ข่าวลือเดินทางไวเหมือนไฟป่าในฤดูแล้ง —จากถนนหน้าโรงเตี๊ยมเมฆอุ่น ไปถึงซุ้มประตูเมืองแล้วกระจายไปตามทางการค้าและลมธรรมชาติในเวลาไม่นานก็พัดผ่านกำแพงหินออกไปไกลถึงยอดเขา
“ถนนที่สะอาดที่สุดในสามภพ”
“ฝ่ามือแห่งความนุ่มนวลสูงสุด!”
“เ้าสำนักผู้ไม่ยึดติดอยู่ที่โรงเตี๊ยมหนึ่งในเมืองชายแดน!”
และเสียงคำนี้ไปถึงหูของผู้หนึ่ง — ผู้ที่ชื่อหวังฉีเ้าสำนักเมฆาั
หวังฉีเป็ชายชราหน้าตาคมเขามีเครายาวขาวเป็ลอนเหมือนเส้นไหมสีเงินที่ปลิวระยิบเมื่อเดินท่าทีของเขาเหมือนดาบที่ถูกลับอย่างพิถีพิถันตลอดสามทศวรรษความเชื่อของเขาชัดเจนและตรงไปตรงมา:
"พลังต้องแข็ง แรงต้องเด็ดขาด ปราณต้องแน่น" —นี่คือคติของสำนักเมฆาัมาเนิ่นนาน
เมื่อคำเล่าลือถึงหูหวังฉี เขาอ่านข่าวแล้วหัวคิ้วกระตุก
คำว่า “ฝ่ามือนุ่ม” “ลูบพื้น” และ “ผ่อนคลาย”ทำให้เืข้างในร่างเกือบจะเดือดพล่านด้วยความไม่เชื่อ
“นั่นมัน…คือการทำลายความยึดติด!” เขาพึมพำกับตนเองแล้วคัดเลือกศิษย์เอกสิบคนขึ้นหลังม้า มุ่งหน้ามาเมืองจิ่นหลิงทันที —ด้วยท่าทีที่โมโหแต่ทรงเกียรติ
เมื่อหวังฉีและศิษย์ทั้งสิบก้าวเข้ามาในบริเวณโรงเตี๊ยมเสียงซุบซิบก็เงียบลงชั่วขณะ แต่เพียงแค่พวกเขาเห็นภาพตรงหน้าทุกคนก็ต้องอ้าปากค้าง
ถนนสะอาดจนเห็นรอยต่อของหินปูพื้นทุกเม็ด ผู้คนกำลังนั่งสมาธิลูบถูพื้นด้วยฝ่ามือ ราวกับกำลังประกอบพิธีกรรมโบราณหลินเทียนยืนเฝ้าประตูท่ามกลางฝูงชนอย่างมั่นคงใบหน้าของเขามีประกายบางอย่างที่ดูเข้มแข็งขึ้น
หวังฉีเดินผ่านฝูงชนด้วยฝีเท้าช้าแต่หนักแน่น เขาพรวดเข้าในโรงเตี๊ยมทันทีโดยไม่รบกวนผู้คนข้างนอกให้มากนักแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยมารยาทแบบผู้มีตำแหน่งสูง
“ขอเข้าคารวะท่านเ้าสำนักผู้ยิ่งใหญ่แห่งเมืองจิ่นหลิง!”
คำพูดถูกเตรียมมาอย่างขึงขังแต่สิ่งที่ตอบกลับมาจากภายในกลับเรียบง่ายเกินคาด
เจียงฟาน เงยหน้าขึ้นจากสมุดบัญชีเพียงเล็กน้อยแล้วตอบด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่ายชัดเจน
“อ้อ…ใครเหรอครับ?”
คำถามสามคำของเขาเหมือนตะปูที่ตอกลงกลางหัวใจหวังฉี —ไม่ใช่เพราะคำหยาบแต่เพราะความเรียบง่ายนั้นถูกตีความว่าเป็ความไม่ยึดติดขั้นสูงสุด
หวังฉีหน้าซีด ความเคารพเปลี่ยนเป็ความตระหนกในพริบเดียว
“ท่านเ้าสำนักผู้ยิ่งใหญ่! ข้าน้อยหวังฉีขอกราบท่านเพื่อรับการชี้แนะ!” เขาทรุดคุกเข่าจนหน้าผากแทบััแผ่นไม้
เจียงฟานแค่มองตัวเลขในสมุดบัญชี
“ระดับาาเซียน? าาอะไรก็ช่างเถอะ…”เขาพึมพำพลางขีดตัวเลขใหม่
หวังฉีฟังแล้วเหมือนถูกตีหัวด้วยหิน
“ระดับาาเซียน…สามสิบปีของข้า…ทั้งหมดเพราะข้าหลงติดความรุนแรง!”
เขาพูดออกมาด้วยความสั่นเครือ เสียงดังพอให้ศิษย์ได้ยินชั่วพริบตาหนึ่งพลังปราณภายในร่างหวังฉีก็เริ่มคลายตัว เหมือนประตูที่ถูกไขออก —และสิ่งที่ตามมาก็ไม่ใช่สิ่งเล็กน้อย
คำว่า “ผ่อนคลาย” ในหูของหวังฉีกลายเป็ปรัชญา
คำว่า “อย่าไปเครียด” ถูกแปลจนกลายเป็สูตรบรรลุเต๋าแบบฉับพลัน
หวังฉีโผเข้าไปก้มกราบเจียงฟานซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความศรัทธาที่เพิ่มพูนเป็อันมาก
“ข้าเข้าใจแล้ว! ข้าตามหาพลังจนลืมสมดุล! ข้าจะละทิ้งความเคร่งครัด!”
เขาพรวดออกไปกลางถนนแล้วสาธิตการ ‘ผ่อนคลาย’ อย่างห้วนๆ —นั่งพับเพียบ หลับตา แล้วถอนหายใจลึก ๆ
และ…ครืนนนน!
พลังปราณสีรุ้งพุ่งพรวดออกจากตัวหวังฉีขึ้นสู่เพดานเมฆ หมอกรอบ ๆขยับรวม ตัว และประกอบเป็วงแหวนเล็ก ๆ เหมือนลูกคลื่นตอบรับ
“ทะลวงแล้ว! าาเซียนแตกแล้ว!” เสียงะโก้องกระจายไปทั่วทั้งผู้ฝึกยุทธ์ในเมืองและศิษย์ของหวังฉีต่างทำหน้าตกตะลึง
ศิษย์ทั้งสิบของหวังฉีไม่รีรอ พวกเขาได้ยินคำสั่ง “ผ่อนคลาย”แล้วปฏิบัติตามทันที — นั่งสมาธิ หมุนลมปราณเบา ๆ และปล่อยให้พลังไหล
แล้วเกิดเื่ที่ไม่น่าเชื่อ —หลายคนทะลวงผ่านระดับที่ติดขัดมานานหลายปีในเวลาไม่กี่อึดใจ!
สำนักเมฆาัทั้งก๊กทั้งแก็งได้รับการยกระดับอย่างรวดเร็วจนบางคนแทบจะต้องเอามือกุมหูเพราะไม่รู้จะรับคติที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันนี้อย่างไร
เจียงฟานยังคงนั่งที่โต๊ะ เขาค่อย ๆ เอามือจุ่มน้ำชาเช็ดมือแล้วบอกด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ว้าว…พวกคุณฝึกได้เร็วดีนะ แค่ผ่อนคลายหน่อยก็ขึ้นระดับแล้วนี่มันก็เหมือนหลักการแค่มนุษย์โลกเลย—งานเสร็จง่ายขึ้นเมื่อไม่เครียด”
คำพูดของเขาไม่ได้มีความหมายลึกซึ้งอะไรเลยในใจเขาแต่สำหรับคนอื่น นั่นคือคัมภีร์แห่งการฝึกสอน
หวังฉีซึ่งยังคงเอาแต่หอบหายใจยกมือขึ้นทำท่าขอบพระคุณอย่างล้นหลาม
“ท่านเ้าสำนักผู้ยิ่งใหญ่! ท่านช่วยชี้ทางให้พวกเราแม้เพียงคำหนึ่งก็เพียงพอ!” เขากล่าวแล้วก็เริ่มร้องไห้ด้วยความปลื้มปิติเล็ก ๆ
ศิษย์วัยหนุ่มของหวังฉีข้าง ๆ กระซิบกับเพื่อนว่า
“ถ้าระดับขึ้นได้ง่ายขนาดนี้ เราจะไม่ต้องกินยาจีนแพง ๆ อีกแล้วนะ!”
อีกคนหัวเราะ “ใช่ แค่พักผ่อนให้พอ แล้วอย่าลืมทานข้าวเป็มื้อ ๆก็พอ!”
ข่าวการทะลวงผ่านระดับของสำนักเมฆาัแพร่กระจายรวดเร็วขึ้นอีกหลายเท่ามีผู้แทนจากเมืองใกล้เคียงมาขอคำแนะนำ บางคนเอาของดีมาถวายบางคนส่งคนมาขอความช่วยเหลือเร่งด่วน —ทั้งหมดมองว่าเ้าสำนักจิ่นหลิง(ที่จริงคือเจียงฟาน)เป็จุดศูนย์กลางแห่งการเปลี่ยนแปลง
ในเวลาไม่นาน เสียงหัวเราะและคำชื่นชมถูกแทนด้วยการเมืองภายใน —ผู้มีอำนาจบางแห่งเริ่มคิดคำนวณว่า “ถ้าพลังเปลี่ยนมืออย่างนี้อาณาจักรจะเป็อย่างไร?” แต่คำตอบยังไม่ชัดเจนเพราะทุกคนยังไม่รู้ว่าเจียงฟานนั้นจริง ๆเป็พนักงานบัญชีจากโลกอื่นที่เกลียดการมีคนติดตามมากกว่าอะไรทั้งหมด
เจียงฟานทำหน้าเหมือนกำลังพิจารณาตัวเลขในสมุดบัญชีแต่ในหัวกลับมีแต่ความคิดหนี
“ต้องหาเส้นทางกลับบ้าน ต้องเก็บเงินให้พอ…อาจต้องเปิดร้านซ่อมรองเท้าข้างทางเป็งานพาร์ทไทม์”เขาคิดพลางบันทึกตัวเลขค่าอาหารและค่าเช่าห้อง
เขาไม่ได้ตั้งใจเป็ศูนย์กลางของการเปลี่ยนแปลงทางปราณแต่ชะตาก็พาให้เป็เช่นนั้น — และชาวเมืองทุกคนก็พากันตีความคำพูดง่าย ๆของเขาจนกลายเป็คัมภีร์
หวังฉียืนอยู่ข้างนอก คางสั่นเล็กน้อยด้วยความปลื้มปิติเขาหันมามองเจียงฟานด้วยสายตาที่มองไม่ออกว่าเป็ความเคารพหรือความยึดติดแล้วถอนหายใจยาวเบา ๆแบบที่ผู้เฒ่าที่เพิ่งค้นพบว่าตัวเองอาจจะเปลี่ยนแนวทางชีวิตได้
“ถ้าท่านเ้าสำนัก้าพักผ่อน ให้บอกมาเถิดข้าและสำนักเมฆาัจะช่วยดูแลทุกสิ่ง” หวังฉีกล่าวอย่างจริงใจ
เจียงฟานยกมือขึ้นยกกาแฟร้อน…เอ๊ย! ถ้วยชาแล้วยักไหล่
“ขอบคุณนะ แต่ผมว่า…เอาไว้พรุ่งนี้แล้วกันนะผมกำลังเช็กงบประมาณอยู่”
และนั่นคือคืนหนึ่งในเมืองจิ่นหลิง — เมืองที่เื่เล็ก ๆอย่างการกวาดถนนและการบ่นเื่กระดาษพับแผ่ผลจนกลายเป็คลื่นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่มีใครคาดคิด