บัว์หยกม่วงถูกส่งเข้ามา กลิ่นหอมบริสุทธิ์ราวกับหลุดพ้นจากโลกีย์ของดอกบัว ทำให้อวิ๋นหรั่นเยว่ที่กำลังง่วงงุนรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมา
เสี่ยวอี้ประคองดอกบัวที่งดงามหยาดเยิ้ม บนกลีบดอกยังมีหยดน้ำเกาะอยู่ราวกับเพิ่งถูกเก็บมาจากในน้ำ ใสกระจ่างจนเห็นลวดลายชัดเจน
"ท่านแม่ ของวิเศษในแดนมนุษย์ช่างงดงามยิ่งนักขอรับ!"
ไม่เหมือนกับในแดนผี ที่ของวิเศษเ่าั้ล้วนมีรูปร่างหน้าตาดุร้ายราวกับพวกมันกำลังแข่งกันว่าใครจะน่าเกลียดกว่ากัน
หลงเยี่ยเยี่ยนสังเกตเห็นคำว่า 'แดนมนุษย์' เรียวคิ้วสง่างามขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ทว่าเขาเป็คนเ็าจนชิน เื่ของผู้อื่นเขาจึงไม่มีความจำเป็ต้องใส่ใจ
"ถ้าชอบก็เลี้ยงไว้เถอะ ดูจนเบื่อแล้วค่อยเอาไข่มาห่อทอดกิน" อวิ๋นหรั่นเยว่กล่าวเรียบ ๆ
สิ้นคำพูดของนาง บัว์หยกม่วงก็สั่นไหวเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็นราวกับว่ามันกำลังหวาดกลัว
"น่าสนใจ ยาสมุนไพรขั้นแปดกลับก่อเกิดจิติญญาขึ้นมาได้ด้วย" นางยื่นมือเรียวบางดุจหยกไปัักลีบดอก กลีบดอกนั้นก็สั่นสะท้านด้วยความใทันที
"ดอกบัวน้อย เ้าไม่ต้องกังวล ท่านแม่แค่พูดเล่นเท่านั้น นางเป็คนใจดีที่สุดไม่มีทางกินเ้าหรอก" เสี่ยวอี้ปลอบโยน บัว์หยกม่วงจึงหยุดสั่น
หลงเยี่ยเยี่ยนไม่อยากให้ความสนใจกับสองแม่ลูกคู่นี้มากเกินไป แต่ถึงแม้จะหลับตาไม่มอง แต่ประสาทััทางการได้ยินของเขากลับจดจ่ออยู่ที่สองแม่ลูก
ไม่ถูกต้อง ตอนนี้อาการของเขาไม่ปกติ ต้องเว้นระยะห่างจากสองแม่ลูกคู่นี้
หลงเยี่ยเยี่ยนขมวดคิ้วแล้วลุกขึ้นยืน เดินออกจากประตูไปโดยไม่พูดจาสักคำ
"ท่านแม่ ท่านอาหน้ากากดูเหมือนจะไม่ค่อยพอใจ หรือว่าเป็เพราะเสี่ยวอี้ส่งเสียงดังเกินไปขอรับ?"
อวิ๋นหรั่นเยว่หันกลับไปมองประตูห้องที่ปิดสนิท แล้วลูบศีรษะของเสี่ยวอี้ "เขาอาจจะแค่ไม่ชอบพวกเรา ไม่เกี่ยวกับว่าเ้าส่งเสียงดังหรือไม่ หลังจากงานประมูลสิ้นสุดและพวกเรากลับสำนักแล้ว พยายามอย่าไปรบกวนเขาเลยนะ"
อวิ๋นหรั่นเยว่เป็คนที่รู้จักพอและไม่ชอบการรบเร้าอย่างไม่ลดละ แม้ว่าตอนที่นางเห็นหลงเยี่ยเยี่ยนครั้งแรกจะมีความรู้สึกที่แตกต่างออกไปและปรารถนาจะถอดหน้ากากของเขาออกดูด้วยมือตนเอง แต่ในเมื่ออีกฝ่ายดูเหมือนจะไม่ชอบนางก็ไม่มีความจำเป็ต้องฝืนต่อไป
การประมูลหลังจากนั้นนางก็ไม่ค่อยสนใจนัก เสี่ยวอี้ถอนหายใจอยู่พักหนึ่งก่อนจะถูกสิ่งของประมูลหลากหลายชนิดดึงดูดสายตาไป
แดนมนุษย์ช่างน่าสนใจจริง ๆ !
อวิ๋นหรั่นเยว่หลับตาพักผ่อนครู่หนึ่ง ก่อนจะถูกเสี่ยวอี้เขย่าให้ตื่นขึ้น "ท่านแม่ ท่านแม่ ผู้หญิงใจร้ายคนนั้นเหมือนจะประมูลของอีกแล้วขอรับ เป็ขลุ่ยเลาหนึ่ง"
นางลืมตาขึ้นมองไปยังแท่นประมูล ขลุ่ยหยกสีเขียวมรกตเลาหนึ่งลอยอยู่กลางอากาศ ตัวขลุ่ยสลักอักขระไว้มากมายซึ่งรวมตัวกันเป็รูปดวงอาทิตย์เก้าดวง ที่ส่วนปลายสุดของขลุ่ย ยังสลักชื่อคนไว้คนหนึ่ง... จานซี!
ชื่อของอาจารย์คนที่แปดของนาง! นี่คือของวิเศษที่อาจารย์คนที่แปดของนางหลอมขึ้นมาด้วยตนเองตอนที่อยู่ในแดนมนุษย์!
อวิ๋นเสวี่ยเวยที่อยู่แถวหน้ามีสีหน้าตื่นเต้น ลมหายใจติดขัดมองดูขลุ่ยหยกด้วยดวงตาเป็ประกาย อวิ๋นหรั่นเยว่หรี่ตาลง ของของอาจารย์นางแต่อวิ๋นเสวี่ยเวยกลับอยากได้ ฝันกลางวันชัด ๆ
"เป็ที่ทราบกันดีว่าในอดีตสำนักสุริยันแดงเป็สำนักหลอมศาสตราอันดับหนึ่งของทวีปฉิงอวิ๋น โดยเฉพาะเ้าสำนักจานซีที่มีฉายาว่า 'ราชันหลอมศาสตรา' เป็นักหลอมศาสตราเพียงคนเดียวในรอบพันปีที่สามารถหลอมศาสตราศักดิ์สิทธิ์ได้ ขลุ่ยหยกเก้าสุริยันเลานี้สร้างขึ้นจากฝีมือของจานซีใน่แรก เป็ของวิเศษสายโจมตีขั้นเจ็ด"
บนแท่นประมูล ผู้ดูแลหลินแนะนำที่มาและพลังโจมตีของขลุ่ยหยก
ของวิเศษแบ่งออกเป็ขั้นหนึ่งถึงเก้า เหนือขึ้นไปคือศาสตราศักดิ์สิทธิ์ กรรไกรที่เสี่ยวอี้ถืออยู่ก่อนหน้านี้ก็คือศาสตราศักดิ์สิทธิ์
ในทวีปฉิงอวิ๋นศาสตราศักดิ์สิทธิ์นั้นมีจำนวนน้อยนิดจนนับนิ้วได้ และเหนือขึ้นไปอีกก็คือศาสตราเซียนและศาสตราเทพ ซึ่งมีอยู่เพียงในตำนานของแดนเซียนเท่านั้น ดังนั้นศาสตราศักดิ์สิทธิ์จึงเป็ของวิเศษที่ยอดเยี่ยมที่สุดในทวีป
หลังจากจานซีล่วงลับไป หลายปีมานี้ยังไม่มีนักหลอมศาสตราคนใดที่สามารถเทียบเคียงได้ ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดก็เพียงแค่ขั้นแปด แม้แต่นักหลอมอาวุธขั้นเจ็ดก็มีเพียงสิบกว่าคนเท่านั้น
นี่คือเหตุผลว่าทำไมก่อนหน้านี้ เมื่อผู้คนเห็นว่าเสี่ยวอี้มีศาสตราศักดิ์สิทธิ์และของวิเศษป้องกันขั้นเก้าอยู่กับตัวจึงได้ตกตะลึงถึงเพียงนั้น
ดังนั้นเมื่อของวิเศษขั้นเจ็ดปรากฏขึ้นในงานประมูลครั้งนี้ จึงก่อให้เกิดความฮือฮาอย่างมาก ยิ่งกว่านั้นมันยังถูกหลอมโดยจานซี ทั้งมูลค่าและอานุภาพต้องไม่ธรรมดา
"เอาละ ข้าทราบว่าทุกท่านสนใจกันมาก เพื่อไม่ให้เสียเวลา ของประมูลชิ้นนี้ราคาเริ่มต้นที่ห้าสิบล้านหินิญญาคุณภาพต่ำ ขอเชิญเริ่มการประมูลได้!"
ห้าสิบล้าน!
เมื่อได้ยินราคานี้หลายคนถึงกับสูดลมหายใจเข้าลึก บัว์หยกม่วงขั้นแปดก่อนหน้านี้ราคาเริ่มต้นเพียงห้าล้าน แต่ชิ้นนี้กลับเพิ่มขึ้นถึงสิบเท่า!
แม้แต่แคว้นเล็ก ๆ บางแห่งก็ไม่สามารถนำหินิญญาออกมาได้มากมายขนาดนี้ นอกจากจะเป็ราชวงศ์หรือตระกูลใหญ่ที่มีรากฐานลึกซึ้ง มิเช่นนั้นก็ได้แต่ถอนหายใจด้วยความเสียดาย
ทว่าของวิเศษขั้นเจ็ดจากฝีมือของจานซีไม่สามารถนำไปเปรียบเทียบกับของวิเศษขั้นเจ็ดที่หลอมโดยผู้อื่นได้ เมื่อปีที่แล้ว กระบี่ขั้นหกเล่มหนึ่งยังถูกประมูลไปในราคาสูงถึงสี่สิบล้านหินิญญาคุณภาพต่ำ
อีกทั้งในเมืองชื่ออวิ๋นมีผู้มีความสามารถซ่อนตัวอยู่มากมาย ทันทีที่ราคาเริ่มต้นถูกประกาศก็มีคนเพิ่มราคาขึ้นมาทันที
"ข้าให้ห้าสิบห้าล้าน!"
"ห้าสิบหกล้าน!"
อวิ๋นเสวี่ยเวยสูดลมหายใจเข้าลึก ยกป้ายขึ้น "ข้าให้หกสิบล้าน!"
"นึกไม่ถึงว่าคุณหนูเสวี่ยเวยจะสนใจขลุ่ยหยกเลานี้ด้วย เช่นนั้นข้าจะไม่แย่งของรักของใคร" ชายหนุ่มคนหนึ่งกล่าวพร้อมรอยยิ้ม อวิ๋นเสวี่ยเวยกล่าวขอบคุณอย่างอ่อนหวาน พร้อมรอยยิ้มพิมพ์ใจ
"หกสิบเอ็ดล้าน!" ทว่าผู้เฒ่าอีกคนที่ร่วมประมูลกลับไม่ให้เกียรติอวิ๋นเสวี่ยเวยและเพิ่มราคาเสียงดัง
รอยยิ้มแข็งค้างบนใบหน้าของอวิ๋นเสวี่ยเวย นางกำหมัดแน่น มองผู้เฒ่าคนนั้นด้วยสายตาอาฆาตอยู่หลายครั้งแล้วกล่าวว่า "ขลุ่ยหยกเลานี้ข้าต้องได้มาให้ได้ ข้าให้หกสิบสองล้าน!"
ผู้เฒ่าแค่นเสียงหึ "หกสิบห้าล้าน!"
สีหน้าของอวิ๋นเสวี่ยเวยเริ่มดูไม่ดี ผู้เฒ่าคนนี้ดูไม่คุ้นหน้า คงจะไม่ใช่คนในเมืองชื่ออวิ๋นและเขาดูเหมือนจะมีกำลังซื้อมาก ส่วนหินิญญาที่ชีหยวนจงรวบรวมมาให้นางมีทั้งหมดเพียงเจ็ดสิบล้านเท่านั้น
หลังจากเพิ่มราคาไปหลายรอบ นางได้ดันราคาขึ้นไปถึงเจ็ดสิบล้าน แต่ผู้เฒ่าคนนั้นยังคงเพิ่มราคาตามและมีท่าทีว่าจะเพิ่มขึ้นมาอีกถึงสองล้าน!
นางหันไปมองชีหยวนจง แล้วส่งกระแสจิตบอกเขา "ท่านพี่รัชทายาท หากไม่ได้ขลุ่ยหยกเลานี้... ข้าก็ไม่สามารถคว้าอันดับหนึ่งในการประลองใหญ่ของสำนักได้ คนทั้งโลกจะหัวเราะเยาะข้าเ้าค่ะ"
"เสวี่ยเวยต่อให้ต้องใช้หินิญญามากกว่านี้ ข้าก็ใช่ว่าจะหามาไม่ได้ แต่คลังหลวงมีจำกัดข้าเกรงว่าถึงตอนนั้นเสด็จพ่อจะกริ้วเอาได้" ชีหยวนจงกล่าวอย่างลำบากใจ
เจ็ดสิบล้านนี้ คือขีดจำกัดสูงสุดที่เขาสามารถโยกย้ายมาใช้ได้แล้ว
อวิ๋นเสวี่ยเวยกล่าวด้วยความโกรธ "ข้าเป็คู่หมั้นของท่าน ท่านใช้เงินเพื่อข้า เสด็จพ่อจะกริ้วเื่อะไร? หรือว่าท่านไม่ใส่ใจข้าแล้ว? เช่นนั้นก็ยกเลิกสัญญาหมั้นหมายไปเสียเลยเถอะ!"
"ยกเลิกไม่ได้! เสวี่ยเวย ข้าจะไม่ใส่ใจเ้าได้อย่างไร ข้าปรารถนาให้พวกเราแต่งงานกันเร็ว ๆ เสียด้วยซ้ำ เช่นนั้นเ้าตกลงกับข้าว่าหลังจากจบการประลองใหญ่ของสำนัก พวกเราแต่งงานกันดีหรือไม่?"
ชีหยวนจง้าใช้โอกาสนี้ให้อวิ๋นเสวี่ยเวยแต่งงานกับเขาเร็วขึ้น ทำให้ข้าวสารกลายเป็ข้าวสุกจะได้ไม่มีใครมาหมายปองนางอีก
แววตาของอวิ๋นเสวี่ยเวยฉายประกายเ็า หากนางไม่ได้้าชีพจริญญาที่ไหลเวียนไม่ขาดสายของแคว้นซื่อเซี่ยง นางจะลดตัวลงไปมองรัชทายาทของแคว้นเล็ก ๆ ได้อย่างไร?
"เจ็ดสิบสองล้าน ครั้งที่หนึ่ง!!"
ในตอนนั้นผู้ดูแลหลินเคาะค้อนประมูล
"ท่านพี่รัชทายาท เสวี่ยเวยเชื่อท่านทุกอย่าง ท่านรีบช่วยข้าประมูลมาให้ได้เร็วเข้าเ้าค่ะ!" อวิ๋นเสวี่ยเวยกล่าวด้วยน้ำเสียงร้อนรน
ชีหยวนจงดีใจอย่างยิ่ง รีบะโเสียงดัง "ข้าให้เจ็ดสิบห้าล้าน!"
ผู้เฒ่าคนนั้นกัดฟัน และในที่สุดก็นั่งลง
"ดีเหลือเกิน เสวี่ยเวยไม่มีใครแย่งเ้าแล้ว!"
อวิ๋นเสวี่ยเวยมีสีหน้ายินดีและถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก นางหันไปมองทางห้องรับรองพิเศษโดยสัญชาตญาณ และคิดในใจว่า แย่งสิ คราวนี้ทำไมเ้าไม่แย่งกับข้าล่ะ? คงจะถูกบรรยากาศยิ่งใหญ่แบบนี้ขู่จนขวัญเสียไปแล้วสินะ!
ทันทีที่ความคิดนี้ผุดขึ้นมา นางก็มีความรู้สึกวูบหนึ่งราวกับถูกใครบางคนจ้องมอง จากนั้นในห้องรับรองพิเศษก็มีคำพูดที่ทำให้นางถึงกับอ้าปากค้างดังออกมา
"ดูเหมือนจะไม่มีใครเพิ่มราคาแล้ว เช่นนั้นข้าให้แปดสิบล้านแล้วกัน" น้ำเสียงที่เกียจคร้านและผ่อนคลายเช่นนี้ เห็นเงินแปดสิบล้านเป็เพียงเศษเงินหรืออย่างไร?
ของที่เกือบจะตกถึงมือกลับหลุดลอยไป อวิ๋นเสวี่ยเวยโกรธจนตาแทบถลน ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโมโห นางไม่สนใจภาพลักษณ์อีกต่อไปะโเสียงดังว่า "แปดสิบล้านหินิญญาคุณภาพต่ำ แม่ลูกกำพร้าอย่างพวกเ้ามีปัญญาจ่ายหรือ!"