล่า รีบขึ้นไปเร็วเข้า!”
พูดจบ เขาเร่งฝีเท้าขึ้นบันไดอย่างรวดเร็ว
ถึงแม้ลุงอวี๋จะรูปร่างท้วม ดูเหนื่อยล้า แต่เขาก็ไม่หยุดเลยแม้แต่น้อย
เราสองคนรีบวิ่งขึ้นมาจนถึงชั้นเจ็ดและมายืนอยู่หน้าห้อง ‘7-3’
ห้องนี้ดูแปลกมาก บนประตูติดยันต์กระดาษสีเหลืองที่พันขนไก่ด้วยด้ายแดงเอาไว้ดูแล้วชวนให้ขนลุก
ลุงอวี๋มองดูอยู่ครู่หนึ่งก่อนพูดขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์ “มือสมัครเล่นที่ไหนวะ! ยันต์อะไรเนี่ย คาถาเริ่มต้นยังวาดผิด!”
พูดจบ เขาก็ฉีกยันต์กระดาษเหลืองนั่นออกจากประตูแล้วโยนลงพื้นอย่างไม่ไยดี
ลุงอวี๋มองว่ายันต์ที่ติดอยู่เป็เพียงยันต์ปลอม ไม่มีประโยชน์อะไรเลย
ในขณะเดียวกันกลิ่นคาวปลาที่เหม็นจนสะอิดสะเอียนก็ค่อยๆ รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
จางเฉียงในร่างผีจมน้ำคงใกล้ตามเราทันแล้ว
ลุงอวี๋ไม่รอช้า ยกมือขึ้นเคาะประตูทันที
“ก๊อกๆๆ...ตึงๆๆๆ...”
เคาะสามครั้งเบา สี่ครั้งแรง สลับกันอย่างมีจังหวะและเป็ลำดับ
วิธีการเคาะแบบนี้ดูเหมือนจะเป็รูปแบบเฉพาะเจาะจงบางอย่าง
เสียงเคาะประตูดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดของทางเดินในอาคารยิ่งทำให้บรรยากาศชวนให้ขนลุก
หลังจากเคาะครบสี่รอบ...
จู่ๆ ก็มีเสียงแหบพร่าของหญิงชราเอ่ยขึ้นมาเบาๆ จากในห้อง
“ใครน่ะ”
เสียงนั้นแ่เบาจนแทบจะไม่ได้ยินหากไม่ตั้งใจฟัง
เมื่อได้ยินเสียงนั้น ลุงอวี๋ก็ตอบกลับคนในห้องว่า “คุณป้าครับ ครั้งที่แล้วผมเคยมาส่งข้าวให้คุณ”
ทันทีที่ลุงอวี๋พูดจบ ประตูที่เคยล็อกไว้กลับดัง “แกร๊ก” แล้วเปิดออกเองอย่างน่าประหลาด
ลุงอวี๋เห็นประตูเปิด ก็ไม่พูดอะไรมากรีบคว้าข้อมือผมแล้วลากเข้าไปในห้องทันที
ภายในห้องมืดสนิท ไม่มีแสงสว่างแม้แต่นิดเดียว
ทันทีที่ก้าวเข้าไป ผมก็รู้สึกได้ถึงความเย็นะเืที่ปกคลุมทั่วทั้งห้อง
ผมมองเห็นเพียงเงาร่างของลุงอวี๋ที่อยู่ตรงหน้าเท่านั้นนอกจากนั้นก็มืดมิดจนมองอะไรไม่เห็นเลย
เมื่อเข้ามาในห้อง ลุงอวี๋ก็ปิดประตูทันที ก่อนจะหันมาบอกผมว่า “จับมือลุงไว้ อย่าปล่อยเด็ดขาด”
ตอนนี้ผมรู้สึกใจคอไม่ดี รีบตอบไปอย่างรวดเร็ว “เข้าใจแล้วครับ ลุงอวี๋”
หน้าต่างทุกบานของห้องนี้ถูกปิดตายด้วยแผ่นไม้แสงจันทร์จากด้านนอกจึงลอดเข้ามาไม่ได้
เมื่อประตูถูกปิดลงความมืดก็ปกคลุมไปทั่วห้องจนมองอะไรไม่เห็นแม้แต่นิดเดียว
ผมไม่รู้เลยว่าภายในห้องมีอะไรบ้าง นอกจากกลิ่นเหม็นอับชื้นที่ลอยโชยมา
ผมจับมือของลุงอวี๋ไว้แน่น เดินตามเขาไปอย่างเก้ๆ กังๆ
ระหว่างทางผมเผลอเตะเข้ากับอะไรบางอย่างที่เหมือนกับอ่าง
เสียง “ก๊องๆๆ” ดังสะท้อนขึ้นในความเงียบ ทำให้บรรยากาศยิ่งชวนขนลุกมากขึ้นไปอีก
ลุงอวี๋หันไปพูดกับบางสิ่งในห้องอีกครั้งด้วยน้ำเสียงอ่อนน้อมว่า “คุณป้าครับ ขออภัยจริงๆ ไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้ตั้งใจ”
พูดจบ เขาก็ลากผมเดินต่อ ดูเหมือนว่าเราจะเข้าไปในห้องหนึ่ง
ลุงอวี๋พูดด้วยเสียงเบา “ตอนนี้เราอยู่ในห้องน้ำนายไปนั่งย่อตัวอยู่ที่มุม อย่าส่งเสียง ถ้าทุกอย่างราบรื่นเราน่าจะหลบอยู่ที่นี่ได้ทั้งคืน”
ผมพยักหน้าและตอบรับว่า “เข้าใจแล้วครับ”
หากลุงอวี๋ไม่มาช่วยคืนนี้ ผมคงจมน้ำตายไปแล้วด้วยเหตุนี้ผมจึงเชื่อใจเขาอย่างหมดใจ
แต่หลังจากที่เราซ่อนตัวได้ไม่นาน ผมก็ได้กลิ่นคาวปลาแรงขึ้นเรื่อยๆ
และทันใดนั้น เสียงฝีเท้าค่อยๆ ดังขึ้นจากด้านนอกประตู
“ตึกๆๆ...ตึกๆๆ...”
เสียงฝีเท้าแ่เบานั้นทำให้บรรยากาศตึงเครียดขึ้นมาทันที...