แสงตะวันยามบ่ายคล้อยสาดส่องลงมากระทบกำแพงเมืองชิงเฟิงอันสูงตระหง่าน ประตูเมืองที่ทำจากไม้เนื้อแข็งหุ้มเหล็กกล้าเปิดกว้างต้อนรับผู้คนขวักไขว่ ทั้งพ่อค้าวาณิช ทหารรับจ้าง และผู้ฝึกยุทธ์ที่เดินทางเข้าออกอย่างไม่ขาดสาย ท่ามกลางฝูงชนเ่าั้ ปรากฏร่างของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งเดินปะปนเข้ามาอย่างเงียบเชียบ
มู่เฉินในชุดผ้าป่านสีเทาที่ขาดวิ่นและเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบดินโคลนผสมรอยเืแห้งกรัง สภาพของเขาดูอเนจอนาถไม่ต่างจากขอทานที่เพิ่งรอดตายจากกรงเล็บของสัตว์อสูร ทว่าหากสังเกตให้ดี ภายใต้เรือนผมที่ปรกหน้า ั์ตาสีรัตติกาลคู่นั้นกลับสงบนิ่ง ลึกล้ำ และเยือกเย็นดุจห้วงอวกาศอันไร้ก้นบึ้ง
‘เมืองชิงเฟิง... สถานที่ที่เคยขับไล่ไสส่งข้าเยี่ยงสุนัขจรจัด วันนี้ข้ากลับมาแล้ว’
มู่เฉินรำพึงในใจ ขณะที่เขาก้าวเดินผ่านถนนสายหลักที่คุ้นเคย เคล็ดวิชากลืนดารา์ถูกเดินเครื่องในรูปแบบ 'ซ่อนเร้น' อย่างสมบูรณ์แบบ ปราณดาราสีดำที่อัดแน่นจนกลั่นเป็หยดของเหลวในจุดตันเถียน ถูกสะกดข่มไว้จนลึกสุดหยั่ง กลิ่นอายของขั้นรวบรวมปราณระดับห้าขั้นสูงสุดจางหายไปอย่างไร้ร่องรอย แม้แต่ 'กายาเกราะเกล็ดเงิน' ที่ซ่อนอยู่ใต้ชั้นิัก็ถูกอำพรางไว้อย่างมิดชิด
ภายนอกของเขาในยามนี้ คือ 'มู่เฉิน' สวะแห่งตระกูลมู่ที่เส้นชีพจรแหลกสลายและไร้ซึ่งพลังปราณโดยสิ้นเชิง
เขายอมทนสวมหน้ากากแห่งความอ่อนแออีกครั้ง มิใช่เพราะหวาดกลัว ทว่าเขาตระหนักดีถึงสัจธรรมแห่งเต๋า... ต้นไม้ที่สูงเด่นย่อมถูกพายุหักโค่นก่อนเสมอ ยามนี้เขาเพิ่งทะลวงระดับ หากเปิดเผยพลังที่แท้จริงออกไป ย่อมต้องดึงดูดความสนใจจากยอดฝีมือระดับสลายิญญา หรือนิกายใหญ่ที่อยู่เื้ัการลอบทำร้ายเขาเมื่อสามปีก่อน ขุมกำลังของศัตรูในเงามืดนั้นกว้างใหญ่เกินกว่าที่เขาในยามนี้จะรับมือไหว
สิ่งที่เขา้าในเวลานี้ คือการกลับไปดูอาการของบิดา และหาทางแปรเปลี่ยนทรัพยากรล้ำค่าในแหวนมิติให้กลายเป็โอสถรักษา
ใช้เวลาไม่นาน มู่เฉินก็เดินทางมาถึงหน้าประตูจวนตระกูลมู่ กำแพงสีขาวและซุ้มประตูที่สลักลวดลายวิจิตรตระการตายังคงตั้งตระหง่าน ทว่าสำหรับมู่เฉิน สถานที่แห่งนี้มิใช่บ้านอีกต่อไป มันคือกรงขังที่เต็มไปด้วยอสรพิษและพวกลืมบุญคุณ
"เฮ้ย! หยุดนะ! ขอทานที่ไหนกล้ามาป้วนเปี้ยนหน้าจวนตระกูลมู่... หืม? น... นั่นมัน!"
ยามรักษาการณ์ร่างบึกบึนสองคนที่เฝ้าประตูอยู่ชี้หน้าตวาด ทว่าเมื่อเห็นใบหน้าที่เปื้อนโคลนของมู่เฉินชัดๆ พวกมันก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
"คุณชายมู่เฉิน! จ... เ้ายังไม่ตายเรอะ! ข้าเห็นกับตาว่าเ้าเดินเข้าป่าอสูรหมอกทมิฬไปเมื่อหลายวันก่อน ผู้ใดต่างก็คิดว่าเ้ากลายเป็มูลสัตว์อสูรไปแล้ว!" ยามอีกคนอุทานออกมาอย่างลืมตัว
มู่เฉินปรายตามองพวกมันด้วยหางตา แววตาที่เย็นเยียบและไร้ความรู้สึกนั้นทำให้ยามทั้งสองคนถึงกับลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก และก้าวถอยหลังเปิดทางให้โดยไม่รู้ตัว แม้พวกมันจะััพลังปราณไม่ได้ แต่จิตสังหารที่ผ่านการหล่อหลอมจากการนองเืในป่าอสูรของมู่เฉิน เป็สิ่งที่แผ่ซ่านออกมาคุกคามจากส่วนลึกของิญญา
เด็กหนุ่มก้าวข้ามธรณีประตูจวน ทว่ายิ่งเดินลึกเข้าไปยังเขตเรือนพักท้ายจวนซึ่งเป็ที่พำนักของเขากับบิดา คิ้วของมู่เฉินก็ยิ่งขมวดเข้าหากันแน่นขึ้น
ััอันเฉียบแหลมของเขารับรู้ได้ถึงความผันผวนของปราณฟ้าดินที่สับสนอลหม่าน และเสียงโหวกเหวกโวยวายที่ดังมาจากทิศทางของเรือนพัก!
‘เกิดสิ่งใดขึ้น... ผู้ใดกล้ามาก่อความวุ่นวายที่เรือนของท่านพ่อ!’
มู่เฉินเร่งฝีเท้าขึ้นทันที แม้จะไม่ได้ใช้ปราณดารา ทว่าพละกำลังทางกายภาพของเขาก็รวดเร็วกว่าคนปกติหลายเท่า เพียงไม่กี่อึดใจ เขาก็มาถึงหน้าลานเรือนพักซอมซ่อของตนเอง
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้า ทำให้ฟางเส้นสุดท้ายของมู่เฉินขาดสะบั้นลงในพริบตา! รังสีฆ่าฟันที่พยายามสะกดกลั้นไว้แทบจะะเิทะลักออกมา!
บานประตูไม้ที่ผุพังถูกถีบจนพังครืนลงมากองกับพื้น ข้าวของเครื่องใช้ที่แสนจะอัตคัดของมู่เฟิง ไม่ว่าจะเป็หม้อต้มยา ตำราเก่าๆ หรือแม้แต่ป้ายิญญาของมารดามู่เฉิน ถูกรื้อค้นและโยนกระจัดกระจายออกมาที่ลานดินราวกับเศษขยะ!
ท่ามกลางเศษซากเ่าั้ ร่างของ มู่เฟิง บิดาของเขา กำลังถูกองครักษ์ร่างั์สองคนกดไหล่ให้คุกเข่าลงกับพื้น! ใบหน้าของอดีตผู้นำตระกูลซีดขาวไร้สีเื ร่างกายสั่นสะท้านอย่างรุนแรงจากการถูกพิษสลายิญญากัดกร่อนผสานกับความโกรธแค้น ทว่ามู่เฟิงยังคงเชิดหน้าขึ้น ั์ตาแข็งกร้าวจ้องมองกลุ่มคนเบื้องหน้าอย่างทระนงมิยอมจำนน
และผู้ที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าของมู่เฟิงด้วยท่าทางอหังการ ก็คือ ผู้าุโสาม (มู่กวน) ชายชราหน้าเนื้อใจเสือในชุดคลุมสีม่วงครามที่แผ่กลิ่นอายขั้นรวบรวมปราณระดับเก้าออกมากดทับอย่างรุนแรง!
ด้านหลังของมันยังมี มู่หาน บุตรชายของผู้าุโรองยืนกอดอกเหยียดยิ้มเยาะเย้ยอยู่ พร้อมกับศิษย์สายรับใช้อีกนับสิบคน
"มู่เฟิง! อย่าได้ดื้อด้านให้มันมากนัก!" ผู้าุโสามตวาดลั่น น้ำเสียงของมันเต็มไปด้วยความหยิ่งยโส "กฎของตระกูลระบุไว้ชัดเจน ผู้ที่ไร้ผลงานและไร้ซึ่งความก้าวหน้า ไม่มีสิทธิ์ทรัพยากรและพื้นที่ของสายหลักอีกต่อไป! ลูกชายสวะของเ้าก็หายหัวไปตายในป่าอสูรแล้ว เ้ายังจะหน้าด้านยึดครองเรือนหลังนี้ไว้ทำไม!"
"ถุย!" มู่เฟิงถ่มน้ำลายปนเืลงบนพื้นหิน "มู่กวน... ไอ้สุนัขรับใช้! เรือนหลังนี้คือมรดกตกทอดที่ท่านผู้นำตระกูลมอบให้ข้าด้วยตนเอง! พวกเ้าฉวยโอกาสตอนที่ผู้นำตระกูลเก็บตัวปิดด่านฝึกซ้อม ใช้อำนาจบาตรใหญ่ฮุบสมบัติของสายหลัก การกระทำต่ำช้าเยี่ยงนี้ ์และปฐีต้องลงทัณฑ์พวกเ้าแน่!"
เพียะ!!
ผู้าุโสามตวัดหลังมือตบเข้าที่ใบหน้าของมู่เฟิงอย่างจัง เสียงฝ่ามือกระทบเนื้อดังก้องไปทั่วลาน แรงตบนั้นแฝงไปด้วยพลังปราณระดับเก้า แม้จะไม่ถึงตาย ทว่าก็ทำให้มู่เฟิงที่ร่างกายอ่อนแออยู่แล้วถึงกับหน้าหัน ปากแตกและกระอักเืออกมาอีกคำโต!
"์ลงทัณฑ์งั้นรึ? ฮ่าๆๆ! ในตระกูลมู่แห่งนี้ คำประกาศิตของผู้าุโรองคือ์!" ผู้าุโสามหัวเราะลั่นอย่างบ้าคลั่ง มันก้าวเข้าไปกระชากคอเสื้อของมู่เฟิงขึ้นมา "วันนี้มู่หานหลานชายของข้ากำลังเตรียมตัวเข้าสู่การทะลวงระดับหก เขา้าสถานที่ที่สงบเงียบ เรือนซอมซ่อของเ้านี่แหละที่เหมาะสมจะทุบทิ้งเพื่อขยายพื้นที่ลานฝึกให้เขา จงไสหัวออกไปเป็คนรับใช้ที่เหมืองแร่ซะ!"
มู่หานที่ยืนอยู่ด้านหลังก้าวเดินเข้ามาช้าๆ มันจงใจใช้ปลายเท้าเหยียบย่ำลงบน 'ป้ายิญญา' ของมารดามู่เฉินที่ตกอยู่บนพื้นดินอย่างแรงจนเกิดรอยร้าว
"ท่านลุงมู่เฟิง... ข้าก็มิอยากจะรังแกผู้เฒ่าหรอกนะ แต่ในเมื่อพี่มู่เฉินคนเก่งของข้าด่วนจากโลกนี้ไปแล้ว ท่านที่ชราภาพและไร้พลังก็ควรจะรู้จักที่ต่ำที่สูง ไปกวาดมูลม้าที่คอกสัตว์ก็ยังนับว่าตระกูลเมตตาท่านมากแล้วนะ ฮ่าๆๆ!" มู่หานกล่าวถากถาง แววตาของมันเต็มไปด้วยความวิปริตอำมหิต
มู่เฟิงเบิกตากว้างเมื่อเห็นป้ายิญญาของภรรยาถูกเหยียบย่ำ ความโกรธแค้นทะลักถึงจุดเดือด! "ไอ้เดรัจฉาน! เอาเท้าสกปรกของเ้าออกไปเดี๋ยวนี้!"
อดีตยอดฝีมือเค้นพลังเฮือกสุดท้าย พยายามจะสะบัดหลุดจากการจับกุมขององครักษ์ ทว่าด้วยร่างกายที่ถูกพิษเล่นงาน เขาจึงถูกองครักษ์ทั้งสองเตะอัดเข้าที่ข้อพับจนต้องทรุดตัวคุกเข่าลงไปอีกครั้ง
"ขัดขืนนักรึ! โบยมัน! โบยจนกว่ามันจะยอมคุกเข่าโขกศีรษะอ้อนวอนขอขมาหลานข้า!" ผู้าุโสามออกคำสั่งอย่างเืเย็น
องครักษ์คนหนึ่งแสยะยิ้ม มันเงื้อกระบองไม้เนื้อแข็งที่หุ้มด้วยเหล็กขึ้นสูง พลังปราณระดับหกอัดแน่นอยู่ในกระบอง หมายจะฟาดลงบนแผ่นหลังของมู่เฟิงให้กระดูกสันหลังหักสะบั้น!
ทว่า!
ในเสี้ยววินาทีที่กระบองมรณะกำลังจะฟาดลงมาััเนื้อ ท้องฟ้าเหนือเรือนพักท้ายจวนราวกับจะมืดทะมึนลงฉับพลัน! กลิ่นอายความกดดันที่มองไม่เห็น ทว่าหนักอึ้งและเย็นเยียบจนจับขั้วหัวใจ แผ่ซ่านกระแทกเข้ามาในลานอย่างรุนแรง!
วูบบบบ!
"ผู้ใดกล้าแตะต้องบิดาข้า... มันผู้นั้นต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่!"
เสียงะโที่ดุดันและทรงอำนาจประดุจสายฟ้าฟาด ดังก้องกังวานไปทั่วลานเรือนพัก!
ทุกคนสะดุ้งสุดตัวและหันขวับไปยังทิศทางของประตูเรือน ภาพที่ปรากฏทำให้รูม่านตาของมู่หานและผู้าุโสามหดเกร็งด้วยความตกตะลึง!
ร่างของเด็กหนุ่มในชุดผ้าป่านขาดวิ่นยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น ใบหน้าที่เคยซีดเซียวและถูกมองว่าเป็สวะ บัดนี้กลับถูกฉาบไว้ด้วยความอำมหิตและรังสีฆ่าฟันที่เข้มข้นจนแทบจะจับต้องได้ ั์ตาสีรัตติกาลของเขาทอประกายแสงลี้ลับที่ทำให้ผู้สบตาต้องรู้สึกเหมือนถูกผลักตกลงไปในหุบเหวน้ำแข็ง
"ฉ... เฉินเอ๋อร์!" มู่เฟิงอุทานออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ น้ำตาของลูกผู้ชายรื้นขึ้นมาเมื่อเห็นบุตรชายที่คิดว่าตายไปแล้วยังมีชีวิตอยู่
"มู่เฉิน! ไอ้สวะดวงแข็ง! เ้ายังไม่ตาย!" มู่หานชี้หน้าะโ ใบหน้าของมันบิดเบี้ยวด้วยความขัดใจ
"พี่ใหญ่กลับมาแล้ว... ข้ากลับมาทวงคืนทุกอย่างที่พวกเ้าปล้นชิงไป!" มู่เฉินก้าวเดินเข้ามาในลานอย่างเชื่องช้า ทุกย่างก้าวของเขาไร้ซึ่งเสียง ทว่ากลับสร้างแรงกดดันมหาศาลในความรู้สึกของผู้คน
องครักษ์ที่กำลังเงื้อกระบองค้างอยู่ เมื่อเห็นมู่เฉินเดินเข้ามา มันก็แค่นเสียงหัวเราะหยามหยัน "เหอะ! ข้าก็นึกว่ายอดฝีมือที่ไหนโผล่มา ที่แท้ก็แค่สวะไร้ค่าที่ดวงดีรอดจากป่ามาได้... แกกล้าสั่งข้าเรอะ! งั้นข้าจะฟาดแกแทนพ่อแกก่อนก็แล้วกัน!"
องครักษ์ร่างั์ผู้นั้นเปลี่ยนเป้าหมาย มันทะยานร่างพุ่งเข้าหามู่เฉิน กระบองเหล็กถูกฟาดลงมาด้วยกระบวนท่า 'ทลายผา' พลังปราณระดับหกอัดกระแทกแหวกอากาศจนเกิดเสียงหวีดหวิว หมายจะบดขยี้กะโหลกของเด็กหนุ่มให้แหลกคาที่!
มู่เฟิงร้องเสียงหลง "เฉินเอ๋อร์! หลบไป!!"
ทว่า มู่เฉินหาได้ก้าวถอยหลบแม้แต่ครึ่งก้าว ั์ตาของเขาไร้ซึ่งความหวาดกลัว มีเพียงความสมเพช!
เขาไม่ได้เดินลมปราณดาราแม้แต่หยดเดียว เขาจงใจปิดบังพลังที่แท้จริงไว้ ทว่า... เพียงแค่พละกำลังทางกายภาพของ 'กายาเกราะเกล็ดเงิน' ที่เพิ่งถูกหล่อหลอมด้วยแก่นอสูรระดับสอง... มันก็เพียงพอที่จะเหยียบย่ำมดปลวกระดับหกแล้ว!
มู่เฉินยกมือขวาขึ้นมาอย่างเชื่องช้า ทว่ารวดเร็วในสายตาของยอดฝีมือ เขาแบมือออกรับการโจมตีนั้นตรงๆ!
เปรี้ยงงงง!!!
เสียงปะทะดังก้องสนั่นหวั่นไหว! ทว่าภาพที่บังเกิดขึ้นกลับทำเอาทุกคนในลานถึงกับลืมหายใจ!
กระบองหุ้มเหล็กที่อัดแน่นด้วยปราณระดับหก ซึ่งสมควรจะทุบหินผาให้แตกกระจาย กลับถูกฝ่ามือเปล่าๆ ของเด็กหนุ่มที่ถูกตราหน้าว่าเป็สวะ... รับเอาไว้ได้อย่างง่ายดาย! ไม่มีเสียงกระดูกหัก ไม่มีเืสาดกระเซ็น ฝ่ามือของมู่เฉินมั่นคงดุจคีมเหล็กกล้าที่บีบรัดกระบองเอาไว้แน่น จนองครักษ์ผู้นั้นหน้าแดงก่ำ พยายามจะดึงกระบองกลับ ทว่ามันกลับไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่นิ้วเดียว ราวกับกระบองนั้นถูกฝังรากลงไปในูเาผาหิน!
"น... นี่มันเื่บ้าอันใดกัน! ปล่อยนะเว้ย!" องครักษ์ร่างั์ตื่นตระหนกสุดขีด มันััได้ถึงพละกำลังทางกายภาพที่น่าสะพรึงกลัวจนไม่อาจต่อต้าน
"ในเมื่อเ้าอยากฟาดนัก... ข้าก็จะช่วยสงเคราะห์ให้!"
มู่เฉินแสยะยิ้มเ็า เขาพลิกข้อมือเพียงเล็กน้อย!
แครก!
เสียงโลหะและไม้เนื้อแข็งปริแตก กระบองเหล็กกล้าถูกพละกำลังอันป่าเถื่อนของมู่เฉินบิดจนโค้งงอเสียรูปทรงในพริบตา! องครักษ์ใจนหน้าถอดสี ทว่ายังไม่ทันที่มันจะปล่อยมือ มู่เฉินก็ก้าวประชิดตัวและซัดหมัดซ้ายเข้าที่กลางอกของมันอย่างจัง!
ปัง!!
หมัดลุ่นๆ ที่ไร้ซึ่งพลังปราณ ทว่าอัดแน่นไปด้วยพละกำลังของกายาเกราะเกล็ดเงิน กระแทกเข้าที่หน้าอกขององครักษ์ระดับหกอย่างรุนแรง!
"อ๊ากกก!"
องครักษ์ร่างั์กระอักเืคำโต ซี่โครงยุบลงไปเป็รูปรอยหมัด ร่างของมันลอยปลิวละลิ่วข้ามหัวผู้าุโสามไปกระแทกกับกำแพงจวนด้านหลังจนกำแพงแตกร้าว! มันร่วงตกลงมาสลบเหมือดไปในทันทีโดยไม่อาจเปล่งเสียงได้อีก!
ความเงียบสงัดดุจป่าช้าเข้าปกคลุมลานเรือนพักทันที!
มู่หานเบิกตากว้างจนแทบถลน กรามค้างด้วยความไม่อยากจะเชื่อ ผู้าุโสามเองก็หรี่ตาลงอย่างรุนแรง ความตระหนกฉายชัดในแววตาของชายชรา
‘เกิดอันใดขึ้น! สวะนี่มันไม่มีพลังปราณสักหยด ทว่าพละกำลังทางกายภาพของมันกลับรุนแรงถึงเพียงนี้! มันไปได้วาสนาอันใดในป่าอสูรหมอกทมิฬมากันแน่!’ ผู้าุโสามประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว
มู่เฉินปัดฝุ่นที่มือเบาๆ เขาเงยหน้าขึ้นมองผู้าุโสามด้วยสายตาที่คมกริบดุจคมดาบ ก่อนจะเดินเข้าไปหาบิดาและประคองมู่เฟิงให้ลุกขึ้นยืน
"ท่านพ่อ ข้ากลับมาแล้ว... จะไม่มีผู้ใดหน้าไหนมารังแกท่านได้อีก" มู่เฉินกล่าวเสียงนุ่มนวลกับบิดา ทว่าเมื่อเขาหันกลับมาเผชิญหน้ากับกลุ่มคนทรยศ น้ำเสียงของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็ความอหังการที่สะท้านฟ้าปฐี
"ผู้าุโสาม... มู่หาน... พวกเ้าบุกรุกเรือนพักของอดีตผู้นำตระกูล ทำร้ายบิดาข้า เหยียบย่ำป้ายิญญามารดาข้า... หนี้แค้นในวันนี้ พวกเ้าพร้อมที่จะชดใช้ด้วยชีวิตแล้วหรือไม่!"
มู่เฉินก้าวออกไปเบื้องหน้าหนึ่งก้าว แม้จะไม่มีกลิ่นอายปราณ ทว่ารังสีฆ่าฟันและแรงกดดันทางกายภาพที่แผ่ออกมา กลับทำให้องครักษ์ที่เหลืออีกสามคนถึงกับก้าวถอยหลังด้วยความหวาดผวา!