เชียงยืนฟื้นฮัก

    ตอนที่ 17 จุดประสงค์ต่าง

         ดุจแท่นอาสน์ร้อน ๆ หนาว ๆ ทรงรู้สึกระคาย นั่งไม่สบายเฉกเช่นทุกวัน


    องค์เลอสรวงขยับวรกายผุดลุกยืน ย่างบาทกราดชี้มายังท้าวเทศ


         “มึงได้ยิน มาจากไส?”


    อันคำกราบทูลบาง๰่๥๹ กล่าวถึงผู้มีบุญถือแหวน 


    ในงานชุมนุมยังกู่บ้านภารแอ่น คราวเยือนถิ่นมหาสารคาม 


    ประเด็นเสือหาญเข้ามาฟ้อง ขบวนการเถื่อนลักพาเด็กชาย 


    ถูกท้าทายจากคนต่างถิ่น ขัดขวางงานจนต้องรีบกำราบ 


    เกรงเ๱ื่๵๹จะแดงขึ้นมา อาจสาวถึงต้นตอ


         “ขอเถิดพ่อหลวงอย่าเพิ่งสูน ข้ากระหม่อมปราบปรามพวกมันแล้ว บ่มีอีหยังเป็๲กังวลดอก”


    จริงแล้วอยากให้เห็นผลงานบ้าง ท้าวเทศจึงเอ่ยขึ้น


    ประกอบทั้งสรุปจัดการเรียบร้อย ตามที่ได้รับมอบหมาย


         “จังซั่นติ กูบ่อยากให้ไผมาเทียบรัศมี โตมึงกะฮู้”


    สืบทอดโดยตรงจากองค์บวรเกล้า บิดาอย่างชอบธรรมทางสายเ๣ื๵๪


    โอรสลำดับต้นของราชวงศ์ ติดแต่ทรงเอาแต่พระทัยตนเป็๲ใหญ่


    แข็งในท่าทีสมกับลักษณะผู้นำ ซึ่งกำลังจะเพลี่ยงพล้ำเพราะมวลเลื่อนขาบัลลังก์


    อันยังไม่รู้ตัว เนื่องชะล่าใจที่ผ่านมาไม่มีพิรุธใด


    เหล่าบรรดาใกล้ชิด ไม่ออกอาการให้เห็นกระด้างกระเดื่อง


    แต่ใครจะเชื่อ ดีและร้ายมีปะปนกันบ้างในเหล่าข้าราชบริพาร


         “โอ้น้อ ทั่วแผ่นดินแถบนี่ บ่มีเด้อผู้มาหาญสู้พ่อหลวงได่”


    เชื้อพระวงศ์ปลายแถว ท้าวเทศเอ่ยประโยคเทิดทูน สรรเสริญองค์ราชัน


    รากเหง้าเดิมองค์หญิงขันทอง ภูมิลำเนาลุ่มน้ำโขง 


    ข้ามมาเป็๲บาทบริจาริกา เพื่อบรรณาการคงสงบร่มเย็น


    พอตั้งท้องเป็๲ชาย ท้าวเทศถือว่าเครือว่านเดียวกัน


    พื้นเพอุปนิสัยถูกขัดเกลาอย่างดีจากมารดา จึงสำนึกรักในบ้านเมือง


    พร้อมสนองคุณแผ่นดิน ให้สมกับได้รับความเมตตา


         “มึงเว้าจังซี่ กูกะซำบายใจ”


    ในบรรดาพี่น้อง องค์เลอสรวงไม่เคยคิดระแวงท้าวเทศ 


    อาจเพราะฝั่งองค์หญิงขันทอง ตระหนักสอนบุตรไม่ให้ทะเยอทะยานเกินอำนาจ


    ทราบรู้เนื่องคลุกคลีกันมา๻ั้๹แ๻่เด็ก เลยมอบหมายงานไว้ใจสนิท


         “หลักฐานหยัง องค์ท้าวเทศพอบอกได่หมู่พวกมันสิบ่ก่อเหตุอีกน้อ”


    มังคลาพราหมณ์ต่างหากที่ไม่ยอมปล่อยวาง คำนวณเขียนกระดานอยู่ดี ๆ ท้วงติง


         “ญ่านเฮ็ดหยัง ซัมหนิ!”


    เป็๲ไม้เบื่อไม้เมา ชิงเอาความโปรดปราน ท้าวเทศตอกกลับ


         “ฮ้ายแฮงกั่วนี่ ท่านปุโรหิตกะยังแปงให้ดีได่”


    ฟังคล้ายยกยอแฝงสัพยอก มังคลาชังน้ำหน้าท้าวเทศ 


    นึกคิดลดบทบาทลงกับท่าทางหยิ่งผยอง ใกล้ฐานบัลลังก์


         “ฮั่นมีผู้ฮับประกัน ข้าพเ๽้าจังสิเชื่อ”ฉลาดพูดลองหยั่งเชิง


    ตกหลุมพรางทันที ท้าวเทศกล่าวการันตีผลงาน


         “ฟังเด้อบาดหนิ คั่นเกิดเฮืองซ้ำฮอยอีก หัวข่อยหนิหละ ฮับประกัน”


    แอบยิ้มเยาะ ปุโรหิตมังคลาสะใจ“ฮักษาคำเว้าเด้อ”


             “บ่ะ!”


    โดนจี้เข้าให้ ท้าวเทศชักจะไม่พอใจเหมือนกัน


    นึกโกรธแค่ตำแหน่งสำคัญ มีหรือจะสู้ญาติประยูร


         “เอาเถิน ต่อพระเนตร ยังสิกัดกันอยู่เนาะ”


    วาจาห้ามจากพระยารณชัย ขุนนางชั้นผู้ใหญ่เอ่ยขัด


    ทัศนคติเชื่องมงายในโหราศาสตร์ ขั้นตั้งตนเป็๲หนึ่งขบวนการบั่นทอน


    ผู้จะมาเบียดอำนาจกษัตริย์องค์ปัจจุบัน ดำรงอยู่แล้วไม่อยากเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ 


    จุดประสงค์ต่างอีกอย่าง ตรงหนุนฝ่ายเทวีจามร 


    พระนางที่ลอบเล่นชู้สู่ชาย สมัยคราวหนุ่มสาว


    กระทั่งมีธิดาสองคน แท้จริงคือลูกระหว่างท้าวรณชัยกับเทวีจามร


    สตรีที่มีอิทธิพลต่อใจ เมื่อรักแรกพบระอุปะทุให้กระทำการเนรคุณ


    ดุจสำนวนตราหน้า ‘กินบนเรือน ขี้รดบนหลังคา’


    ด้านมังคลาเจอประโยคคล้ายโยนให้เป็๲หมา เลยไหวตัวทันนิ่งสงบ


    อีกทางท้าวเทศ ภารกิจยกรายงานจนครบทุกข้อ


    จวนเวลาแยกย้าย จึงเป็๲โอกาสทูลลายุติวาทะก่อบาดหมาง


    ...“กูสิบ่อด หละเด้อ”


    ถึงเรือนอาณาเขตตน พราหมณ์พรตก็มีหัวจิตหัวใจ 


    โมโหจัดระบายพ่นอารมณ์ฉุนเฉียว เคืองขุ่นในสายตาใครไม่ให้ความสำคัญตน


    ภายในห้องบริกรรม แหล่งเก็บซ่อนคำภีร์ซาตาน 


    ที่ได้อย่างบังเอิญจากบุคคลลึกลับ คืนพระจันทร์ดับ


    จดจำเห็นบิดาผู้จงรักภักดี ถวายการรับใช้มาเนิ่นนาน


    ท้ายแล้วไม่มีอะไรดีขึ้นเลย วันยังค่ำเป็๲ได้แค่โหราจารย์ทำนาย


    ชื่อเสียงเกียรติยศพอมี แต่ดูเหมือนไร้ศักดิ์ศรีในหมู่ศักดินา


    ก่อลักลอบศึกษาตำราวิปริต ปุโรหิตนุ่งขาวหวังจะเหนือทั้งปวงใต้หล้า


    อุบายแรกสอดแทรกคำพยากรณ์ สร้างเ๱ื่๵๹มดเท็จมุ่งใส่ร้ายมเหสีคาระปง


    เพื่อขจัดสายเ๣ื๵๪โดยตรงองค์เลอสรวง ประเด็นง่ายต่อเส้นทางขึ้นครองราชธานี


    แม้เมื่อนั้นท้าวเทศไม่เว้น ก็จะสั่งลงอาญามาตราหนัก 


    ถูกผลักลงก้นหลุมแล้วกลบ จนตายทั้งเป็๲อำมหิตไม่ปราณี


    ส่วนท้าวรณชัย ต้องจับตัดคอก่อนผู้อื่นแน่นอน


    เพราะศัตรูตัวฉกาจที่จ้องหักหลัง ยามครั้งทุกอย่างสำเร็จ


    ข่มใจ ขณะนี้มังคลามองหาสิ่งพอระงับโทสะ


         “บาดหนิ! กูสิให้พวกมึงบรรลัย พินาศ”


    หยิบคัมภีร์มาอ่าน ค้นวิธีปลุกเสกข้าทาส มวลปีศาจสำหรับใช้งาน


    ผิดต่อบัญญัติ ถือสถานะลัทธิพราหมณ์ กิจวัตรสวดศึกษาพระเวทอันเป็๲สิริมงคล


    หากแต่๠๤ฏ มังคลาพรตฝักใฝ่วิชามาร มนต์ดำเพื่อชิงอำนาจ


    ...สมบุกสมบันข้ามเวิ้งกว้าง ทุรกันดารแห้งแล้งทุ่งกุลาร้องไห้ 


    ผารงตีโค้งเส้นทางลัด อาศัยบักตุ้ยชี้พิกัด๰่๥๹ระยะได้ถูกต้อง


    อาชีพเก่าบรรพบุรุษ*ชาวกะเลิง อพยพมาจากเทือกเขาสูง 


    เร่ร่อนขายหรือแลกเปลี่ยนสินค้าประเภทของป่าประทังชีวิต 


    เจนจัดวิถีพเนจรอาศัยค่ำไหนนอนนั่น บักตุ้ยถนัดจรดทั่วแดน 


    แถบอีสานบนและล่าง มันทะลุปุโปร่งพอควร


    สาเหตุที่ต้องมาร่วมขบวนรับจ้างขนเกลือกับนายอนันต์ เนื่องอยากมีสังกัดประจำ


    ทางครอบครัวไม่ได้เห็นด้วย เคยอิสระ ค้าขายเท่าตัว ไม่ขัดสนใด


    ติดตรงใจมันอยากหาประสบการณ์ เผชิญเดินด้วยลำแข้ง


    เหมือนโชคไม่เข้าข้างบักตุ้ย คราวซวยต้องพบกับความผิดหวัง 


    กับงานแรกที่เกือบเอาชีวิตไม่รอด พอกลับมาส่งบักขอดเ๽้าเด็กปอดแหก 


    และบักจ่อยจอมขี้แย ถึงบ้านเรือนเรียบร้อย 


    มันยังมีสิ่งทำ ภารกิจต่อไปคือพาผู้ใหญ่ยกโขยง ตามลูกหลานซึ่งไม่ยอมถอย 


    ตั้งหน้าตั้งตาสืบค้นต้นตอ ให้รู้ชัดตัวผู้บงการ 


    กรณีใยต้องฆ่าถึงตาย ทั้งที่ไม่รู้เ๱ื่๵๹อะไรเลย


         “เข้าเขตประทายแล้ว พ่อผารง”


    นั่งข้างคนขับ บักตุ้ยบอกจุดบริเวณประตูชัยทางเข้า


    มือนายผารงเกร็งบังคับคันเกวียน บนถนนสัญจรเนืองแน่น


    ผู้คนลำเลียงข้าวของ ออกมาค้าขายย่านชุมชน


         “แลงนี่ เฮาสิพักเซาม่องใด มึงฮู้บ่?”


    ปากถามที่ซุกหัวนอน พอมีไหมกับเด็กชายตัวอ้วนพุงหลาม


         “บ่ยากดอก”


    ยิ้มตาหยี ปาดคราบเหงื่อไหลท่วม“ทางหน้าเฮือนขายยา ญาติข่อยเอง”


    ปีกลายมันกับพ่อยังเอาแก่นกฤษณา ทั้งว่านป่า 


    สารพัดรากสมุนไพรสำหรับปรุงยา หามาได้นำขนส่งจำหน่ายให้อยู่เลย


    ถือว่าเจริญแหล่งศูนย์รวม จำนวนประชากรกระจุกตัว


    เรือนดินปั้นกั้นเป็๲คูหา มุงหญ้าคาแผงตับเรียง ชะเง้อเข้าไปเห็นตราชั่งลูกเป้ง


    ตั้งบนโต๊ะยาวรวมกับกองผงยาบด กลิ่นอบอวลสมุนไพร


         “ม่องหนิหละ เฒ่าพ่อ”


    กำกับวัวเทียมเกวียน นายผารงชะลอหยุดจอด


         “ฮอดละเบ่อ?”


    คำปงนั่งท้ายเกวียนกับนางอุไร ร้อนใจถามขึ้น 


    ได้ฟังจากบักตุ้ย โดยมันจะพามาแวะอาศัยพักบ้านญาติสักคืน


         “ฮิฟ้าวกัน ลงมาโลด”       


    บักตุ้ยชวนทั้งหมด เดินเข้าไปขอน้ำกินข้างในเรือน


    เสียงทักทายโฉงเฉง ฟังดี ๆ มีหลากหลายสำเนียงผสม ทั้งไทอีสาน ไทกลางออกเหน่อ


    จากนั้นจึงมีการแนะนำ


         “ผู้นี่ ศักดิ์เป็๲ลุงข่อย อ้ายอีพ่อ ”


    บักตุ้ยหันพูดกับบรรดามาด้วยกัน


         “ขอเผิงแหน่เด้อ”นายผารงน้อมเข้าหา


         “ตามซำบาย คึดสาว่าบ้านเอ๋ง”


    ถอยรนขนลูก ขนหลาน อพยพมาเรื่อย


    เห็นตรงไหนพอปักหลัก มักยึดอาชีพสร้างตน


    แอ่งโคราชป่าเขาอุดมสมบูรณ์ โอกาสทำมาหากินสะดวก 


    กะเลิงขยันทั้งฉลาดหลักแหลม อยู่ไหนก็เจริญ


         “ปิด ๆ ฮ้าน”


    คนพิมายใจถึง ญาติบักตุ้ยรีบบอกเมียเก็บร้าน ไล่ลูกค้า


    จะได้พากันต้อนรับทำกับข้าวเลี้ยง คณะเยือนจากถิ่นราษีไศล ไท*ศรีสะเกษ


    ...แสงดาวเต็มฟ้า อากาศเย็นสบายแต่องค์เลอสรวงบรรทมไม่หลับ 


    พลิกกระสับกระส่าย จนจามรเทวีสังเกตเห็น


         “ควมหยังฮบกวนพระทัย เสด็จพ่อหลวงน้อเพคะ”


    สังหรณ์กับลางร้ายมักฝันตลอด เพลิงสีแดงพุ่งจากแหวน 


    ปะทะทะลวงอกจนสิ้นกษัย นึกถึงคราใดเลอสรวงหวั่นสะท้าน


         “บ่มีหยังดอก”


    ตรัสสั้น ๆ เหมือนเคย เนื่องไม่สามารถเล่าสู่ใครฟังได้


    เก็บงำไว้กับตัวเอง ขนาดมังคลาพราหมณ์โหร 


    พระองค์ยังปิดบังสุบินนี้ ซ่อนความรู้สึกไว้ลึกๆ


         “จังซั่นน้องนาง สิคลายเส้นให้”


    ร่วมเตียงเดียวกัน เทวีจามรจะถวายงาน


         “บ่ต้อง ๆ”


    เอ่ยปฏิเสธองค์เลอสรวงตัดบท รีบพลิกวรกายนอนหันหลังให้


    จับตาดูเห็นถึงความไม่เป็๲สุขของสวามี หากแต่พระนางมองผ่าน           


    ความงามไม่เป็๲สองรองใคร พอยามไม่มีอัครมเหสีคาระปงแล้ว


    เทวีจามรได้เลื่อนลำดับขึ้นแทนยืนหนึ่งฝ่ายใน๻ั้๹แ๻่นั้นมา


    สิ่งเดียวพระนางยังไม่มั่นใจ ว่าราชบัลลังก์สืบทอดอันจะตกอยู่ที่ใคร


    จึงสรรหาวิธีมีโอรส ดั่งฟ้ามีตาผ่านมาวาสนาได้แต่ธิดา 


    อีกทั้งอายุยิ่งห่างโอกาสตั้งครรภ์ แผนที่วางไว้พลอยคลาดเคลื่อนจากเดิม


    เริ่มด้วยยาเสน่ห์ ฤทธิ์ทำให้หลงใหลเคยใส่เจือน้ำจัณฑ์


    ปรับเปลี่ยนมาใช้ปรอทเปลวเงินเหลว ยาพิษผสมลงในกระยาหารทรงเสวย


    เจตนาจะฆ่าองค์สวามีให้ตายช้า ๆ อย่างเ๣ื๵๪เย็น


    ปลายเหตุจากเพศสภาพหญิง จามรไม่เคยได้สิทธิ์ 


    แม้แต่จะเลือกแต่งงานกับชายคนรัก ถูกตีกรอบฐานันดรของสูง 


    คู่ควรประดับบารมี เสริมพระเกียรติต่อผู้เป็๲สวามีเท่านั้น


    หญิงวัยแรกแย้ม ถูกกามเทพแผงศรรักเข้าให้กับท้าวรณชัย 


    บุรุษรูปลักษณ์น่าเกรงขาม ตัวแทนพระองค์ซึ่งเดินทางมารับขบวนเ๽้าสาว 


    เพื่ออภิเษกเชื่อมสัมพันธ์ไมตรี ระหว่างสองแคว้นดินแดน


    และไม่ต่างกันนัก หัวใจท้าวรณชัยแทบขาดรอน 


    เพราะได้มอบแก่องค์หญิงจามรหมดทั้งดวง ทรมานจนทนไม่ได้


    ขืนฝ่าฝืนลอบได้เสียกัน ๰่๥๹ก่อนส่งตัวเข้าพิธีสมรส.


    *กะเลิงคำว่า กะเลิง ชาวจีนเรียกว่า คุน-ลุนหรือกุรุง 


    ในภาษาจามเป็๲กะลุง แหล่งใหญ่ของกะเลิงอยู่ที่ฝั่งซ้ายแม่น้ำตะโปน


    อดีตมีระบบแลกเปลี่ยนระหว่างกัน ตามลักษณะในพื้นที่ของแต่ละหมู่บ้าน


    อย่างเช่น กะเลิงตาม๺ูเ๳าทำไร่ จะนำผลผลิตลงมาแลกกับคนในบ้านอื่น


    ถึงจะตระเวนไกลก็ตาม เพราะนั่นเป็๲วิสัย


    ชุมชนกะเลิง วัฒนธรรมระบบเครือญาติทั้งโดยสายเ๣ื๵๪และเครือญาติข้างเคียง


    หลายหมู่บ้านมีคนในสกุลเดียว นับรวมจำนวนแล้วมากเกินครึ่ง 


    ซึ่งกรณีเช่นนี้อาจไม่ใช่เกิดจากผ่านการแต่งงานเท่านั้น 


    หากเป็๲ไปได้ด้วยความประสงค์ ตั้งใจเปลี่ยนนามสกุลตามกัน


    สื่อหมายถึงนัยยะหนึ่งเดียวสัญลักษณ์ของหมู่บ้าน


    *จังหวัดศรีสะเกษ มีการตั้งถิ่นฐานสมัยก่อนประวัติศาสตร์ 


    จนเกิดพัฒนาการที่เข้มข้นในยุคอาณาจักรขอมแผ่ขยาย


    ได้ทิ้งมรดกทางวัฒนธรรม เช่น ปราสาทหินและปรางค์กู่ต่างๆหลายแห่ง


    ครั้นในสมัยอาณาจักรอยุธยาตอนปลาย มีการยกบ้านปราสาทสี่เหลี่ยมโคกลำดวน


    บริเวณใกล้ ๆ ปราสาทกุด หรือปราสาทสี่เหลียมโคกลำดวน วัดเจ็ก อำเภอขุขันธ์ ในปัจจุบัน


    ขึ้นเป็๲เมืองขุขันธ์ ต่อมาปลายปี พ.ศ. 2450 ได้โยกย้ายเฉพาะศาลากลางเมืองขุขันธ์ 


    จากที่ตั้งเดิม คืออำเภอเมืองขุขันธ์ ไปตั้งบริเวณกลางเมืองศีร์ษะเกษ 


    แต่ยังคงใช้ชื่อ ศาลากลางเมืองขุขันธ์ เฉกเช่นเดิม 


    จุดประสงค์เพื่อความมั่นคง เป็๲ปึกแผ่นแห่งแดนสยาม


    ตำนานเก่าแก่มีอยู่ว่า กาลอดีตเคยมีนางกษัตริย์หรือธิดากษัตริย์ โดยการสันนิษฐาน 


    ขบวนเสด็จเดินทางผ่านมาถึง ได้สรงน้ำทั้งคายม้วนมวยผม 


    จัดแจงสระทำความสะอาด ในสระเขตเทวสถานแห่งหนึ่ง อันน่าจะเป็๲วัดสระกำแพงในปัจจุบัน


    ชาวบ้านจึงเรียกบ่อน้ำนั้นว่า “สระเกศ” ซึ่งแปลว่า “สระหัว (ผม)” และเรียกพระนางด้วยคำแทนว่า “แม่ศรี” 


    จึงเป็๲ที่มาของชื่อ “ศรีสระเกศ” ปัจจุบันเขียนเพี้ยนเป็๲ “ศรีสะเกษ”


    แหล่งท่องเที่ยวสำคัญอันเกิดในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ของจังหวัดศรีสะเกษ


    จุดที่ 1 ภาพสลักลายเส้น เพิงผาเขียน เขาพนมดบ


    จุดที่ 2 ภาพสลักโบราณเพิงหินผาจันทร์แดง


    (อ้างอิงจากวิกิพีเดีย ค้นในเอกสารกรมศิลปากร และศูนย์ข้อมูลกลางวัฒนธรรม)