ดุจแท่นอาสน์ร้อน ๆ หนาว ๆ ทรงรู้สึกระคาย นั่งไม่สบายเฉกเช่นทุกวัน
องค์เลอสรวงขยับวรกายผุดลุกยืน ย่างบาทกราดชี้มายังท้าวเทศ
“มึงได้ยิน มาจากไส?”
อันคำกราบทูลบาง่ กล่าวถึงผู้มีบุญถือแหวน
ในงานชุมนุมยังกู่บ้านภารแอ่น คราวเยือนถิ่นมหาสารคาม
ประเด็นเสือหาญเข้ามาฟ้อง ขบวนการเถื่อนลักพาเด็กชาย
ถูกท้าทายจากคนต่างถิ่น ขัดขวางงานจนต้องรีบกำราบ
เกรงเื่จะแดงขึ้นมา อาจสาวถึงต้นตอ
“ขอเถิดพ่อหลวงอย่าเพิ่งสูน ข้ากระหม่อมปราบปรามพวกมันแล้ว บ่มีอีหยังเป็กังวลดอก”
จริงแล้วอยากให้เห็นผลงานบ้าง ท้าวเทศจึงเอ่ยขึ้น
ประกอบทั้งสรุปจัดการเรียบร้อย ตามที่ได้รับมอบหมาย
“จังซั่นติ กูบ่อยากให้ไผมาเทียบรัศมี โตมึงกะฮู้”
สืบทอดโดยตรงจากองค์บวรเกล้า บิดาอย่างชอบธรรมทางสายเื
โอรสลำดับต้นของราชวงศ์ ติดแต่ทรงเอาแต่พระทัยตนเป็ใหญ่
แข็งในท่าทีสมกับลักษณะผู้นำ ซึ่งกำลังจะเพลี่ยงพล้ำเพราะมวลเลื่อนขาบัลลังก์
อันยังไม่รู้ตัว เนื่องชะล่าใจที่ผ่านมาไม่มีพิรุธใด
เหล่าบรรดาใกล้ชิด ไม่ออกอาการให้เห็นกระด้างกระเดื่อง
แต่ใครจะเชื่อ ดีและร้ายมีปะปนกันบ้างในเหล่าข้าราชบริพาร
“โอ้น้อ ทั่วแผ่นดินแถบนี่ บ่มีเด้อผู้มาหาญสู้พ่อหลวงได่”
เชื้อพระวงศ์ปลายแถว ท้าวเทศเอ่ยประโยคเทิดทูน สรรเสริญองค์ราชัน
รากเหง้าเดิมองค์หญิงขันทอง ภูมิลำเนาลุ่มน้ำโขง
ข้ามมาเป็บาทบริจาริกา เพื่อบรรณาการคงสงบร่มเย็น
พอตั้งท้องเป็ชาย ท้าวเทศถือว่าเครือว่านเดียวกัน
พื้นเพอุปนิสัยถูกขัดเกลาอย่างดีจากมารดา จึงสำนึกรักในบ้านเมือง
พร้อมสนองคุณแผ่นดิน ให้สมกับได้รับความเมตตา
“มึงเว้าจังซี่ กูกะซำบายใจ”
ในบรรดาพี่น้อง องค์เลอสรวงไม่เคยคิดระแวงท้าวเทศ
อาจเพราะฝั่งองค์หญิงขันทอง ตระหนักสอนบุตรไม่ให้ทะเยอทะยานเกินอำนาจ
ทราบรู้เนื่องคลุกคลีกันมาั้แ่เด็ก เลยมอบหมายงานไว้ใจสนิท
“หลักฐานหยัง องค์ท้าวเทศพอบอกได่หมู่พวกมันสิบ่ก่อเหตุอีกน้อ”
มังคลาพราหมณ์ต่างหากที่ไม่ยอมปล่อยวาง คำนวณเขียนกระดานอยู่ดี ๆ ท้วงติง
“ญ่านเฮ็ดหยัง ซัมหนิ!”
เป็ไม้เบื่อไม้เมา ชิงเอาความโปรดปราน ท้าวเทศตอกกลับ
“ฮ้ายแฮงกั่วนี่ ท่านปุโรหิตกะยังแปงให้ดีได่”
ฟังคล้ายยกยอแฝงสัพยอก มังคลาชังน้ำหน้าท้าวเทศ
นึกคิดลดบทบาทลงกับท่าทางหยิ่งผยอง ใกล้ฐานบัลลังก์
“ฮั่นมีผู้ฮับประกัน ข้าพเ้าจังสิเชื่อ”ฉลาดพูดลองหยั่งเชิง
ตกหลุมพรางทันที ท้าวเทศกล่าวการันตีผลงาน
“ฟังเด้อบาดหนิ คั่นเกิดเฮืองซ้ำฮอยอีก หัวข่อยหนิหละ ฮับประกัน”
แอบยิ้มเยาะ ปุโรหิตมังคลาสะใจ“ฮักษาคำเว้าเด้อ”
“บ่ะ!”
โดนจี้เข้าให้ ท้าวเทศชักจะไม่พอใจเหมือนกัน
นึกโกรธแค่ตำแหน่งสำคัญ มีหรือจะสู้ญาติประยูร
“เอาเถิน ต่อพระเนตร ยังสิกัดกันอยู่เนาะ”
วาจาห้ามจากพระยารณชัย ขุนนางชั้นผู้ใหญ่เอ่ยขัด
ทัศนคติเชื่องมงายในโหราศาสตร์ ขั้นตั้งตนเป็หนึ่งขบวนการบั่นทอน
ผู้จะมาเบียดอำนาจกษัตริย์องค์ปัจจุบัน ดำรงอยู่แล้วไม่อยากเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์
จุดประสงค์ต่างอีกอย่าง ตรงหนุนฝ่ายเทวีจามร
พระนางที่ลอบเล่นชู้สู่ชาย สมัยคราวหนุ่มสาว
กระทั่งมีธิดาสองคน แท้จริงคือลูกระหว่างท้าวรณชัยกับเทวีจามร
สตรีที่มีอิทธิพลต่อใจ เมื่อรักแรกพบระอุปะทุให้กระทำการเนรคุณ
ดุจสำนวนตราหน้า ‘กินบนเรือน ขี้รดบนหลังคา’
ด้านมังคลาเจอประโยคคล้ายโยนให้เป็หมา เลยไหวตัวทันนิ่งสงบ
อีกทางท้าวเทศ ภารกิจยกรายงานจนครบทุกข้อ
จวนเวลาแยกย้าย จึงเป็โอกาสทูลลายุติวาทะก่อบาดหมาง
...“กูสิบ่อด หละเด้อ”
ถึงเรือนอาณาเขตตน พราหมณ์พรตก็มีหัวจิตหัวใจ
โมโหจัดระบายพ่นอารมณ์ฉุนเฉียว เคืองขุ่นในสายตาใครไม่ให้ความสำคัญตน
ภายในห้องบริกรรม แหล่งเก็บซ่อนคำภีร์ซาตาน
ที่ได้อย่างบังเอิญจากบุคคลลึกลับ คืนพระจันทร์ดับ
จดจำเห็นบิดาผู้จงรักภักดี ถวายการรับใช้มาเนิ่นนาน
ท้ายแล้วไม่มีอะไรดีขึ้นเลย วันยังค่ำเป็ได้แค่โหราจารย์ทำนาย
ชื่อเสียงเกียรติยศพอมี แต่ดูเหมือนไร้ศักดิ์ศรีในหมู่ศักดินา
ก่อลักลอบศึกษาตำราวิปริต ปุโรหิตนุ่งขาวหวังจะเหนือทั้งปวงใต้หล้า
อุบายแรกสอดแทรกคำพยากรณ์ สร้างเื่มดเท็จมุ่งใส่ร้ายมเหสีคาระปง
เพื่อขจัดสายเืโดยตรงองค์เลอสรวง ประเด็นง่ายต่อเส้นทางขึ้นครองราชธานี
แม้เมื่อนั้นท้าวเทศไม่เว้น ก็จะสั่งลงอาญามาตราหนัก
ถูกผลักลงก้นหลุมแล้วกลบ จนตายทั้งเป็อำมหิตไม่ปราณี
ส่วนท้าวรณชัย ต้องจับตัดคอก่อนผู้อื่นแน่นอน
เพราะศัตรูตัวฉกาจที่จ้องหักหลัง ยามครั้งทุกอย่างสำเร็จ
ข่มใจ ขณะนี้มังคลามองหาสิ่งพอระงับโทสะ
“บาดหนิ! กูสิให้พวกมึงบรรลัย พินาศ”
หยิบคัมภีร์มาอ่าน ค้นวิธีปลุกเสกข้าทาส มวลปีศาจสำหรับใช้งาน
ผิดต่อบัญญัติ ถือสถานะลัทธิพราหมณ์ กิจวัตรสวดศึกษาพระเวทอันเป็สิริมงคล
หากแต่ฏ มังคลาพรตฝักใฝ่วิชามาร มนต์ดำเพื่อชิงอำนาจ
...สมบุกสมบันข้ามเวิ้งกว้าง ทุรกันดารแห้งแล้งทุ่งกุลาร้องไห้
ผารงตีโค้งเส้นทางลัด อาศัยบักตุ้ยชี้พิกัด่ระยะได้ถูกต้อง
อาชีพเก่าบรรพบุรุษ*ชาวกะเลิง อพยพมาจากเทือกเขาสูง
เร่ร่อนขายหรือแลกเปลี่ยนสินค้าประเภทของป่าประทังชีวิต
เจนจัดวิถีพเนจรอาศัยค่ำไหนนอนนั่น บักตุ้ยถนัดจรดทั่วแดน
แถบอีสานบนและล่าง มันทะลุปุโปร่งพอควร
สาเหตุที่ต้องมาร่วมขบวนรับจ้างขนเกลือกับนายอนันต์ เนื่องอยากมีสังกัดประจำ
ทางครอบครัวไม่ได้เห็นด้วย เคยอิสระ ค้าขายเท่าตัว ไม่ขัดสนใด
ติดตรงใจมันอยากหาประสบการณ์ เผชิญเดินด้วยลำแข้ง
เหมือนโชคไม่เข้าข้างบักตุ้ย คราวซวยต้องพบกับความผิดหวัง
กับงานแรกที่เกือบเอาชีวิตไม่รอด พอกลับมาส่งบักขอดเ้าเด็กปอดแหก
และบักจ่อยจอมขี้แย ถึงบ้านเรือนเรียบร้อย
มันยังมีสิ่งทำ ภารกิจต่อไปคือพาผู้ใหญ่ยกโขยง ตามลูกหลานซึ่งไม่ยอมถอย
ตั้งหน้าตั้งตาสืบค้นต้นตอ ให้รู้ชัดตัวผู้บงการ
กรณีใยต้องฆ่าถึงตาย ทั้งที่ไม่รู้เื่อะไรเลย
“เข้าเขตประทายแล้ว พ่อผารง”
นั่งข้างคนขับ บักตุ้ยบอกจุดบริเวณประตูชัยทางเข้า
มือนายผารงเกร็งบังคับคันเกวียน บนถนนสัญจรเนืองแน่น
ผู้คนลำเลียงข้าวของ ออกมาค้าขายย่านชุมชน
“แลงนี่ เฮาสิพักเซาม่องใด มึงฮู้บ่?”
ปากถามที่ซุกหัวนอน พอมีไหมกับเด็กชายตัวอ้วนพุงหลาม
“บ่ยากดอก”
ยิ้มตาหยี ปาดคราบเหงื่อไหลท่วม“ทางหน้าเฮือนขายยา ญาติข่อยเอง”
ปีกลายมันกับพ่อยังเอาแก่นกฤษณา ทั้งว่านป่า
สารพัดรากสมุนไพรสำหรับปรุงยา หามาได้นำขนส่งจำหน่ายให้อยู่เลย
ถือว่าเจริญแหล่งศูนย์รวม จำนวนประชากรกระจุกตัว
เรือนดินปั้นกั้นเป็คูหา มุงหญ้าคาแผงตับเรียง ชะเง้อเข้าไปเห็นตราชั่งลูกเป้ง
ตั้งบนโต๊ะยาวรวมกับกองผงยาบด กลิ่นอบอวลสมุนไพร
“ม่องหนิหละ เฒ่าพ่อ”
กำกับวัวเทียมเกวียน นายผารงชะลอหยุดจอด
“ฮอดละเบ่อ?”
คำปงนั่งท้ายเกวียนกับนางอุไร ร้อนใจถามขึ้น
ได้ฟังจากบักตุ้ย โดยมันจะพามาแวะอาศัยพักบ้านญาติสักคืน
“ฮิฟ้าวกัน ลงมาโลด”
บักตุ้ยชวนทั้งหมด เดินเข้าไปขอน้ำกินข้างในเรือน
เสียงทักทายโฉงเฉง ฟังดี ๆ มีหลากหลายสำเนียงผสม ทั้งไทอีสาน ไทกลางออกเหน่อ
จากนั้นจึงมีการแนะนำ
“ผู้นี่ ศักดิ์เป็ลุงข่อย อ้ายอีพ่อ ”
บักตุ้ยหันพูดกับบรรดามาด้วยกัน
“ขอเผิงแหน่เด้อ”นายผารงน้อมเข้าหา
“ตามซำบาย คึดสาว่าบ้านเอ๋ง”
ถอยรนขนลูก ขนหลาน อพยพมาเรื่อย
เห็นตรงไหนพอปักหลัก มักยึดอาชีพสร้างตน
แอ่งโคราชป่าเขาอุดมสมบูรณ์ โอกาสทำมาหากินสะดวก
กะเลิงขยันทั้งฉลาดหลักแหลม อยู่ไหนก็เจริญ
“ปิด ๆ ฮ้าน”
คนพิมายใจถึง ญาติบักตุ้ยรีบบอกเมียเก็บร้าน ไล่ลูกค้า
จะได้พากันต้อนรับทำกับข้าวเลี้ยง คณะเยือนจากถิ่นราษีไศล ไท*ศรีสะเกษ
...แสงดาวเต็มฟ้า อากาศเย็นสบายแต่องค์เลอสรวงบรรทมไม่หลับ
พลิกกระสับกระส่าย จนจามรเทวีสังเกตเห็น
“ควมหยังฮบกวนพระทัย เสด็จพ่อหลวงน้อเพคะ”
สังหรณ์กับลางร้ายมักฝันตลอด เพลิงสีแดงพุ่งจากแหวน
ปะทะทะลวงอกจนสิ้นกษัย นึกถึงคราใดเลอสรวงหวั่นสะท้าน
“บ่มีหยังดอก”
ตรัสสั้น ๆ เหมือนเคย เนื่องไม่สามารถเล่าสู่ใครฟังได้
เก็บงำไว้กับตัวเอง ขนาดมังคลาพราหมณ์โหร
พระองค์ยังปิดบังสุบินนี้ ซ่อนความรู้สึกไว้ลึกๆ
“จังซั่นน้องนาง สิคลายเส้นให้”
ร่วมเตียงเดียวกัน เทวีจามรจะถวายงาน
“บ่ต้อง ๆ”
เอ่ยปฏิเสธองค์เลอสรวงตัดบท รีบพลิกวรกายนอนหันหลังให้
จับตาดูเห็นถึงความไม่เป็สุขของสวามี หากแต่พระนางมองผ่าน
ความงามไม่เป็สองรองใคร พอยามไม่มีอัครมเหสีคาระปงแล้ว
เทวีจามรได้เลื่อนลำดับขึ้นแทนยืนหนึ่งฝ่ายในั้แ่นั้นมา
สิ่งเดียวพระนางยังไม่มั่นใจ ว่าราชบัลลังก์สืบทอดอันจะตกอยู่ที่ใคร
จึงสรรหาวิธีมีโอรส ดั่งฟ้ามีตาผ่านมาวาสนาได้แต่ธิดา
อีกทั้งอายุยิ่งห่างโอกาสตั้งครรภ์ แผนที่วางไว้พลอยคลาดเคลื่อนจากเดิม
เริ่มด้วยยาเสน่ห์ ฤทธิ์ทำให้หลงใหลเคยใส่เจือน้ำจัณฑ์
ปรับเปลี่ยนมาใช้ปรอทเปลวเงินเหลว ยาพิษผสมลงในกระยาหารทรงเสวย
เจตนาจะฆ่าองค์สวามีให้ตายช้า ๆ อย่างเืเย็น
ปลายเหตุจากเพศสภาพหญิง จามรไม่เคยได้สิทธิ์
แม้แต่จะเลือกแต่งงานกับชายคนรัก ถูกตีกรอบฐานันดรของสูง
คู่ควรประดับบารมี เสริมพระเกียรติต่อผู้เป็สวามีเท่านั้น
หญิงวัยแรกแย้ม ถูกกามเทพแผงศรรักเข้าให้กับท้าวรณชัย
บุรุษรูปลักษณ์น่าเกรงขาม ตัวแทนพระองค์ซึ่งเดินทางมารับขบวนเ้าสาว
เพื่ออภิเษกเชื่อมสัมพันธ์ไมตรี ระหว่างสองแคว้นดินแดน
และไม่ต่างกันนัก หัวใจท้าวรณชัยแทบขาดรอน
เพราะได้มอบแก่องค์หญิงจามรหมดทั้งดวง ทรมานจนทนไม่ได้
ขืนฝ่าฝืนลอบได้เสียกัน ่ก่อนส่งตัวเข้าพิธีสมรส.
*กะเลิงคำว่า กะเลิง ชาวจีนเรียกว่า คุน-ลุนหรือกุรุง
ในภาษาจามเป็กะลุง แหล่งใหญ่ของกะเลิงอยู่ที่ฝั่งซ้ายแม่น้ำตะโปน
อดีตมีระบบแลกเปลี่ยนระหว่างกัน ตามลักษณะในพื้นที่ของแต่ละหมู่บ้าน
อย่างเช่น กะเลิงตามูเาทำไร่ จะนำผลผลิตลงมาแลกกับคนในบ้านอื่น
ถึงจะตระเวนไกลก็ตาม เพราะนั่นเป็วิสัย
ชุมชนกะเลิง วัฒนธรรมระบบเครือญาติทั้งโดยสายเืและเครือญาติข้างเคียง
หลายหมู่บ้านมีคนในสกุลเดียว นับรวมจำนวนแล้วมากเกินครึ่ง
ซึ่งกรณีเช่นนี้อาจไม่ใช่เกิดจากผ่านการแต่งงานเท่านั้น
หากเป็ไปได้ด้วยความประสงค์ ตั้งใจเปลี่ยนนามสกุลตามกัน
สื่อหมายถึงนัยยะหนึ่งเดียวสัญลักษณ์ของหมู่บ้าน
*จังหวัดศรีสะเกษ มีการตั้งถิ่นฐานสมัยก่อนประวัติศาสตร์
จนเกิดพัฒนาการที่เข้มข้นในยุคอาณาจักรขอมแผ่ขยาย
ได้ทิ้งมรดกทางวัฒนธรรม เช่น ปราสาทหินและปรางค์กู่ต่างๆหลายแห่ง
ครั้นในสมัยอาณาจักรอยุธยาตอนปลาย มีการยกบ้านปราสาทสี่เหลี่ยมโคกลำดวน
บริเวณใกล้ ๆ ปราสาทกุด หรือปราสาทสี่เหลียมโคกลำดวน วัดเจ็ก อำเภอขุขันธ์ ในปัจจุบัน
ขึ้นเป็เมืองขุขันธ์ ต่อมาปลายปี พ.ศ. 2450 ได้โยกย้ายเฉพาะศาลากลางเมืองขุขันธ์
จากที่ตั้งเดิม คืออำเภอเมืองขุขันธ์ ไปตั้งบริเวณกลางเมืองศีร์ษะเกษ
แต่ยังคงใช้ชื่อ ศาลากลางเมืองขุขันธ์ เฉกเช่นเดิม
จุดประสงค์เพื่อความมั่นคง เป็ปึกแผ่นแห่งแดนสยาม
ตำนานเก่าแก่มีอยู่ว่า กาลอดีตเคยมีนางกษัตริย์หรือธิดากษัตริย์ โดยการสันนิษฐาน
ขบวนเสด็จเดินทางผ่านมาถึง ได้สรงน้ำทั้งคายม้วนมวยผม
จัดแจงสระทำความสะอาด ในสระเขตเทวสถานแห่งหนึ่ง อันน่าจะเป็วัดสระกำแพงในปัจจุบัน
ชาวบ้านจึงเรียกบ่อน้ำนั้นว่า “สระเกศ” ซึ่งแปลว่า “สระหัว (ผม)” และเรียกพระนางด้วยคำแทนว่า “แม่ศรี”
จึงเป็ที่มาของชื่อ “ศรีสระเกศ” ปัจจุบันเขียนเพี้ยนเป็ “ศรีสะเกษ”
แหล่งท่องเที่ยวสำคัญอันเกิดในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ของจังหวัดศรีสะเกษ
จุดที่ 1 ภาพสลักลายเส้น เพิงผาเขียน เขาพนมดบ
จุดที่ 2 ภาพสลักโบราณเพิงหินผาจันทร์แดง
(อ้างอิงจากวิกิพีเดีย ค้นในเอกสารกรมศิลปากร และศูนย์ข้อมูลกลางวัฒนธรรม)