ผู้มาใหม่จากหมู่บ้านจิ้งซานทั้งแปดคนล้วนผ่านการทดสอบงานทั้งหมด หลินซ่งสวินซึ่งบัดนี้เป็องครักษ์เต็มตัวออกร่วมขบวนแลกเปลี่ยนสินค้าสกุลหลินไปครบทั้ง 8 หมู่บ้านแล้ว
กำหนดนัดหมายการทำการค้าของแต่ละหมู่บ้านจะมีระยะห่างกัน 1 เดือน เขาใช้เวลาแปดเดือนอยู่นอกจวนเป็ส่วนใหญ่ เวลาสี่เดือนที่เหลือก็จะกลับมาฝึกฝนเพื่อยกระดับขอบเขต ตลอดแปดเดือนที่ผ่านมา จากที่ฟื้นฟูร่างกายมาก่อนแล้วได้กินอาหารดีๆ ออกไปข้างนอกก็ได้ฝึกฝนไปด้วย หลินซ่งสวินยิ่งอยู่ยิ่งบึกบึน น่าเกรงขาม รวมกับหน้าตาที่เรียบนิ่งไร้ความรู้สึกเกือบจะตลอดเวลาด้วยแล้ว ยิ่งดูดุดัน น่ากลัว
“อาหนิงมาหาพี่ใหญ่เร็ว” หลินซ่งสวินกวักมือะโเรียกน้องสาวตัวน้อยั้แ่ยังเดินเข้ามาไม่ถึงเรือนพัก
“พี่ใหญ่กลับมาแล้ว!!” เด็กหญิงะโออกมาอย่างดีใจวิ่งไปหาพี่ชายคนโต
“เด็กดี คิดถึงพี่ใหญ่หรือไม่ ครั้งนี้พี่เพิ่งกลับมาจากหมู่บ้านจิ้งซานเลยนะ เอ้านี่…พี่สาวซานซานของเ้าฝากจดหมายมาให้” หลินซ่งสวินหยิบจดหมายจากในอกเสื้อส่งให้น้องสาวตัวเล็ก
“ข้าคิดถึงพี่ใหญ่มากเลยเ้าค่ะ พี่ใหญ่ท่านลุงหลี่กับท่านป้าเหลียนสบายดีหรือไม่เ้าคะ”
“ดี ทุกคนสบายดีกันมากเลย ผลผลิตจากหมู่บ้านจิ้งซานรอบนี้ก็มีมากขึ้นด้วยทุกคนล้วนแล้วแต่มีความสุข”
“ข้าดีใจจังเลยเ้าค่ะ พี่ใหญ่ไปอาบน้ำพักผ่อนก่อนเถิด ข้าก็จะต้องไปสอนที่ชั้นเรียนเพาะปลูกแล้วเ้าค่ะ ตอนเย็นท่านต้องอยู่คุยกับข้าก่อนนะเ้าคะ ห้ามหนีไปไหน” เด็กหญิงร้องสั่งพี่ชายอย่างน่าเอ็นดู
ชั้นเรียนสมุนไพร
หลินหนิงชินในเวลานี้ว่างมากขึ้นแล้ว ขั้นตอนการเพาะปลูกต่างๆ สอนไปจนครบแล้ว เหลือเพียงรอเวลาให้มีสมุนไพรมากพอ นางก็จะเริ่มเปิดชั้นเรียนหลอมโอสถต่อไปได้
‘ตอนนี้สมุนไพรก็กำลังจะทยอยส่งกลับมา จากนั้นก็เริ่มหลอมโอสถ ส่งออกไปทำการค้า วันเวลาอันแสนสุขสบายของข้ากำลังใกล้เข้ามาแล้ว’นางคิดในใจ
“ก็เป็เช่นนี้ไม่ใช่หรือ ทะลุมิติ เพาะปลูก ค้าขาย ร่ำรวย สุขสบาย สูตรสำเร็จของตัวเอกในนิยาย”
หลินชินหนิง บัดเดี๋ยวหัวเราะ บัดเดี๋ยวเอียงคอยกยิ้ม พึมพำอยู่คนเดียว เพ้อฝันถึงชีวิตอันแสนสุขสบายในอนาคตด้วยท่าทีร่าเริงสดใสน่าเอ็นดูทำให้เอาเหล่า “ศิษย์” ที่กำลังศึกษาสมุนไพรกันอยู่มองตามกันตาลอย อาจารย์ตัวน้อยของพวกเขา “น่ารักเกินไปแล้วจริงๆ”
..........
ข้าวปราณที่ขนส่งมาจากหมู่บ้านจิ้งซาน ล้วนแล้วแต่นำมาใช้เป็อาหารสำหรับคนในตระกูลทั้งหมด ส่วนที่จะเอาไปทำการค้าล้วนแล้วแต่เป็ข้าวปราณที่ส่งมาจากอีกเจ็ดหมู่บ้าน เพราะข้าวปราณที่มาจากหมู่บ้านจิ้งซานเป็ข้าวปราณมีคุณภาพดี ปริมาณพลังปราณในข้าวมีมากกว่าข้าวจากที่เก็บเกี่ยวจากพื้นที่อื่นอย่างเห็นได้ชัด
“ราคาข้าวปราณตอนนี้ ขายอยู่ที่ชั่งละ 80 เหรียญทองแดง แต่ดูจากคุณภาพข้าวปราณของหมู่บ้านจิ้งซานแล้ว พวกเราสามารถตั้งราคาขายได้ถึงชั่งละ 100 เหรียญทองแดงเลยทีเดียวนะ” หลินโจวิ่รองผู้นำตระกูลออกความคิดเห็น
“หากมีคนซักถามถึงที่มาของ ผลผลิตที่มีคุณภาพดีเช่นนี้ขึ้นมาเล่า”
“ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนต่างได้ยินข่าวลือว่าเราขุดพบตำราโบราณได้หรอกหรือ พวกเขาอาจโยงไปว่าพวกเราคงมีสูตรลับเพื่อเพิ่มผลผลิต” หลินตงกล่าว
“เื่นี้ข้าว่าเสี่ยงเกินไป หากมีคนรู้ว่าหมู่บ้านจิ้งซานผลิตข้าวปราณคุณภาพสูงได้ อาจเกิดอันตรายกับหมู่บ้านจิ้งซาน เก็บเื่นี้ไว้ก่อนดีกว่า”
ผู้นำตระกูลหลินเป็คนมีจิตใจเมตตาและเปี่ยมด้วยคุณธรรม ในขณะที่ผู้คนต่างดิ้นรนหาเลี้ยงชีพด้วยความยากลำบาก เขาไม่คิดจะฉวยโอกาสทำการค้าจากพรที่ได้รับมาโดยไม่คาดฝันเช่นนี้
บ่อน้ำทุกบ่อในหมู่บ้านจิ้งซาน จู่ ๆ ก็ผลิตพลังปราณจำนวนมากขึ้นมาได้ พวกเขาไม่ได้ลงแรงออกเงินใดๆ ไม่อยากคิดหากำไรจากผู้อื่นมากนัก สุดท้ายการประชุมร่วมกันในครั้งนี้จึงได้ข้อสรุปว่า ให้เก็บข้าวปราณคุณภาพดีเหล่านี้ไว้ให้กับคนในตระกูลบริโภคเท่านั้น
เร่งสนับสนุนผู้ฝึกยุทธ์ให้ยกระดับขอบเขตการฝึกฝนก่อน ในอนาคตพวกเขายังมีการค้าโอสถที่จะขยายตัวเพิ่มขึ้นยังคงต้องให้คนในสกุลแข็งแกร่งมากขึ้นเข้าไว้เป็การดีที่สุด
..........
ในที่สุดสมุนไพรชนิดใหม่ที่ส่งไปเพาะปลูกตามหมู่บ้านทั้ง 8 แห่งก็ถูกขนส่งเข้ามา หลินหนิงชินจึงมอบตำรับโอสถสองชนิดให้กับท่านปู่ใหญ่
“นี่เป็ตำรับโอสถชื่อว่า ดั่งขุนเขา เป็โอสถเพิ่มความแข็งแกร่งของร่างกายล้วน ๆ ไม่เกี่ยวกับการเพิ่มปราณ เป็โอสถระดับสามเ้าค่ะ
ส่วนนี่เรียกว่า วาโยศักดิ์สิทธิ์ ยามที่ผู้ใช้กำลังต่อสู้แล้วหมดพลังปราณ หากกินโอสถนี้ก็จะสามารถเพิ่มลมปราณมาใช้ได้ในระยะสั้นๆ ทั้งยังมีโอกาสที่จะใช้ปราณที่ได้มาในการหลบหนีเพื่อรอดชีวิตได้ เป็โอสถระดับสามเช่นกันเ้าค่ะ"
“โอสถระดับสามเช่นนั้นหรือ โอ..เด็กน้อยหากโอสถสองชนิดนี้ถูกนำออกไปจำหน่าย หอโอสถสกุลหลินของเราจะมีชื่อเสียงไม่น้อยเลยทีเดียว” หลินลี่หยางตื่นเต้นมาก หลานสาวตัวน้อยผู้นี้ช่างนำความสุขมาให้เขาจริงๆ
เมื่อสมุนไพรพร้อม สูตรยาพร้อม หลินลี่หยางก็ปิดด่านหลอมโอสถทันทีด้วยความตื่นเต้น ไม่แน่ว่าการได้หลอมโอสถชนิดใหม่ๆจะเพิ่มโอกาสการยกระดับขั้นของเขาได้ด้วย
ส่วนสมุนไพรอื่นๆ ส่วนหนึ่งแบ่งไว้ สำหรับศิษย์ทั้ง 22 คน เพื่อใช้ฝึกหลอมโอสถ อีกส่วนหนึ่งหลินหนิงชินกับท่านลุงหลีเหว่ยใช้หลอมโอสถที่เคยมีวางขายอยู่ในหอโอสถเพิ่มมากขึ้น
“หนิงชิน วิธีการหลอมของเ้าช่างแปลกประหลาดนัก แต่กลับได้ผลยอดเยี่ยม” หลินหลีเหว่ยชมเชยเด็กหญิงด้วยความจริงใจ โอสถที่หลินหนิงชินหลอมออกมาได้ล้วนเป็โอสถขั้นสูงทั้งหมด
“น่าจะเป็เื่ลำดับขั้นตอน การหลอมและการควบคุมไฟเ้าค่ะ เพียงแค่ขั้นตอนเล็กๆน้อยๆ เหล่านี้ กลับมีส่วนทำให้ระดับคุณภาพของโอสถแตกต่างกันออกไป ท่านลุง เช่นนั้นยามข้าหลอมโอสถ ท่านลองเข้ามาศึกษาวิธีของข้าด้วยดีกว่าเ้าค่ะ” เด็กหญิงตอบผู้สูงวัยกว่าด้วยท่าทีจริงจัง
“ดีๆ จริงอย่างที่เ้าว่า การบอกกล่าวหรืออ่านจากตำราย่อมไม่สู้เห็นด้วยตา วิธีการหลอมโอสถของเ้าข้าเองก็ยังไม่เคยเห็น เช่นนั้นคราวหน้าเ้าก็มาเรียกข้าหน่อยแล้วกันเด็กน้อย”
หลินหนิงชินย่อมเต็มใจอยู่แล้ว การฝึกผู้หลอมโอสถรุ่นใหม่ขึ้นมานางไม่สามารถทำได้เพียงคนเดียวไปตลอด การสนับสนุนให้ท่านปู่ใหญ่และท่านลุงหลีเหว่ย ยกระดับการฝึกฝนย่อมเป็ตัวเลือกแรกๆ ที่ควรทำ
..........
สองเดือนต่อมาหอโอสถสกุลหลินมีการเปลี่ยนแปลงไป โอสถที่นำมาจำหน่ายยังคงมีเหมือนเดิมแต่เพิ่มคุณภาพโอสถขึ้นมาแทน โอสถเสริมปราณ ระดับ1 และ ระดับ2 ขั้นต่ำ กลาง สูง มีครบทุกขั้น โอสถสลายอัคคี โอสถห้ามเื ทุกๆอย่าง ล้วนเพิ่มคุณภาพของเม็ดโอสถขึ้นมาทั้งสิ้น การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เรียกเสียงฮือฮาจากผู้ฝึกปราณจำนวนไม่น้อย ที่อยากได้โอสถขั้นสูงขึ้นไปใช้กับการฝึกฝนของตน
และแน่นอนว่าทุกอย่างนี้คนสกุลหลินั้แ่บนยันล่าง ล้วนแล้วแต่ส่งคำชื่นชมไปยังเด็กน้อยหลินหนิงชิงเพียงผู้เดียว ผู้นำตระกูลยังมอบรางวัลให้นางอีกไม่น้อย จนกลายเป็เด็กหญิงที่ร่ำรวยที่สุดในสกุล
“พี่รอง ข้าจะไปที่โรงเตี๊ยมกับอาหญิงและพี่ซูเม่ยเ้าค่ะ พี่รองไปกับข้าด้วยได้หรือไม่” เด็กหญิงอ้อนพี่ชายเสียงหวาน ใช่สิหากพี่ชายนางไม่ไป ท่านแม่คงไม่อนุญาตให้นางไปกันลำพังเพียงสตรีแน่
“เ้ามีเงินเท่าไร”
หลินหนิงชิน “----- ข้าจะซื้อทุกอย่างที่ท่านอยากกิน!!”
“เช่นนั้นก็ตกลง” หลินซ่งอวี้อดไม่ได้จริงๆ เขาอยากกินอาหารทุกอย่าง ไม่สนหรอกจะมีพลังปราณหรือไม่มี เขาชอบเวลาที่ท้องอิ่มที่สุดแล้ว
พวกเขาเลือกที่จะจะไปกินอาหารที่โรงเตี๊ยมซึ่งเป็กิจการของตระกูลหลิน ที่ชั้นล่างของโรงเตี๊ยมมีโต๊ะอาหารขนาดใหญ่โต๊ะหนึ่ง มีผู้ฝึกปราณ 7 คนนั่งล้อมวงกินอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อย เสื้อผ้าของพวกเขาดูแปลกตาอยู่บ้าง ดูท่าทางจะเป็ผู้ฝึกปราณจากต่างเมือง
“คราก่อนข้าไปล่าสัตว์อสูรได้รับาเ็ ดีว่าพกโอสถขั้นสูงที่ซื้อจากหอโอสถสกุลหลินไปด้วย ไม่เช่นนั้นคงไม่รอดชีวิตกลับมาได้ ครั้งนี้ข้าคิดจะซื้อไปมากหน่อยอยากเอาไปฝากญาติพี่น้องข้าด้วย”
“ไอหย๋า…เมืองเซินถูบ้านญาติของเ้าไม่มีหอโอสถหรือไร”
“เ้ามันหูตาคับแคบยิ่งนัก 3-4 เมืองรอบๆนี้ ที่ข้ารู้ไม่มีหอโอสถสักที่ หากจะมีอีกทีต้องไปสำนักเย้าเตียนที่อยู่ห่างไกลนู่นแหล่ะ”
“เมืองอื่น นักหลอมโอสถก็อยู่แต่ในสกุลใหญ่ๆ แค่หลอมโอสถให้คนในตระกูลก็มือไม่ว่างกันแล้ว”
“เหอะ พวกเขาเห็นแก่ตัวกันล่ะไม่ว่า สนับสนุนแต่คนในตระกูลให้แข็งแกร่ง ยิ่งแข็งแกร่งก็ยิ่งเป็ใหญ่เหนือผู้อื่น”
“พวกเราก็อย่าได้พูดอะไร มากความไปเลย ทำเื่ของเราให้ดีก็พอ ครั้งนี้ข้ามาเมืองเป่ยถังก็คิดจะหาซื้อโอสถติดตัวไปให้มากหน่อยเท่านั้น เื่ผู้อื่นข้าไม่อยากฟังแล้ว”
หลินหนิงชิน นั่งกินอาหารในโรงเตี๊ยมอยู่กับเหล่าพี่น้อง พลางฟังเสียงสถานการณ์จากคำพูดของคนที่อยู่รอบๆไปด้วย นี่เป็ความเคยชินั้แ่เมื่อครั้งที่อยู่ที่หมู่บ้านจิ้งซาน ตอนนั้นนางเพิ่งมาใหม่ๆ ไม่รู้เื่รอบตัวมากนักจึงต้องฟังให้มาก
นางคิดว่าตนเองยังเห็นโลกน้อยเกินไป ยังมีพื้นที่อีกหลายแห่งที่นางยังไม่เคยออกไปสำรวจ แต่อย่างไรก็ต้องเริ่มจากสร้างฐานกำลังของคนในครอบครัวและสกุลหลินให้แข็งแกร่งก่อนเพื่อเป็กำลังหลักให้กับตนเอง
ยามนี้นางยังไม่ได้เปิดเผยตัวตนในฐานะผู้หลอมโอสถ ผู้คนที่ผ่านไปมาไม่มีใครรู้จักนาง พวกเขาเห็นเพียงหนูน้อยหน้าตางดงามน่ารักน่าเอ็นดูเป็อย่างยิ่ง จนอดหันมามองซ้ำกันบ่อยๆไม่ได้
“หนิงชิน เ้าจะเข้าไปที่หอโอสถหรือไม่ ั้แ่มาถึงตระกูลหลิน ข้ายังไม่เคยเห็นเ้าไปที่หอโอสถเลยสักครั้ง” หลินซูเม่ย เด็กสาวอายุ 14 ปี ที่มาจากหมู่บ้านจิ้งซานเอ่ยถาม
หลินซูเม่ยนางเองตอนนี้ก็นับเป็ “ศิษย์” ของเด็กหญิงตรงหน้านี้ด้วยแล้ว รวมทั้งท่านอาหญิงหลินเหม่ยเจวี๋ยด้วยเช่นกัน นางอายุ 19 ปี ก่อนหน้านี้คิดว่าอีกไม่นานตนเองก็ต้องแต่งออกจากสกุลหลินไป จึงไม่ได้สนใจฝึกฝนวิชายุทธ์เท่าไร การปรากฏตัวของหลินหนิงชิน พร้อมกับการเปิดรับศิษย์เพื่อฝึกฝนการเป็ผู้หลอมโอสถทำให้หลินเหม่ยเจวี๋ยเลิกล้มความคิดที่จะแต่งงานออกไป หากมีหนทางช่วยเหลือตระกูลนางเต็มใจทำ
“ไม่ไปหรอกเ้าค่ะ พวกท่านไม่เห็นหรือ ว่าข้าเหน็ดเหนื่อยจะแย่อยู่แล้ว กลับไปยังต้องหลอมโอสถเพิ่มอีกด้วย” นางลากเสียงยาว ตัดพ้อเบาๆ
“คนทั่วทั้งเมืองต่างพูดถึงเื่ของเ้า แต่เ้ากลับเก็บเนื้อเก็บตัวไม่ให้ผู้ใดพบ แปลกประหลาดจริงเชียว”
“ข้าไม่ได้ตั้งใจปกปิดหรอกเ้าค่ะอาหญิง ข้าเพียงแค่ี้เีพูดคุยกับผู้อื่นเท่านั้น”
ทุกคน “ --------” พวกเราไม่นับเป็ “ผู้อื่น” ใช่หรือไม่เด็กน้อย