วาตีไปถึงร้านอาหารเล็กๆในย่านรามคำแหงมองสภาพแวดล้อมโดยรอบแล้วก็ไม่เข้าใจว่าทำไมพีรดากับเพื่อนใหม่ถึงนัดพบที่นี่เพราะติดๆกับร้านที่นัดพบเป็แหล่งที่มีคนพลุกพล่านมีร้านเสื้อผ้าตั้งแผงเรียงติดกันเป็ทิวแถวผู้คนต่างเดินกันขวักไขว่จนน่าเวียนหัว หล่อนคิดว่าการนัดเจอกันทั้งทีน่าจะเป็ร้านหรูๆ บรรยากาศสงบเงียบเหมาะแก่การคุยจุบจิบได้ทุกเื่โดยไม่ต้องระแวงว่าใครจะได้ยินหรือต้องเก็บอาการสำรวมต่อคนหมู่มาก
หรือเป็เพราะหล่อนไม่เคยชินต่อสภาพแวดล้อมแบบนี้...
เมื่อก้าวข้ามประตูกระจกบานเล็กหล่อนก็มองเห็นพีรดานั่งอยู่ที่โต๊ะด้านในสุดซึ่งกั้นแยกเป็สัดส่วนอยู่บ้างทว่าบรรยากาศในร้านไม่ชวนรื่นรมย์สักเท่าไหร่ นอกจากจะแคบและไม่โปร่งหล่อนยังรู้สึกว่ามันอุดอู้จนอึดอัดทีเดียว แถมลูกค้าอีกสองโต๊ะติดกับประตูร้านซึ่งเป็ผู้ชายทั้งหมด ต่างมองหล่อนกับเพื่อนด้วยสายตาแปลกๆ
“มาเร็วจังเลยนะน้องดา”
ทั้งคู่โผเข้ากอดกันแน่นอึดใจหนึ่งจึงแยกตัวออกห่าง แล้วต่างฝ่ายต่างนั่งเก้าอี้คนละตัวซักถามถึงสารทุกข์สุกดิบกันพอประมาณ
“ฉันไม่ได้มาเร็วหรอกแต่เธอมาช้าต่างหาก”
วาตีจึงขยับข้อมือดูนาฬิกาตัวเอง“บ้าสิ ฉันมาตรงเวลาเผง”
“ย่ะ ล้อเล่นนิดเดียวเอง...ว่าแต่เธอนี่ยังแต่งตัวเช้งกระเด๊ะไม่เปลี่ยนเลยนะไหนลุกขึ้นยืนซิ ขอดูหน่อยว่าวันนี้สวมเสื้อผ้าแบรนด์ไหนมายะ”
วาตีรู้ว่าพีรดาชอบแค่นเช่นนี้เสมอเพราะคนอย่างหล่อนมีรสนิยมการเลือกเสื้อผ้าที่ติดยี่ห้อหรูจากเมืองนอก...ไม่เช่นนั้นถ้าเป็แบรนด์ที่ผลิตในไทยหล่อนก็จะเลือกที่พวกนางแบบหรือนักแสดงมีชื่อสวมใส่เป็ที่นิยม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทุกชิ้นที่หล่อนชอปปิงเข้าตู้เสื้อผ้า ล้วนเป็สีขาวกับดำแทบทั้งหมด
อย่างวันนี้แม้นการแต่งตัวจะไม่หวือหวานัก แต่เสื้อเสวตเตอร์คอกลมเข้ารูปใยแคชเมียร์ ตกแต่งลูกปัดมุกใส่กับกางเกงยีนทรงลีบกระเป๋าสะพายหนังแก้ว ทุกชิ้นล้วนเป็ของแบรนด์ชาแนลทั้งสิ้น
เป็ความธรรมดาที่ไม่ธรรมดา!
“แล้วแกล่ะน้องดาหายหน้าไปอยู่เชียงใหม่มาตั้งหลายเดือน แทนที่ผิวจะขาวจั๊วะแบบสาวเหนือทำไมถึงได้คล้ำขึ้นเหมือนคนไปนอนอาบแดดแถวชายทะเลมาเป็เดือนอย่างนั้นแหละ...นี่หรือเปล่ายะที่ทำให้เพื่อนของแกเรียกว่า...ดาร์ลี่”
พีรดายิ้มน้อยๆ“ดูซิ ทักไม่กี่คำก็เล่นเื่สีผิวของฉันซะแล้ว บอกความจริงให้ก็ได้...อันที่จริงฉันก็ไม่อยากจะผิวสีแทนแบบนี้หรอกย่ะ แต่ว่า...แฟนของฉันสิ เขาบอกว่าชอบ”
“นี่แกอย่าบอกนะ ว่าฝรั่งตาน้ำข้าวที่แกแชทเจอทางโปรแกรมออนไลน์ตอนนั้นคบกับแกเป็แฟนแล้วเขาขอให้แกเปลี่ยนสีผิวเพื่อเอาใจเขา”
พีรดาแค่นยิ้มแทนคำตอบก่อนน้ำเสียงจะแหบแห้ง หดหู่ลงฉับพลัน “แต่ตอนนี้มันก็ไม่ใช่แฟนฉันแล้วละ...ั้แ่ฉันจับได้ว่ามันไม่ได้มีฉันคนเดียว”
วาตีเอื้อมไปกุมมือข้างหนึ่งของเพื่อนสนิทที่วางอยู่บนโต๊ะ...ยังไม่ทันจะปลอบประโลมพนักงานในร้านก็เดินเข้ามาขัดจังหวะ
“รับน้ำสักแก้วไหมพี่นั่งตั้งนานแล้ว...ที่ร้านจะได้ไม่เสียค่าแอร์ฟรีๆ”
วาตีชักมือข้างนั้นกลับหันไปจ้องเด็กในร้านคนนั้น มองตาขุ่นขวางแล้วก็เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยพลางหยิบเมนูของร้านมาเปิดลวกๆแล้วตอบโดยไม่ได้ดูด้วยซ้ำว่ามีรายการอาหารชนิดใดบ้าง
“เอาน้ำแก้วแพงที่สุดในร้านค่ะขอสักสองแก้ว เผื่อเพื่อนฉันด้วย”
หล่อนนึกสาแก่ใจที่เห็นเด็กคนนั้นทำหน้าหมั่นไส้ปนจืดจ๋อย...เพราะจริงแล้วหล่อนก็ไม่ได้คิดเบ่ง หรือว่าอวดร่ำอวดรวยแต่อย่างใดถ้าไม่เจอมารยาทของคนขายของที่ไร้คุณสมบัติที่ดีแบบนี้
เมื่อวกกลับเข้ามายังบทสนทนาที่ค้างไว้หล่อนจึงถามอีกครั้งด้วยความใคร่รู้ “แล้วตกลงอีตาฝรั่งหัวทองนั่นมันเ้าชู้ กินไม่เลือกใช่ไหม...ดีแล้วแหละผู้ชายแบบนี้ อย่าไปเอามาทำ...เอ่อ ทำสามีเลย อยู่เป็โสดจนขึ้นคานดีกว่า”
พีรดาฝืนยิ้ม...ไม่เห็นมีทีท่าหรือน้ำเสียงที่รื่นเริงเหมือนตอนคุยโทรศัพท์กันสักนิด
“ฉันเพิ่งเข้าใจหัวอกแกก็วันนี้เองยายวา...ตอนที่รู้ว่าแฟนตัวเองมันมีคนอื่นยังไม่เจ็บใจเท่ารู้ว่าคนอื่นที่มันไปนอนกกกอดด้วยเกือบทุกวัน มัน...”
หล่อนสะอึกจนพูดไม่ออก...ภาพของชลันย้อนเข้ามาซ้อนทับความคิดนั้นทันที
//////////////////////////////////////////////////