ตอนที่ 18 ศิลาเนตรสวรรค์
การทดสอบวิญญาณยุทธ์จบลง จากรุ่นเยาว์ที่เข้าร่วมกว่าพันคนมีผู้ผ่านเข้าสู่รอบสองเพียงสี่ร้อยยี่สิบสองคนเท่านั้น “ต่อไปเป็นการทดสอบรอบที่สอง ตรวจสอบพรสวรรค์ด้านการฝึกยุทธ์ เกณฑ์การผ่านคือห้าดาว” เมิ่งกู่กล่าวขึ้นเมื่อเห็นว่าผู้ไม่ผ่านการทดสอบรอบแรกออกจากลานไปหมดแล้ว การทดสอบที่สองเป็นการทดสอบพรสวรรค์โดยใช้ศิลาเนตรสวรรค์เป็นตัวชี้วัด บนศิลาเนตรสวรรค์จะมีผลึกรูปดาวอยู่ทั้งหมดเก้าดวง พรสวรรค์จะถูกชี้วัดจากการทำให้เกิดแสงสว่างที่ผึกดาวโดยแบ่งตั้งแต่หนึ่งดาวถึงเก้าดาว “ใครจะเป็นคนแรก?” เมิ่งกู่กล่าวถาม “ข้ามู่เสียน ขอทดสอบเป็นคนแรก” มู่เสียนก้าวออกมาด้านหน้าด้วยท่าทางมั่นใจ ในรอบแรกเขาถูกสะกดข่มจากมู่เฉินจนหมดสิ้น รอบนี้เขาจะต้องกู้คืนหน้าตากลับมาให้ได้ มู่เสียนเดินตรงไปเบื้องหน้าศิลาเนตรสวรรค์ จากนั้นประกบฝ่ามือเข้ากับศิลาพร้อมกับส่งปราณเข้าไปด้านใน ทันทีที่ปราณมู่เสียนเข้าไปด้านในศิลา ผลึกรูปดาวเริ่มสว่างทีละดวงจนมาจบที่เจ็ดดวงในที่สุด “ดีมาก เจ้ามีพรสวรรค์ระดับเจ็ดดาว” เมิ่งกู่กล่าวชื่นชม มู่เสียนประกบมือคาระวะอย่างสุภาพจากนั้นหมุนตัวมามองมู่เฉินพร้อมกับส่งสายตาเย้ยหยันอย่างผู้ชนะ ‘ครั้งนี้เจ้าไม่มีทางจะเหนือกว่าข้าได้’ มู่เสียนคิดในใจ ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใดที่มู่เสียนจะรู้สึกเหมือนผู้ชนะ ระดับเจ็ดดาวถือว่าเป็นระดับพรสวรรค์ที่สูงมาก ตั้งแต่ก่อตั้งสำนักมานับพันปีมีเพียงเก้าคนที่อยู่ระดับแปดดาวและสามคนที่อยู่ระดับเก้าดาว หลังจากมู่เสียนหนึ่งร้อยคนต่อมาก็ไม่มีใครถึงระดับเจ็ดดาวอีก ส่วนใหญ่อยู่ระดับห้าดาวและมีหกดาวเพียงยี่สิบคนเท่านั้น “นั่นตู๋กูหยาง เขากำลังจะทดสอบแล้ว” รุ่นเยาว์ผู้หนึ่งกล่าวด้วยแววตาอิจฉาปนเลื่อมใส “ข้าได้ยินผู้อาวุโสคุยกันว่าปีนี้มีห้าคนที่อยู่ระดับกำเนิดขั้นสูงสุด และตู๋กูหยางก็เป็นหนึ่งในนั้น” ชายอีกคนที่ยืนอยู่ด้านข้างเอ่ยขึ้นบ้าง “รอบที่หนึ่งเขาได้แสดงวิญญาณยุทธ์นภาขั้นกลาง รอบนี้เขาต้องได้อย่างน้อยเจ็ดดาวเป็นแน่” เสียงพูดคุยดังแว่วเข้ามา มู่เฉินที่กำลังพูดคุยกับยู่เหยียนอย่างสนุกสนานหันไปมองยังตู๋กูหยางทันที หนึ่งดาว สองดาว........และสุดท้ายจบอยู่ที่แปดดาว เสียงพูดคุยกลายเป็นเงียบกริบ ทุกสายตาจับจ้องไปยังตู๋กูหยางซึ่งกลายเป็นผู้มีพรสวรรค์แปดดาวคนที่สิบของสำนักหลินกวง “แปดดาว!!! เขาต้องเป็นอันดับหนึ่งในปีนี้อย่างแน่นอน” รุ่นเยาว์ตระกูลตู๋กูพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม “มันก็ไม่เสมอไป ยู่เหยียนกับมู่เฉินยังไม่ได้ทดสอบเลย” เด็กหนุ่มด้านข้างกล่าวขัด “เฮอะ!!! ไม่เชื่อข้า เจ้าก็คอยดูแล้วกัน” รุ่นเยาว์ตระกูลตู๋กูตอบกลับอย่างขัดใจ ผู้อาวุโสเมิ่งกู่จ้องตู๋กูหยางอย่างสนใจ แม้รอบแรกเขาจะไม่โดดเด่นมากนักเพราะปรากฏวิญญาณยุทธ์นภาขั้นสูงถึงสองคน แต่ในรอบที่สองนี้เขาเปล่งประกายอย่างมาก “ดีเยี่ยม ตู๋กูหยาง อนาคตเจ้าย่อมต้องสดใสอย่างแน่นอน” เมิ่งกู่กล่าวชม “ขอบคุณผู้อาวุโส ข้าจะทำให้ดีที่สุด” ตู๋กูหยางกล่าวอย่างสุภาพ การทดสอบรอบสองดำเนินต่อไป จากนั้นเหตุการณ์น่าสนใจก็เกิดขึ้น นอกจากตู๋กูหยางยังมีอีกสี่คนที่อยู่ระดับแปดดาว สามคนแรกไม่ได้เหนือความคาดหมายเพราะ ชงเตียน ฉีจื่อลั่ว ว่านเจียวล้วนมีวิญญาณยุทธ์นภาขั้นกลางและมีระดับกำเนิดขั้นสูงสุด แต่คนสุดท้ายกลับเป็นมู่หลิงเอ๋อ ที่มีเพียงวิญญาณยุทธ์ปฐพีขั้นสูงและระดับกำเนิดขั้นหกเท่านั้น เสียงพูดคุยดังขึ้นอีกครั้งหลังจากหลิงเอ๋อทดสอบรอบที่สองเสร็จ ถึงกับมีคนกล่าวว่าศิลาเนตรสวรรค์อาจจะเกิดความผิดพลาดขึ้น “เงียบ!!! ศิลาเนตรสวรรค์ไม่เคยผิดพลาด อย่าได้กล่าววาจาสุนัขเช่นนี้อีก หากมีผู้ใดกล้าตั้งข้อสงสัยกับการทดสอบข้าจะโยนมันออกจากเขาจงเหอทันที” เมิ่งกู่ตวาดอย่างหัวเสีย “ยู่เหยียน มู่เฉิน เหลือพวกเจ้าเพียงสองคน ใครจะทดสอบก่อน?” เมิ่งกู่เลิกสนใจท่าทีรุ่นเยาว์คนอื่นแล้วหันมาดำเนินการทดสอบต่อ “ข้าจะทดสอบก่อน” ยู่เหยียนพูดขึ้น นางยกมือขึ้นทดสอบด้วยท่าทีผ่อนคลาย ปานว่าผลที่เกิดขึ้นไม่ได้อยู่ในความสนใจแม้แต่น้อย หนึ่งดาว สองดาว........แสงจากผลึกดวงดาวสว่างขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนถึงดวงที่แปด แต่มันยังไม่จบเพียงแค่นั้น ผลึกดวงดาวที่เก้าค่อยๆส่องแสงออกมาและสว่างจ้าในที่สุด “ระดับสูงสุด พรสวรรค์เก้าดาว....” เมิ่งกู่ถึงกับพูดติดขัด “นางอยู่ระดับเก้าดาว นางเป็นบุคคลที่สี่ตั้งแต่ก่อตั้งสำนัก” “ข้าล่ะอยากรู้ผลของมู่เฉินนัก เป็นไปได้ว่าเขาอาจจะอยู่ระดับเก้าดาวเช่นกัน” “คงต้องรอดู เขากำลังจะทดสอบแล้ว” เสียงพูดคุยชื่นชมดังมาไม่ขาดหู แต่ยู่เหยียนไม่ได้สนใจกับสิ่งเหล่านั้น นางถอยอกมาอยู่ด้านข้างและจ้องมองมายังมู่เฉิน “ถึงเวลาของเจ้าแล้ว อย่าทำให้ข้าผิดหวังล่ะ” นางกล่าวกับมู่เฉินด้วยรอยยิ้มซุกซน “เกรงว่าว่าอาจทำให้เจ้าผิดหวัง ข้ามิได้มีพรสวรรค์มากมายนัก การเติบโตที่ผ่านมาของข้าล้วนได้มาจากการเสี่ยงตายนับครั้งไม่ถ้วน” มู่เฉินตอบกลับ คำพูดมู่เฉินทำให้เมิ่งกู่คิ้วขมวดมุ่น อายุเพียงแค่นี้แต่กลับบอกว่าตนเองเสี่ยงตายนับครั้งไม่ถ้วน เขาเติบโตมาอย่างไร? คือคำถามที่ผุดขึ้นในใจเมิ่งกู่ มู่เฉินไม่ได้สนใจอาการของเมิ่งกู่ เขายกมือขึ้นสัมผัสศิลาเนตรสวรรค์อย่างไร้อารมณ์ หนึ่งดาว สองดาว........สุดท้ายจบลงที่ห้าดาว มู่เฉินมองผลึกทั้งห้าที่ส่องแสงออกมาอย่างเฉยเมย “ฮ่า ฮ่า ฮ่า พรสวรรค์ระดับห้าดาว สวะก็ยังเป็นสวะวันยันค่ำ” มู่เสียนหัวเราะร่าทันทีเมื่อเห็นผลการทดสอบของมู่เฉิน “หลิงเอ๋อ เจ้าคงเห็นแล้วว่ามันไร้พรสวรรค์เพียงใด” มู่เสียนมองไปยังหลิงเอ๋อและกล่าวต่อ “หุบปาก!!!” นางตะโกนด้วยความโกรธ ทุกคนเมื่อเห็นผลการทดสอบของมู่เฉินต่างเต็มไปด้วยความสงสัย เหตุใดพรสวรรค์มู่เฉินต่ำถึงเพียงนี้ “มู่เฉิน มีสิ่งผิดปกติกับเจ้าหรือไม่?” เมิ่งกู่กล่าวถามอย่างสงสัย “เรียนผู้อาวุโส ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ ห้าดาวถือว่าผ่านเกณฑ์ใช่หรือไม่?” มู่เฉินถามกลับ “ใช่ เจ้าผ่านรอบสอง แต่น่าเสียดายที่เจ้าไม่มีโอกาสในการเข้าหอสวรรค์เสินหู่” เมิ่งกู่ตอบ “หอสวรรค์เสินหู่? มันคือสิ่งใด?” มู่เฉินถามอย่างสงสัย “มันเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยโชคชะตาและสมบัติมากมาย สำนักจะอนุญาติให้ศิษย์ใหม่ที่มีพรสวรรค์แปดดาวและเก้าดาวเข้าไปได้หนึ่งครั้ง” เมิ่งกู่อธิบาย หลังจากรับฟัง มู่เฉินเกิดความสนใจทันที หากโชคดีเขาอาจได้พบสิ่งของมีค่าในนั้น “ผู้อาวุโส ข้าขอทดสอบอีกครั้งได้หรือไม่?” มู่เฉินพูดขึ้นพร้อมกับสายตาอ้อนวอน “เจ้าต้องการทดสอบอีกครั้ง?” เมิ่งกู่ถามอย่างสงสัย “เมื่อครู่ข้าจงใจหยุดที่ห้าดาว เพราะไม่ทราบเรื่องหอสวรรค์เสินหู่ ข้าจึงต้องการทดสอบใหม่อีกรอบ” มู่เฉินตอบอย่างตรงไปตรงมา เมื่อครู่เขาจงใจดึงปราณกลับมาเพราะไม่ต้องการเป็นจุดเด่น แต่เมื่อทราบเรื่องหอสวรรค์เสินหู่เขาจึงเปลี่ยนใจ รุ่นเยาว์รอบด้านต่างจ้องมองมาที่เขา นี่มันอวดอ้างเกินจริงไปหรือไม่? “ได้ แต่มีข้อแม้ หากได้ระดับเท่าเดิมข้าจะตัดสิทธิ์เจ้าทันที” เมิ่งกู่ชอบมู่เฉินไม่น้อย แต่เขาเป็นผู้ควบคุมการสอบไม่สามารถเอนเอียงได้จึงต้องตั้งเงื่อนไขที่รุนแรงเช่นนี้ “ข้าเข้าใจ ขอบคุณผู้อาวุโส” มู่เฉินไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย เขาหมุนตัวกลับไปยังศิลาเนตรสวรรค์อย่างใจเย็น ฝ่ามือมู่เฉินประกบศิลาเนตรสวรรค์อีกครั้ง ผลึกดาวส่องสว่างออกมาทีละดวงจนหยุดที่ห้าดวงเช่นเดิม “พี่มู่เฉิน...ท่าน....ไม่จริง” หลิงเอ๋อที่กำลังจ้องมองเผลออุทานออกมา “ข้าบอกเจ้าแล้วว่ามู่เฉินมันแค่คนไร้พรสวรรค์ มันคงมาได้เพียงเท่านี้ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” มู่เสียนกล่าวตอกย้ำทันที มู่เฉินไม่ได้แสดงท่าทีตกใจแต่อย่างใด เขากระตุ้นหัวใจทมิฬ ทันใดนั้นเอง ปราณสีดำเอ่อล้นออกมาและพุ่งผ่านฝ่ามือเขาเข้าไปยังศิลาเนตรสวรรค์ ดวงที่หก ดวงที่เจ็ด แสงสว่างไต่ระดับขึ้นอย่างต่อเนื่องจนมาถึงดวงที่เก้า แต่มันไม่หยุดเพียงแค่นั้น แสงที่ออกมาจากผลึกทั้งเก้าส่องประกายเจิดจ้ามากขึ้นและยังคงเพิ่มขึ้นอย่างไม่สิ้นสุด ปัง!!! ผลึกทั้งเก้าไม่สามารถต้านทานปราณทมิฬได้จนระเบิดออกมาในที่สุด มู่เฉินมองภาพตรงหน้าอย่างตกใจ เขาเป็นคนทำลายศิลาเนตรสวรรค์? “ผู้อาวุโส...ข้า ข้าไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็นเช่นนี้” มู่เฉินรีบกล่าวกับเมิ่งกู่ เมิงกู่ไม่ได้ยินถ้อยคำมู่เฉินแม้แต่น้อย สายตาเขายังคงจับจ้องที่เศษเสี้ยวผลึกทั้งเก้าอย่างเหม่อลอย ไม่เพียงแค่เมิ่งกู่เท่านั้น รุ่นเยาว์รอบด้านล้วนตกอยู่ในความเงียบงันเช่นกัน “ผู้อาวุโส ข้าขออภัยกับสิ่งที่เกิดขึ้น ภายภาคหน้าข้าจะชดใช้คืนให้แก่สำนักอย่างแน่นอน” มู่เฉินกล่าวต่ออย่างร้อยรน “ไม่ ไม่ต้องทำเช่นนั้น เจ้าผ่านการทดสอบด้วยระดับ...เอ่อ...เก้าดาว ดังนั้นหากผ่านรอบที่สามไปได้เจ้าจะได้รับโอกาสในการเข้าไปยังหอสวรรค์เสิ่นหู่” เมิ่งกู่ตอบกลับอย่างติดๆขัดๆ สิ่งที่เมิ่งกู่ประกาศส่งผลให้เกิดคลื่นลมในหมู่รุ่นเยาว์ทันที แม้ทุกคนจะเห็นว่ามีแสงสว่างออกมาทั้งเก้าดวงแต่มู่เฉินทำลายศอลาเนตรสวรรค์เหตุใดเขาไม่ถูกลงโทษจากสำนัก “ผู้อาวุโส มู่เฉินทำลายศิลาเนตรสวรรค์ เหตุใดไม่มีการลงโทษ?” มู่เสียนกล่าวขึ้น “ข้าจะลงโทษหรือไม่ มันเกี่ยวข้องอันใดกับเจ้า หากไม่พอใจกับการตัดสิน เจ้าสามารถจากไปได้ตลอดเวลา” เมิ่งกู่ตอบกลับ มู่เสียนถึงกับหน้าชาทันที เขาไม่คาดคิดว่าผู้อาวุโสเมิ่งกู่จะเอนเอียงไปทางมู่เฉินเช่นนี้ “ขออภัยผู้อาวุโส” มู่เสียนกล่าวอย่างหม่นหมอง รุ่นเยาว์ที่กำลังจะกล่าวโทษมู่เฉินเช่นเดียวกับที่มู่เสียนทำพลันกลืนคำพูดลงคอทันที สิ่งที่ผู้อาวุโสเมิ่งกู่กล่าวมันบ่งบอกชัดเจนว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงคำตัดสิน จบการทดสอบรอบที่สอง รุ่นเยาว์กว่าร้อยคนไม่ผ่านเกณฑ์ทำให้เหลือผู้ที่จะเข้าทดสอบรอบที่สามเพียงสองร้อยเก้าคนเท่านั้น “การทดสอบรอบสุดท้ายจะเป็นการทดสอบทักษะยุทธ์” เมิ่งกู่ไม่รอให้เสียเวลา หลังจากรุ่นเยาว์เงียบลงเขาก็กล่าวถึงการทดสอบรอบสามทันที การทดสอบรอบสามเป็นการวัดทักษะโจมตีและการป้องกัน โดยเมิ่งกู่จะเป็นผู้ทดสอบด้วยตัวเอง ครั้งแรกผู้ทดสอบเป็นฝ่ายป้องกัน ครั้งที่สองจะให้ผู้ทดสอบเป็นฝ่ายโจมตี “พวกเจ้าจะต้องใช้ทักษะโจมตีและป้องกันที่ดีที่สุด อย่าได้ออมแรงเด็ดขาด?” เมิ่งกู่กล่าวต่อ “ทดสอบการป้องกันพวกเจ้าต้องถอยหลังไม่เกินสามก้าว ส่วนการโจมตีต้องมีพลังที่สามารถหยุดการก้าวเดินของข้าได้ ที่สำคัญคือพวกเจ้าต้องผ่านทั้งป้องกันและโจมตีจึงจะได้เป็นศิษย์สำนักหลินกวง” เมิ่งกู่กล่าวอย่างเด็ดขาด “รบกวนผู้อาวุโสชี้แนะด้วย” ชงเตียนก้าวออกมาข้างหน้าพร้อมกับกล่าวอย่างสุภาพ ชงเตียนคือหนึ่งในห้าของผู้ที่อยู่ระดับกำเนิดขั้นที่สิบ เขามีรูปร่างสูงใหญ่ มัดกล้ามเนื้อบึกบึนเรียงตัวอย่างสมส่วน บ่งบอกได้ว่าเขาผ่านการฝึกฝนร่างกายมาเป็นอย่างดี “ตั้งรับ” เมิ่งกู่กล่าวเพียงคำสั้นๆ จากนั้นปล่อยหมัดออกไปโดยไม่ได้ใช้กระบวนท่าแม้แต่น้อย หมัดที่ดูธรรมดาแต่กลับแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายแห่งความตายทำให้สัมผัสชงเตียนตื่นตัวทันที “ฝ่ามือกำแพงไร้พ่าย” ชงเตียนตะโกนลั่นพร้อมกับปล่อยทักษะป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุดของเขาออกมา ปัง!!! แรงปะทะส่งร่างชงเตียนเซถอยหลังไปหนึ่งก้าวจากนั้นหยุดนิ่งอย่างมั่นคง “ทักษะป้องกันไม่เลว ต่อไปทักษะโจมตี” เมิ่งกู่กล่าวพร้อมกับยกฝ่ามือขึ้นและก้าวเข้าหาชงเตียน “แปดหมัดปฐพี” ชงเตียนพุ่งเข้าหาเมิ่งกู่อย่างรวดเร็ว แปดหมัดถูกปล่อยออกมาด้วยความเร็วสูงสุด ปัง!!! เท้าขวาที่กำลังก้าวไปด้านหน้าของเมิ่งกู่หยุดชะงักลง พลังโจมตีสามารถหยุดเมิ่งกู่ได้ เขาได้กลายเป็นศิษย์สำนักหลินกวงแล้ว “ชงเตียนผ่านการทดสอบแล้ว” “เขากลายเป็นศิษย์คนแรกของปีนี้” “ได้เวลาของข้าแล้ว” หลังจากเห็นเหตุการณ์ รุ่นเยาว์ที่ดูอยู่ด้านหลังต่างพูดคุยอย่างออกรส บางคนปรากฏไฟต่อสู้อย่างฮึกเหิม แต่บางคนกลายก็เกิดแวววิตกกังวล การทดสอบดำเนินไปอย่างช้าๆ ในรอบที่สามนี้มีผู้ที่ผ่านการทดสอบจำนวนน้อยมาก หากผลการทดสอบดำเนินไปเช่นนี้ คงมีคนที่ผ่านการทดสอบไม่ถึงครึ่งอย่างแน่นอน เป็นไปตามที่ทุกคนคาดการณ์ ผู้ที่ผ่านการทดสอบส่วนใหญ่อยู่ระดับกำเนิดขั้นที่แปดขึ้นไป ตู๋กูหยาง ฉีจื่อลั่ว ว่านเจียว จี้ฟาง จี้เชียนเชียน ยู่เหยียน มู่เสียน มู่หาน ล้วนผ่านการทดสอบอย่างไม่ยากนัก ส่วนผู้ที่อยู่ขั้นหกและเจ็ดเกือบทั้งหมดไม่สามารถต้านทานหมัดของเมิ่งกู่ได้ หากแต่ว่าหลิงเอ๋อที่อยู่ระดับกำเนิดขั้นหกได้สร้างความแปลกใจแก่ผู้คนอีกครั้ง เมื่อนางสามารถผ่านการทดสอบได้อย่างหวุดหวิด “ยินดีด้วย ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าต้องทำได้” มู่เฉินเดินเข้าไปแสดงความยินดีกับหลิงเอ๋อ “ข้าเพียงโชคดีเท่านั้น” หลิงเอ๋อตอบด้วยรอยยิ้ม มู่เสียนยืนมองอยู่ด้านข้างด้วยใบหน้าบึ้งตึง แม้ว่าตอนนี้เขาไม่ได้สนใจหลิงเอ๋อเช่นกาลก่อนแล้วแต่เมื่อเห็นภาพเบื้องหน้ามันช่างขัดใจเขายิ่งนัก “คนสุดท้าย มู่เฉิน” เมิ่งกู่เรียกมู่เฉินด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ภายนอกเมิ่งกู่ดูเฉยเมยแต่ภายในกลับตื่นเต้นอย่างยิ่ง ผลการทดสอบของมู่เฉินทั้งสองรอบที่ผ่านมาล้วนเหนือความคาดหมายของเขา ดังนั้นจึงทำให้เขาอยากรู้ความแข็งแกร่งที่แท้จริงของมู่เฉินในรอบที่สามเป็นอย่างยิ่ง “ตั้งรับ” เมิ่งกู่ใช้การโจมตีด้วยหมัดรูปแบบเดิม มู่เฉินมองหมัดที่พุ่งตรงมายังอกของเขาอย่างสงบนิ่ง เขาไม่ได้ใช้ทักษะป้องกันตรงกันข้ามสิ่งที่เขาทำคือมองหมัดที่เคลื่อนเข้ามาอย่างใจเย็น ท่าทางของมู่เฉินทำให้เมิ่งกู่เริ่มขมวดคิ้ว เหตุใดมู่เฉินไม่ใช้ทักษะป้องกัน? หรือเขายอมรับความพ่ายแพ้ในรอบที่สาม?