บทที่ 4 ความลังเล
เซียนเสวียนชิงจื่อก็ดูเหมือนจะรู้ตัวว่าตนเองวางตัวไม่เหมาะสม จึงรีบปรับท่าทีกลับมา และใช้น้ำเสียงสุภาพนอบน้อมกับลู่อิงเจามากขึ้น
"สหายเต๋าลู่ ตามที่ข้าน้อยล่วงรู้มา ท่านคือผู้บำเพ็ญคนแรกในยุคนี้ที่มีชะตากำเนิด [ผู้ทรงอำนาจเหนือใคร]!"
"ชะตากำเนิดนี้แบ่งเป็สองส่วนคือ [ผู้ทรงอำนาจ] และ [เหนือใคร]"
"ในส่วนของ [ผู้ทรงอำนาจ] นั้นไม่จำเป็ต้องกระตุ้นพลัง ไม่ว่าท่านจะฝึกวิชาหรือตำราใดในภายภาคหน้า นอกเหนือจากผลลัพธ์ดั้งเดิมของวิชานั้นแล้ว ยังจะเกิดผลพิเศษเฉพาะตัวท่านขึ้นมาอีกหนึ่งอย่าง ส่วนผลพิเศษนั้นจะเป็อย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับระดับของวิชานั้น และความเข้ากันได้กับตัวท่านเอง"
‘ทุกวิชาที่เรียนจะมีผลพิเศษมากกว่าคนอื่นหนึ่งอย่าง? ช่างเหลือเชื่อ…’
แม้จิงอวี่จะมีนิสัยเรียบเฉย แต่เมื่อได้ฟังถึงผลลัพธ์เช่นนี้ก็อดรู้สึกตาลุกวาวไม่ได้
"ส่วน [เหนือใคร] นั้นถือเป็วิชาเทพที่ต้องเรียกใช้พลังโดยตรง"
เสวียนชิงจื่อหยุดชั่วครู่ จากนั้นกล่าวอธิบายต่อว่า "หลังจากเปิดใช้ [เหนือใคร] แล้ว วรยุทธ์ วิชาเทพ และคาถาอาคมทั้งหมดของผู้ชะตากำเนิดนี้จะได้รับการเพิ่มพลังในระดับที่แตกต่างกัน และในทางกลับกัน สิ่งมีชีวิตทั้งหมดรอบข้างที่ไม่ใช่ผู้ชะตากำเนิดจะถูกลดทอนพลังในระดับที่แตกต่างกัน"
"การลดทอนพลังนี้ไม่แบ่งแยกว่าเป็มิตรหรือศัตรูหรือ?" ลู่อิงเจาถามอย่างครุ่นคิด
"ถูกต้อง" เสวียนชิงจื่อถอนหายใจเบา ๆ
"ชะตากำเนิดนี้เป็สิ่งที่เหนือกว่าทุกสิ่ง หากไม่เป็เช่นนี้ แล้วจะเรียกว่า [เหนือใคร] ได้อย่างไรกัน?"
"นี่คือชะตากำเนิดขั้นเทพสินะ? น่าสนใจดีทีเดียว" ลู่อิงเจายิ้มมุมปาก
"ขอบคุณสหายเต๋าที่ช่วยไขข้อสงสัย"
"ข้าน้อยไม่กล้ารับคำขอบคุณ ไม่กล้าเลย..."
เสวียนชิงจื่อกระแอมเบา ๆ พร้อมประสานมือคำนับ "ขอให้สหายเต๋าลู่รอสักครู่ ข้าน้อยจะช่วยกระตุ้นชะตากำเนิดให้กับสหายเต๋าที่เหลือ"
ชายที่ยืนอยู่ข้างข้างลู่อิงเจาเป็ชายผิวคล้ำ รูปร่างหน้าตาธรรมดา เขามองดูลู่อิงเจาด้วยสายตาที่มีแววอิจฉาเล็กน้อย จากนั้นก็ก้าวออกมาคำนับอย่างลึก "ข้าน้อยหานผิง ขอรบกวนท่านเซียนด้วยขอรับ"
เสวียนชิงจื่อเกรงว่าคนผู้นี้คงจะเป็อีกคนที่มีเื่ราวน่าสนใจ จึงไม่กล้าประมาท ไม่พูดอะไรมาก เขารีบเริ่มร่ายอาคม หันกระจกไปทางหานผิง
ในชั่วขณะต่อมา กระจกก็เปล่งแสงสีขาวอ่อน ๆ ในนั้นปรากฏอักษรโบราณสีขาวสี่ตัว [ธรรมดาสามัญ]
เมื่อเห็นว่าเป็ชะตากำเนิดระดับต่ำสุด สีหน้าของหานผิงก็ฉายแววผิดหวังออกมา
ทว่าเสวียนชิงจื่อกลับให้กำลังใจเขาหลายประโยค
"ไม่เป็ไร อย่าไปสนใจว่าเป็เพียงชะตากำเนิดสามัญ แม้สามัญ ก็ยังดีกว่าไม่มีชะตาเลย การคัดเลือกเซียนของวิหารเราจัดขึ้นทุกพันปี แต่ละครั้งจะรวบรวมดวงิญญาแท้มาเพียงสิบดวง ส่วนใหญ่แล้วในจำนวนสิบดวงนี้ เก้าดวงมักจะเป็ชะตาสามัญ บางครั้งทั้งสิบดวงก็เป็ชะตาสามัญก็มี... “
“ข้าจะบอกความลับให้พวกเ้า หาก้าก้าวเข้าสู่เส้นทางการบำเพ็ญ จำเป็ต้องมีรากฐานิญญากำเนิดขึ้นเอง”
“และตราบใดที่มีชะตากำเนิด แม้จะเป็เพียงชะตาธรรมดาระดับต่ำสุด ก็ต้องมีรากฐานิญญา!
ในโลกนี้ไม่ใช่ว่าจะไม่มีตัวอย่างของผู้ที่มีชะตาสามัญที่สามารถบรรลุะได้"
"คนต่อไป!"
จากนั้นมีชายหนึ่งและหญิงสองคนก้าวเข้ามาข้างหน้า ทั้งสามคนมีชะตากำเนิดสามัญ
"อืม [ร่างกายมนุษย์ธรรมดา] ชะตากำเนิดสามัญ แม้จะมีรากฐานิญญา แต่การนำพลังเข้าสู่ร่างกายนั้นจะมีความยากลำบากอยู่ไม่น้อย เมื่อถึงเวลานั้นต้องระมัดระวังสักหน่อย"
"[วาสนาจาง บุญบางเบา]? ฮะ ๆ วางใจได้ เพียงแค่บุญบางเบาเท่านั้น แต่ยังห่างไกลจากลางร้ายมากนัก โดยทั่วไปแล้วชะตาเช่นนี้ไม่ง่ายที่จะคว้าโอกาส ต่อไปไม่จำเป็ต้องทุ่มเทกับพื้นที่ลี้ลับใด ๆ เพียงตั้งใจทำสิ่งที่เห็นได้จับต้องได้ มีผลตอบแทนที่มั่นคง วันข้างหน้าย่อมโอกาสก้าวหน้าในวิถีเซียนได้!"
"อีกหนึ่ง [ธรรมดาสามัญ] ไม่มีอะไรต้องพูดมาก ชะตานี้เรียบง่ายที่สุด นอกจากต้องมีรากฐานิญญาแล้ว ก็ไม่ต่างจากคนธรรมดา ต่อไปบนเส้นทางเซียน ขึ้นอยู่กับตัวเองว่าจะเดินไปอย่างไร"
หลังจากนั้น มีสตรีนางหนึ่งก็เดินขึ้นมา ดูท่าทางเกรง ๆ อยู่บ้าง นางพูดอย่างระมัดระวังว่า "ท่านเซียนผู้สูงส่ง..."
"ช่างเป็สตรีที่งดงามยิ่งนัก!"
เสวียนชิงจื่อแสดงสีหน้าประหลาดใจ เขาในโลกเซียนก็นับว่าเป็บุคคลสำคัญ ตลอดชีวิตได้พบเห็นความงามมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นางปีศาจหรือเซียนสตรีก็เคยพบมาแล้วทั้งนั้น แต่นางเ่าั้ก็ยังคงถูกรัศมีความงามของสตรีตรงหน้าเขานี้ดึงดูดไป
ท้ายที่สุดแล้ว ด้วยวิชาที่ร่ำเรียนมา เสวียนชิงจื่อรีบข่มความคิดฟุ้งซ่านในใจในชั่วพริบตา มือจับท่าเซียนหนึ่ง แล้วหันกระจกวิเศษไปทางโฉมสะคราญ
แสงสีม่วงวูบหนึ่งสะท้อนในกระจก จากนั้นปรากฏตัวอักษรโบราณสีม่วงสี่ตัว [โฉมงามล่มเมือง]
"ชะตากำเนิดชั้นวิเศษ!" เซียนเสวียนชิงจื่อพยักหน้า
หากเป็ในอดีต การคัดเลือกเซียนที่มีขึ้นทุกพันปีได้พบชะตากำเนิดชั้นวิเศษ ใบหน้าชราของเขาคงยิ้มแทบแตก แต่ครั้งนี้เพราะมีลู่อิงเจาเป็ต้นแบบอยู่ก่อนแล้ว ครานี้จึงดูไม่ค่อยตื่นเต้นสักเท่าไรนัก
"ชะตากำเนิดนี้... ช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก" เซียนเสวียนชิงจื่อเอ่ยอย่างทอดถอนใจ
แปลกนัก เดิมทีสตรีผู้นี้ก็มีรูปโฉมงดงามเป็เลิศอยู่แล้ว หลังจากปลุกพลังชะตากำเนิดแล้ว เมื่อผู้อื่นมองมา กลับพบว่านางมีความงามเจิดจรัสเพิ่มขึ้นกว่าเดิมหลายส่วน ชวนให้ผู้คนหลงใหล
"เด็กน้อย เ้ามีนามว่าอะไร?"
เมื่อเห็นว่าเป็อักษรตราประทับสีม่วง สตรีผู้นั้นก็ดูมีความสุข ดวงตาโค้งขึ้นเป็รูปจันทร์เสี้ยว นางะโโลดเต้น
"เรียนท่านเซียนผู้สูงส่ง ข้าน้อยแซ่หลี่ นามว่าเจี้ยงเหมย เกิดในตระกูลหลี่แห่งฉีฟู่ ซึ่งเป็ตระกูลใหญ่ที่สืบทอดวรรณกรรมและบทกวี
หลังจากเข้าพิธีปักปิ่น ข้าน้อยได้ถูกแต่งเข้าราชวงศ์อาณาจักรอวี๋เป็ชายาองค์รัชทายาท แต่ภายหลังฝ่าาเสด็จตกะทันหัน ตอนที่องค์รัชทายาทจะขึ้นครองราชย์กลับเกิดเหตุไม่คาดคิด ข้าน้อยถูกลากเข้าไปพัวพัน จึงต้องตายอย่างไม่ยุติธรรม ไม่คิดว่าจะยังมีโอกาสได้แสวงหาวิถีแห่งเซียนเช่นี้!"
"เ้านับว่าโชคดีแล้ว ชะตากำเนิด [โฉมงามล่มเมือง] นี้ไม่ธรรมดาเลย ผู้ที่มีชะตากำเนิดเช่นนี้ จะมีเสน่ห์เหนือใครติดตัวมาแต่กำเนิด สามารถทำให้ผู้คนรู้สึกชื่นชอบผู้ครองชะตานี้ได้ เ้าเองก็มีรูปโฉมงดงามแต่กำเนิด ยิ่งจะทำให้พลังของชะตากำเนิดนี้แสดงออกมาอย่างร้ายกาจยิ่งขึ้น"
เซียนเสวียนชิงจื่อเตือนว่า "เพียงแต่อย่าได้ไปสร้างเวรสร้างกรรมถึงชีวิตกับผู้ใด อาศัยชะตากำเนิดนี้ การบรรลุขั้นเซียนก็ไม่ใช่เื่ยากนัก"
เจี้ยงเหมยยิ้มน้อย ๆ พลางย่อกายคำนับ "ขอบพระคุณท่านเซียนผู้สูงส่งที่ชี้แนะเ้าค่ะ"
เมื่อนางทำความคำนับ ทำให้ชายหญิงที่อยู่รอบข้างต่างจ้องมองตาไม่กะพริบ
จิงอวี่เหลือบมองสตรีผู้นี้แวบหนึ่ง และรู้สึกถึงความสนิทสนมบางอย่างที่บอกไม่ถูก
"ช่างสมกับเป็โฉมงามที่ทำให้บ้านเมืองล่มสลายจริง ๆ!"
ลู่อิงเจาเลิกคิ้วพลางลูบคางของตน จ้องมองหลี่เจี้ยงเหมยด้วยสายตาเป็ประกาย ไม่รู้ว่ากำลังครุ่นคิดอันใดอยู่
เสวียนชิงจื่อเหลือบมองลู่อิงเจา ใบหน้าชราแดงเรื่อ อดไม่ได้ที่จะกระแอมเบา ๆ "แค่ก ๆ คนต่อไป!"
"ศิษย์อวิ๋นเสวียนเช่อแห่งตระกูลอวิ๋นจากเขาล่วนอวิ๋น ขอคารวะให้กระจกวิเศษของท่านเซียนได้พิสูจน์ตน"
สตรีในชุดกุนจวงอีกผู้หนึ่งก้าวออกมาจากฝูงชน พร้อมโค้งคำนับ
"เขาล่วนอวิ๋น? ฟังดูไม่เหมือนชื่อสถานที่ปกติ เ้าเกิดในตระกูลบำเพ็ญเซียนในชาติก่อนหรือ?" เสวียนชิงจื่อเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ
"ย่อมเป็เช่นนั้นเ้าค่ะ ตระกูลอวิ๋นนับว่าเป็ตระกูลใหญ่ มีผู้าุโขั้นแก่นทองคำคอยดูแลตระกูลอยู่" อวิ๋นเสวียนเช่อตอบด้วยความเคารพ
"เฮอะ ผู้าุโขั้นแก่นทองคำ..."
เสวียนชิงจื่อเปล่งเสียงหัวเราะที่ยากจะบอกความหมาย ก่อนจะถามต่อว่า "เ้าเกิดในตระกูลบำเพ็ญเซียน แล้วเ้าเป็ผู้บำเพ็ญหรือไม่ วรยุทธ์เล่าเป็อย่างไร?"
"ขอเรียนท่านเซียนผู้สูงส่ง บิดามารดาของเสวียนเช่อล้วนเป็ผู้บำเพ็ญขั้นสร้างฐาน แต่เสวียนเช่อ... กลับไม่มีรากฐานิญญาใดเลย"
เสวียนชิงจื่อลูบเคราพลางกล่าว "เช่นนั้นก็ไม่แปลก โดยปกติแล้วผู้บำเพ็ญที่มีวรยุทธ์ั้แ่ขั้นสร้างฐานขึ้นไป เมื่อต่อสู้เป็ศัตรูกันมักจะถอนรากถอนโคน หากฝ่ายที่พ่ายแพ้ตายในการต่อสู้ ส่วนใหญ่ิญญาและจิติญญาแท้จะถูกศัตรูสังหารไปด้วย จะมีที่ไหนที่ปล่อยให้ิญญาของเ้าไปเวียนว่ายตายเกิดได้..."
ทันใดนั้นกระจกวิเศษก็ส่องไปที่อวิ๋นเสวียนเช่อ แสงสีม่วงวาบผ่านอีกครั้ง บนผิวกระจกปรากฏอักษรโบราณสีม่วงสี่ตัว
[จิตปราดเปรื่องอันล้ำเลิศ]
เสวียนชิงจื่อรู้สึกใจเต้นตึกตักอย่างฉับพลัน "เหตุใดจึงเป็ชะตากำเนิดชั้นวิเศษอีกเล่า?"
‘เพื่อข้ามผ่านมหาภัยพิบัติแห่งกัลป์ เหล่าเซียนะต่างแสดงความสามารถพิเศษของตน การคัดเลือกเซียนก็เป็เพียงหนึ่งในกลยุทธ์เท่านั้น แม้จะเป็เพียงกลยุทธ์หนึ่ง แต่วิหารเซียนที่ใช้ในการคัดเลือกก็มีมากมายนับไม่ถ้วน
วิหารฉางเซิงก็ไม่ได้โดดเด่นในบรรดาวิหารทั้งหมด แม้ว่าเื้ัจะมีเทพเซียนสององค์ที่ทรงอิทธิพล แต่ทุกพันปีก็ได้สิทธิเพียงสิบที่นั่งเท่านั้น
ในอดีตการที่จะมีผู้มีอักษรสีม่วงหนึ่งคนในสิบคนก็ถือว่าเป็ปีที่โชคดีแล้ว แต่ครั้งนี้ยังตรวจสอบชะตาไม่ครบ กลับมีชะตาชั้นเทพหนึ่งคนและชั้นวิเศษสองคนแล้ว…’
คิดมาถึงตรงนี้ แม้แต่เสวียนชิงจื่อที่เคยผ่านร้อนผ่านหนาวมามากก็อดรู้สึกครุ่นคิดไม่ได้
"คนทั้งสิบนี้จริง ๆ แล้วถูกคัดเลือกมาจากหมื่นโลกธาตุอย่างสุ่มอย่างนั้นหรือ?"