อันนาใจหายแต่ก็เข้าใจความหมายของเพื่อนเป็อย่างดี “เธอไม่ต้องกลัวหรอกราณี เธอไปไหนฉันไปด้วยเราจะไม่ทิ้งกัน”
ราณีมองเข้าไปในดวงตาของเพื่อนอย่างจริงจัง “เธอจะไม่เสียใจแน่นะอันนาบ้านของเธอไม่เหมือนบ้านฉัน พ่อแม่เธอมีเงินอีกหน่อยเธอก็จะมีชีวิตสะดวกสบายไม่เหมือนฉัน”
อันนาส่ายหน้าจนน้ำตาร่วง “บ้านฉันก็ไม่ต่างกันนักหรอก ถ้าไม่มีฉันสักคน พ่อแม่ก็คงดีใจคงรักพี่โอได้เต็มที่ ทุกวันนี้พวกเขาก็ทำเหมือนกับว่าฉันไม่มีตัวตนอยู่แล้ว”
ราณียิ้มให้อันนา “งั้นเราไปด้วยกันนะอันนาเธอไม่ทิ้งฉัน ฉันก็ไม่ทิ้งเธอ”
อันนาพยักหน้า บีบมือเพื่อนไว้แน่นแล้วคลายออก
เด็กสาวร่างเล็กค่อยๆแกะริบบิ้นผูกผมสีน้ำเงินออกจากผมเปียข้างหนึ่งของตัวเองแล้วผูกปลายด้านหนึ่งไว้ที่นิ้วก้อยด้านขวา ก่อนจะดึงมือข้างซ้ายของอันนามาผูกที่นิ้วก้อยด้วยกัน
“ทำอย่างนี้เราก็จะไม่พรากจากกันอีก เราโดดพร้อมกันนะอันนา”
เด็กสาวผอมสูงพยักหน้า เดินตามเพื่อนไปที่ขอบตึกแสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์จับที่ท้องฟ้าจนเป็สีแดงเรื่อตอนนี้เหลือนักเรียนอยู่ในโรงเรียนน้อยเต็มทีและไม่มีใครสนใจมองขึ้นมาบนยอดตึกนี้เลย
สายลมพัดแรงขึ้นจนเด็กสาวร่างผอมสูงรู้สึกเหมือนว่าตัวเองถูกลมพัดโยกเยกเธอมองลงไปเบื้องล่างตึก รู้สึกโหวงเหวงในท้องและช่องอก หัวใจเต้นแรงถี่อันนาคิดว่าตัวเองกำลังอยู่ในความฝัน หูอื้อ ตาลายตอนที่ราณีบอกเธอว่าจะนับหนึ่งถึงสิบแล้วะโลงไปพร้อมๆ กัน
“ฉันจะเริ่มนับละนะอันนา” อันนาหันมองหน้าราณีอีกทีแสงตกกระทบใบหน้าปูดบวมช้ำและดวงตาแดงก่ำเหมือนคนกำลังเมาขาดสติ
“1... 2... 3...” ราณีเริ่มนับช้าๆแต่อันนารู้สึกว่ามันยังเร็วเกินไป สายลมพัดวูบมาจากด้านล่างของตึกทำให้เธอเกือบเสียการทรงตัว ใจหายวูบ และเกิดได้สติขึ้นมาอีกครั้งมองผ่านรองเท้านักเรียนลงไปเบื้องล่าง เห็นสิ่งที่อยู่บนพื้นเล็กจิ๋วโลกทั้งโลกโคลงเคลง
“4...5...6...”
เด็กสาวร่างผอมสูงเริ่มตระหนกเมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าเธอและราณีกำลังจะทำอะไร นี่พวกเธอกำลังจะทำอะไรกันแน่เนี่ยจะะโตึก ฆ่าตัวตายงั้นเหรอ!อะไรกันแน่นะที่ทำให้เื่มันบานปลายมาได้ถึงขนาดนี้
“7...8...9...”
ไม่นะ ไม่ได้ มันต้องไม่เป็แบบนี้! อันนารู้สึกกลัวขึ้นมากะทันหันเบิกตาโต หายใจถี่รัว นี่เธอกับราณีจะะโลงไปจริงๆ เหรอ ไม่มันต้องไม่เป็แบบนี้สิ
“10” “อย่า!” เสียงนั้นดังขึ้นพร้อมๆ กัน
แต่ช้าเกินไปแล้ว ร่างของราณีร่วงหล่นลงไปจากขอบตึกอันนาพยายามจะคว้าแต่ไม่สำเร็จ ริบบิ้นผูกผมที่มัดติดนิ้วก้อยของเธอถูกกระชากอย่างแรงด้วยน้ำหนักตัวของราณีที่ร่วงลงไปอย่างรวดเร็วจนอันนารู้สึกถึงการแตกหักของกระดูกนิ้ว มันเหมือนเสียงไม้ลั่นเปรี้ยะ ก่อนที่ริบบิ้นจะเลื่อนหลุดตามราณีลงไป
“ไม่! ไม่จริง! ราณี!” เด็กสาวทิ้งตัวลงนอนแนบขอบตึกยื่นมือไขว่คว้า แต่ทุกอย่างสายเกินไปเสียแล้ว เธอมองเห็นราณีพลิกตัวกลางอากาศจ้องมองใบหน้าของเธอด้วยแววตาตื่นตระหนกและเต็มไปด้วยคำถามเปียสองข้างและกระโปรงนักเรียนโบกสะบัดอยู่กลางอากาศ
เพียงไม่กี่วินาทีอันนารู้สึกเหมือนเพียงชั่วพริบตาเดียวร่างของราณีเพื่อนที่เธอรักก็กระแทกพื้นอย่างรุนแรงต่อหน้าต่อตาอันนา
ร่างของเด็กสาวถูกแรงเหวี่ยงดึงศีรษะด้านหลังกระแทกพื้นอย่างแรงจนเืสาดกระจายเป็วงกว้างแขนขาบิดเบี้ยวไม่ได้รูป มีกระดูกโปนขาวทะลุโผล่ออกมาจากหัวเข่า เธอสำลักเืสดๆ จำนวนมากออกมาจากทั้งทางปากและจมูกก่อนที่จะแน่นิ่งไป
ดวงตาของราณีเบิกค้างกว้าง ยังคงจับจ้องมาที่อันนามือข้างที่ผูกริบบิ้นไว้ที่นิ้วก้อยกำแน่น
อันนาจ้องภาพนั้นนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะกรีดร้องเสียงดังกังวานก้องโรงเรียน
“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด.......”
เด็กสาวทันเห็นคนจำนวนมากวิ่งมายังที่เกิดเหตุอย่างตื่นตระหนก ได้ยินเสียงเด็กผู้หญิงคนอื่นๆและครูที่วิ่งมากรีดร้องเธอทั้งใและหวาดกลัวมากเสียจนหายใจไม่ออกหัวใจของเด็กสาวเหมือนจะหยุดเต้นไปด้วย
“กรี๊ดดด! คนตกตึก ใครก็ได้ช่วยด้วย มีคนตกตึก”
“เรียกรถพยาบาลเร็วเข้า”
ใครคนหนึ่งเงยหน้าแล้วชี้ขึ้นมาที่เธอ “มีนักเรียนอยู่บนนั้นคนนึงด้วยรีบขึ้นไปช่วยเร็ว”
อันนาตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจนทำอะไรไม่ถูก น้ำตาไหลพรากไม่อาจละสายตาไปจากราณีที่ยังคงจ้องกลับมาที่เธอได้
เธอรู้สึกไร้เรี่ยวแรง ขยับไม่ได้ โลกทั้งโลกหมุนโคลงเคลงเธอหายใจเข้าแทบไม่ได้แล้ว อาการของโรคหืดหอบที่เธอเคยเป็คงกำลังเริ่มขึ้นเธอรู้สึกถึงเสียงวื๊ดในลำคอที่แสดงว่ามันกำลังตีบลงเรื่อยๆ เธอรีบควานหายาพ่นแก้หอบหืดในกระเป๋ากระโปรงแต่ก็หาไม่พบ
อันนาพยายามทรงตัวนั่ง นี่มันเื่อะไรกัน เกิดอะไรขึ้นราณีตายแล้วจริงๆ เหรอ ในสมองเธอคิดวนไปมา ฉันทิ้งราณี...ฉันทิ้งให้ราณีตายอย่างโดดเดี่ยว
อันนาปล่อยโฮออกมา ภาพต่างๆ รอบตัวเลือนรางลงเหมือนอยู่ในฝันร้ายท้องไส้ปั่นป่วนไปหมด เธอรู้สึกเวียนหัวอย่างรุนแรงกะทันหันจนต้องหันไปอาเจียนลงที่พื้นข้างๆ ตัว ก่อนจะหมดสติไปในที่สุด
เด็กสาวได้สติขึ้นมาอีกครั้งในห้องสีขาวสะอาด คนแรกที่เธอลืมตาขึ้นมาเห็นคือแม่ที่กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นต่อมาคือพ่อที่ยืนอยู่อีกด้านของเตียง ดวงตาแดงก่ำ
“หมอครับ น้องสาวผมฟื้นแล้วครับ พยาบาลครับ” เสียงพี่โอะโอยู่ไม่ไกล
“อันนา เป็ยังไงบ้างลูก ปวดหัวเวียนหัวไหม หายใจสะดวกหรือเปล่า”
พอแม่ถามถึงเื่หายใจ เด็กสาวถึงเพิ่งรู้สึกได้ว่ามีหน้ากากออกซิเจนครอบที่ปากและจมูกของเธออยู่เธอสูดหายใจเข้าจนเต็มปอด แล้วค่อยๆ ผ่อนออกมาหลังจากนั้นเธอรู้สึกเจ็บแปลบที่หลังมือด้านขวาเมื่อยกขึ้นดูก็เห็นเข็มน้ำเกลือเสียบติดอยู่ตรงนั้น
ส่วนมือด้านซ้ายเธอรู้สึกชา รู้สึกถึงอาการบวมเหมือนกับว่ามันขยายใหญ่ขึ้นอีกหลายเท่าเธอยกมันขึ้นดูและเห็นว่ามีผ้าพันแผลพันอยู่ทั้งมือ
อันนาลองยืดแล้วกำมือนิ้วอื่นใช้การได้ตามปกติแต่เธอไม่สามารถกระดิกนิ้วก้อยได้นิ้วก้อยมือซ้ายชามากจนเหมือนขาดหายออกไป
“หมอเขาเข้าเฝือกนิ้วก้อยลูกไว้ เพราะกระดูกหัก ตอนนี้ยังขยับมากไม่ได้นะจ๊ะ”แม่พูดพลางสะอื้นเบาๆ “อีกสักเดือนก็คงหายสนิทแล้วละจ้ะ”
เด็กสาวรู้สึกงุนงงกับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น หลังจากนั้นค่อยๆเรียบเรียงเื่ราวที่เกิดขึ้นอีกครั้ง ภาพของราณีนอนจมกองเืปรากฏขึ้นมาในสมองภาพที่ราณีใช้ริบบิ้นสีน้ำเงินผูกเข้ากับนิ้วก้อยมือซ้ายของเธอ และเสียงนับ 1-10 ของราณี
ใช่ๆ อันนาบอกตัวเองภาพราณีกระแทกพื้นอย่างแรงจนเืสาดกระจายเป็วงกว้าง แขนขาบิดเบี้ยวไม่ได้รูปมีกระดูกโปนขาวทะลุโผล่ออกมาจากหัวเข่า ราณีสำลักเืสดๆจำนวนมากออกมาจากทั้งทางปากและจมูก ก่อนที่จะแน่นิ่งไปภาพที่ดวงตาของราณีเบิกค้างกว้าง ยังคงจับจ้องมาที่อันนาและมือข้างที่ผูกริบบิ้นไว้ที่นิ้วก้อยกำแน่น อันนาไม่มีทางลืม!!
อันนาพยายามหลอกตัวเองว่านี่อาจจะเป็เพียงฝันร้ายเธอมองหน้าแม่ที่ยืนร้องไห้อยู่ข้างๆ แล้วพูดผ่านที่ครอบปาก “แม่คะ ราณีล่ะคะ ราณีอยู่ที่ไหน”
ตอนนั้นพี่โอที่ออกไปตามหมอ เดินกลับเข้ามาพอดีทั้งหมอและพยาบาลวุ่นวายอยู่กับตัวเลขในเครื่องมือแพทย์ที่ต่อเข้ากับปลายนิ้วอันนาแล้วถาม
“เป็ยังไงบ้างครับ ตอนนี้หายใจสะดวกไหม” คุณหมอถาม
อันนาพยักหน้า พูดอู้อี้ผ่านที่ครอบปาก “สะดวกค่ะ ดีขึ้นแล้ว”
“พยายามพักผ่อนมากๆ นะ อย่าเพิ่งทำอะไรที่ต้องออกแรงเยอะๆ” หลังจากนั้นหมอเ้าของไข้ของอันนาก็ขอตัวออกไปและขอคุยกับพ่อแม่ของเธอที่ห้องแพทย์
เมื่อในห้องเหลือเพียงโอและอันนาโอก็เดินมาข้างเตียงของน้องสาวแล้วถามขึ้นด้วยน้ำตาคลอและเสียงสั่นเครือ “อันนา นี่มันเื่อะไรกัน อันนาบอกพี่ซิมันเกิดอะไรขึ้น ระหว่างน้องกับราณีเกิดอะไรขึ้น เล่าให้พี่ฟังทีเถอะ”
เด็กสาวพยายามเรียบเรียงสิ่งที่เกิดขึ้นในสมองแต่ความทรงจำเลือนรางสับสน จับต้นชนปลายไม่ถูกพอดีที่เสียงโทรศัพท์มือถือของโอดังขึ้น
“อ๊ะ หมอบอกไว้ว่าอย่าใช้โทรศัพท์ในห้องนี้เพราะคลื่นอาจจะรบกวนเครื่องมือแพทย์งั้นเดี๋ยวพี่ออกไปโทรศัพท์แป๊บนึงนะอันนา” เด็กหนุ่มว่าแล้วก็รีบก้าวออกไปจากห้องปล่อยให้อันนาอยู่ในความเงียบของห้องพักผู้ป่วยตามลำพัง
เด็กสาวนอนหายใจหอบเหนื่อย รู้สึกง่วงและเพลียเป็อย่างมากเธอคิดว่าอาจจะเป็เพราะฤทธิ์ยา ก่อนหน้านี้ตอนเด็กๆ เธอเคยมีอาการหอบหืดกำเริบขั้นรุนแรงจนพ่อแม่ต้องหามส่งโรงพยาบาลแบบนี้เหมือนกันตอนนั้นอาการเธอหนักถึงกับต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ แต่ตอนนี้คงไม่ถึงขนาดนั้น
อันนารู้สึกว่าหนังตาของเธอหนักขึ้นเรื่อยๆเธอง่วงนอนมาก เสียงติ๊ดๆของเครื่องวัดอะไรต่อมิอะไรดังอยู่ข้างเตียงเป็ระยะ ในภวังค์ที่แสนสับสนอันนาไม่แน่ใจแล้วว่าเื่ที่เกิดขึ้นกับเธอและราณีบนดาดฟ้าเป็เื่จริงหรือเป็เพียงฝันร้ายของเธอเอง
ในความพร่าเบลอทั้งสติและสายตา อันนารู้สึกหนาวขึ้นมากะทันหันความเย็นฉับพลันแทรกลึกผ่านผิวเนื้อเข้าไปถึงกระดูกจนตัวสั่นสะท้านเด็กสาวควานมือหาผ้าห่มแต่ก็หาไม่พบ
ต่อมาเธอได้ยินเสียงเหมือนคนกำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นเบาๆอยู่ไกลๆและค่อยๆดังขึ้น
อันนาขยี้ตา พยายามเขม่นมองปรับสายตาให้ชัด เธอเห็นร่างคนรางๆมานั่งอยู่ตรงโซฟาปลายเตียง คนคนนั้นใส่ชุดนักเรียน ม.ต้น ผมดำสนิทถักเปียสองข้างผิวซีดขาวจัด นั่งก้มหน้านิ่งอยู่
อันนาใจชื้นขึ้นทันที ร่างนั้นเด็กสาวคุ้นเคยเป็อย่างยิ่งเพื่อนรักของเธอนั่นเอง !
“ราณี! ราณีจริงๆด้วย ราณี” อันนาร้องเรียกผ่านที่ครอบปากให้ออกซิเจนเสียงอู้อี้
ร่างตรงหน้ายังคงนั่งก้มหน้านิ่งไม่ขยับเขยื้อนเด็กสาวจึงยกมือขึ้นดึงที่ครอบปากออกจากใบหน้าตัวเองแล้วร้องเรียกอีกครั้ง “ราณี ได้ยินไหม เธอมาเยี่ยมฉันเหรอฉันเป็ห่วงเธอแทบแย่ ฉันฝันร้าย ราณี”
เมื่อเห็นว่าราณีไม่ขยับ อันนาจึงค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งร้องเรียกอีกครั้ง “ราณีเธอเป็อะไรหรือเปล่า”
สายน้ำเกลือที่ข้อมือขวาถูกรั้งให้ตึงเด็กสาวเจ็บแปลบที่หลังมือจึงก้มดู เห็นเืสีแดงคล้ำของตนค่อยๆไหลย้อนเข้าไปในสาย “โอ๊ยตายละ”