เทพยุทธ์ขมังเวทย์[ปลดอ่านฟรีทุก7วัน]

    ตอนที่ 18 ของวิเศษ

            ลมยามสายพัดผ่านแนวป่าหินอย่างเชื่องช้า หลัวอวิ๋นหยุดฝีเท้าลงโดยไม่รู้ตัว สัญชาตญาณที่ผ่านการเอาชีวิตรอดมาหลายครั้งส่งสัญญาณเตือนก่อนที่เหตุผลจะทันคิด เขากระชับเชือกที่รัดสัมภาระบนหลังแน่นขึ้น ค้อนที่ถูกพันผ้าไว้อย่างมิดชิดกระแทกแผ่นหลังเบา ๆ


            มีคนกำลังเข้ามาใกล้ เขาค่อย ๆ ขยับตัวเข้าหาเงาหิน ลดการเคลื่อนไหวลงจนแทบไม่เกิดเสียง จากนั้นพึมพำถ้อยคำสั้น ๆ ด้วยน้ำเสียงต่ำ


            “โอมจังงัง… กำบังกาย”


            ภาพร่างของเขาพร่ามัวเล็กน้อย กลืนไปกับสีของหินและพุ่มไม้ แม้จะไม่หายไปจากสายตาโดยสิ้นเชิง แต่ก็ยากจะจับจ้องหากไม่ตั้งใจมอง


            เสียงฝีเท้าดังขึ้นชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ หนัก มั่นคง มีจังหวะ คนที่เดินมาไม่ใช่นักเดินทางธรรมดาอย่างแน่นอน


            หลัวอวิ๋นเบนสายตา มองผ่านช่องว่างระหว่างโขดหิน เห็นชายสองคนกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาในพื้นที่ ทั้งคู่สวมเสื้อคลุมสีเข้ม มีดาบคาดเอว ลมปราณแผ่ออกมาอย่างไม่ปิดบังนัก แต่ก็ไม่ถึงขั้นอวดอำนาจ ระดับไม่ต่ำแต่ไม่ใช่ยอดฝีมือ


            “รอยมันหายแถวนี้” คนหนึ่งพูดเสียงต่ำ

            “ใช้วิชาประหลาดอีกแล้วสินะ”


            อีกคนหัวเราะเบา ๆ “ต่อให้ประหลาดแค่ไหน ก็แค่เด็กคนเดียว แบกของหนัก หนีไปได้ไม่ไกลหรอก”


            คำพูดนั้นทำให้ดวงตาของหลัวอวิ๋นนิ่งลง พวกมันมั่นใจเกินไป เขาขยับมือไปจับด้ามค้อนผ่านผ้าที่พันไว้ ปลายนิ้วรับรู้ถึงความเย็นของโลหะ ความหนักที่ถ่วงอยู่ไม่ใช่เพียงน้ำหนักจริง แต่เป็๞ภาระของการตัดสินใจ


            ถ้าหนีพวกมันยังตามต่อ ถ้าสู้ต้องจบให้เร็ว หลัวอวิ๋นสูดลมหายใจลึก ก่อนจะพึมพำเสียงต่ำแทบไม่ได้ยิน


            “อาคมเสริมกาย… โลหิตค้ำร่าง”


            ความอุ่นแล่นผ่านแขนขา กล้ามเนื้อที่ตึงล้ากลับเกร็งแน่นขึ้นชั่วคราว หัวใจเต้นแรงขึ้นทันที เ๧ื๪๨สูบฉีดจนรู้สึกร้อนวูบวาบ แต่เขาไม่ฝืนมากกว่านี้


            หลัวอวิ๋นก้าวออกจากเงาหินอย่างฉับพลัน ผ้าที่พันค้อนอยู่ถูกกระชากออกบางส่วน เผยให้เห็นโลหะทึบสีหม่น ชายทั้งสองชะงักทันที ดวงตาเบิกกว้างเล็กน้อย


            “นั่นมัน—!”


            คำพูดยังไม่ทันจบ หลัวอวิ๋นเหวี่ยงค้อนเข้าใส่พื้นด้านข้างอย่างแรง ไม่ใช่เพื่อโจมตีแต่เพื่อข่ม


            เสียง “ตุ้บ!” ดังสนั่น พื้นหิน๱ะเ๡ื๪๞ เศษหินกระเด็น ชายทั้งสองเสียจังหวะโดยไม่รู้ตัว


            หลัวอวิ๋นไม่ปล่อยโอกาส เขาก้าวเข้าใกล้ ใช้แรงถ่ายจากเอวไปยังแขน ฟาดค้อนใส่ชายที่อยู่ใกล้ที่สุด ไม่มีท่าทาง ไม่มีวิชา มีเพียงน้ำหนัก


            เสียงกระดูกแตกดังชัด ร่างนั้นถูกฟาดกระเด็น กระแทกโขดหินอย่างแรง ก่อนจะทรุดลงโดยไม่ส่งเสียงอีก


            อีกคนถอยหลังทันที สีหน้าตื่นตระหนก “บ้าเอ๊ย!”


            หลัวอวิ๋นไม่พูด เขาขยับเท้าเปลี่ยนตำแหน่งอย่างรวดเร็ว พึมพำถ้อยคำสั้น ๆ อีกครั้ง


            “อาคมแมลง… จงกลายเป็๞ต่อแตน”


            ใบไม้แห้งที่พื้นแตกกระจาย กลายเป็๞ฝูงแมลงพุ่งเข้าใส่ร่างชายคนนั้น ไม่ได้กัดกิน แต่ปิดทัศนวิสัย ทำให้การเคลื่อนไหวชะงัก


    ชายคนนั้นฟาดดาบมั่ว ๆ พยายามถอยหนี แต่หลัวอวิ๋นไม่เปิดโอกาสให้หลบ เขาเหวี่ยงค้อนจากด้านข้าง ฟาดเข้าใส่ลำตัวโดยตรง เสียงกระแทกหนักจนร่างล้มลง คราวนี้ไม่มีเสียงลุกขึ้น ความเงียบกลับมาอีกครั้ง


            หลัวอวิ๋นยืนนิ่ง หอบหายใจแรง หน้าอกกระเพื่อมชัด แขนขวาสั่นเล็กน้อยจากแรงสะท้อน เขามองร่างทั้งสองอย่างเ๶็๞๰า เขาไม่ได้ลังเล ไม่ได้เสียใจ พวกมันเลือกไล่ล่า เขาเลือกมีชีวิต


            หลังจากแน่ใจว่าไม่มีการเคลื่อนไหว หลัวอวิ๋นจึงเริ่มค้นตัวอย่างรวดเร็ว เขาไม่อยากอยู่ตรงนี้นานเกินไป ตรงนิ้วของพวกมันคนหนึ่งมีแหวนสีดำสนิทปรากฏ ดูธรรมดา แต่ลมปราณรอบ ๆ บิดเบี้ยวเล็กน้อย


            หลัวอวิ๋นหยิบมันขึ้นมา ขมวดคิ้ว ลองส่ง๱ั๣๵ั๱เข้าไปเพียงเล็กน้อย พื้นที่ว่าง ไม่ลึกแต่มีอยู่จริง


            “แหวนมิติ”


            เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะมองไปยังค้อนที่ยังอยู่ในมือ ดวงตานิ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นี่ไม่ใช่โชคแต่มันคือโอกาส


            หลัวอวิ๋นสวมแหวนทันที โดยไม่เสียเวลาคิดมาก จากนั้นจึงมองไปรอบตัวอย่างระแวดระวัง หลัวอวิ๋นยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางความเงียบ


            กลิ่นเ๧ื๪๨จาง ๆ ลอยปะปนกับกลิ่นดินและหิน ความรู้สึกตึงเครียดยังไม่จางหาย แม้ศัตรูจะล้มลงแล้ว แต่เขาไม่ปล่อยให้สติคลายตัวแม้แต่น้อย ประสบการณ์ไม่กี่วันที่ผ่านมาเพียงพอจะสอนว่า ความประมาทหลังการต่อสู้ คือสาเหตุการตายอันดับต้น ๆ


            เขาหันกลับไปมองรอบตัวอีกครั้ง ไม่มีแรงกดจากลมปราณ ไม่มีเสียงฝีเท้า ไม่มีการเคลื่อนไหวผิดปกติ


            หลัวอวิ๋นจึงค่อย ๆ คลายลมหายใจออกยาว แขนขวาที่จับค้อนเริ่มสั่นชัดเจนขึ้นเมื่อความตึงเครียดลดลง แรงสะท้อนจากการฟาดเต็มแรงยังคงค้างอยู่ในกระดูกและเส้นเอ็น ความปวดลึกแล่นขึ้นมาจนต้องขมวดคิ้ว


            เขาไม่ได้รีบรักษา แต่รีบจัดการสิ่งสำคัญก่อน หลัวอวิ๋นมองแหวนสีดำด้านที่สวมอยู่บนมือ มันดูเรียบง่าย ไม่มีลวดลายโอ่อ่า ไม่มีพลังรุนแรงแผ่ออกมา หากไม่ตั้งใจตรวจสอบก็แทบไม่ต่างจากเครื่องประดับราคาถูก


            แต่เขารู้ดีของแบบนี้มีค่าเกินกว่าที่ตาเห็น หลัวอวิ๋นยกค้อนขึ้นอีกครั้ง ชั่งน้ำหนักมันในมือ ก่อนจะส่งความคิดเข้าไปยังแหวนอย่างระมัดระวัง เขาไม่รู้วิธีใช้งานที่ถูกต้อง ไม่รู้คาถา ไม่รู้กลไก แต่สัญชาตญาณบอกเขาว่า ของวิเศษเช่นนี้ มักตอบสนองต่อเจตจำนงมากกว่าวิธีการซับซ้อน


            เขาหลับตาตั้งสมาธิ ภาพพื้นที่ว่างมืดสนิทปรากฏขึ้นในจิต เป็๞ช่องว่างไม่ใหญ่นัก แต่เพียงพอจะบรรจุสิ่งของหลายชิ้น หลัวอวิ๋นขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะลองขยับค้อนเข้าใกล้แหวน ในเสี้ยววินาทีถัดมา น้ำหนักในมือหายไป ค้อนหายไปจากสายตาอย่างไร้เสียง


            หลัวอวิ๋นลืมตาขึ้นทันที มือที่เคยหนักกลับว่างเปล่า เขามองมันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบตรวจสอบภายในแหวนอีกครั้ง


            ค้อนอยู่ข้างในนั้น มันนิ่งไม่เปลี่ยนแปลง เขาหายใจออกยาว ความตึงในอกคลายลงเล็กน้อย นี่ไม่ใช่เพียงความสะดวกสบาย แต่คือการลดภาระอย่างมหาศาล สำหรับคนที่ต้องหลบหนีและไม่อาจเปิดเผยสิ่งที่ถืออยู่


            “ดี…” เขาคิดในใจ


            แต่ความโล่งใจนั้นอยู่ได้ไม่นาน ความอ่อนล้าถาโถมเข้ามาอย่างฉับพลัน ราวกับร่างกายเพิ่งได้รับอนุญาตให้ล้มลง หลัวอวิ๋นทรุดนั่งกับพื้น ใช้มือยันดิน หอบหายใจแรง เหงื่อไหลลงมาตามขมับและหลังคอ


            การฝืนใช้พลังการต่อสู้ การแบกอาวุธหนัก ทุกอย่างสะสมอยู่ในร่างกายเดียว หลัวอวิ๋นพึมพำเสียงต่ำ แทบเป็๞ลมหายใจ


            “อาคมเสริมกาย… โลหิตค้ำร่าง”


            พลังอุ่นแผ่ซ่านออกมาเพียงเล็กน้อย คราวนี้เขาใช้มันแค่เพื่อประคอง ไม่ใช่ฝืน ร่างกายตอบสนองช้า แต่พอให้เขานั่งหลังตรงได้โดยไม่ทรุดลงอีก เขารู้แล้วว่า ขีดจำกัดของวันนี้มาถึงแล้ว


            หลัวอวิ๋นไม่อยู่ต่อ เขาลุกขึ้นอย่างช้า ๆ ใช้เวลาจัดการศพอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่เพื่อเก็บของมากนัก แต่เพื่อไม่ทิ้งร่องรอยเด่นชัด ดาบ เสื้อคลุม และสิ่งของที่ไม่จำเป็๞ถูกผลักลงไปในซอกหินลึก เสร็จแล้วเขาจึงหันหลังให้พื้นที่นั้น


            หลัวอวิ๋นเลือกเส้นทางใหม่ทันที มุ่งหน้าไปยังทิศทางตรงข้ามกับเส้นทางเดิม ไม่ใช้ทางสัตว์ ไม่ใช้ทางคน แต่เลือกไต่ไปตามแนวหินและพุ่มไม้หนาทึบ แม้จะยากกว่า แต่ปลอดภัยกว่า


            การเดินทางครั้งนี้เขาไม่ต้องแบกค้อน น้ำหนักบนร่างลดลงอย่างเห็นได้ชัด การเคลื่อนไหวคล่องตัวขึ้น แม้กล้ามเนื้อจะยังปวดล้า แต่ไม่ถูกถ่วงรั้งเหมือนก่อนหน้า


            เมื่อถึง๰่๭๫บ่ายเขาจึงหยุดพักใต้ร่มไม้ใหญ่ หลัวอวิ๋นนั่งพิงลำต้น ปรับลมหายใจให้ช้าลง หลับตาพักสติ เขาไม่หลับ แต่ปล่อยให้กายโลหิตค่อย ๆ ซ่อมแซมความเสียหายทีละน้อย


            ในความเงียบเขาคิด โลกนี้อันตรายกว่าที่คิด ไม่ใช่เพราะผู้แข็งแกร่งเพียงอย่างเดียว แต่เพราะความโลภและการไล่ล่าที่ไม่หยุด


            หลัวอวิ๋นลืมตาขึ้น ดวงตานิ่ง แข็ง และชัดเจนกว่าเดิม เขาลูบแหวนมิติที่นิ้วเบา ๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนอีกครั้ง จากนี้ไปเขาจะเลือกการต่อสู้ในเวลาที่พร้อม และหากต้องฆ่าก็จะฆ่าโดยไม่ลังเล


            หลัวอวิ๋นหันหลังให้พื้นที่เดิม มุ่งหน้าออกจากแนวป่าหิน เขาไม่รู้ว่าการไล่ล่าจะกลับมาเมื่อใด ไม่รู้ว่าคนพวกนั้นจะส่งใครมาอีก แต่เขารู้สิ่งหนึ่งวันนี้เขารอด และ๻ั้๫แ๻่วันนี้ไป เขามีทางเลือกมากขึ้น