บทที่ 3 สถานการณ์ภายในครอบครัว (รีไรท์)
สิ่งนี้ยังทำให้หลิวเยว่สืบทอดแิแปลก ๆ มาจากคุณยายเ้าของร่างเดิมอย่างสมบูรณ์แบบแถมยังหล่อหลอมเสิ่นต้าเฉียงให้ซึมซับเื่นี้มาด้วย ควรจะบอกดีไหมนะว่าเสิ่นทิงหงรู้สึกว่าเื่ราวแบบนี้มันสนุกมาก
สาเหตุที่เธอข้ามเวลามานั้นเป็เพราะเสิ่นปี้เหลียน ซึ่งเป็ญาติผู้พี่ของเ้าของร่างเดิม นิสัยใจคอของเสิ่นปี้เหลียนนั้นหน้าด้านสมกับชื่อจริง ๆ เพราะนีเอ๋อร์ร่างเดิมได้หมั้นหมายกับผู้ชายที่เธอหมายปอง ต่อมาเธอจึงผลักนีเอ๋อร์ล้มลงกระแทกหินจนเอาชีวิตไม่รอด
หลังจากกลับมาก็รับบทเป็เหยื่อร้องห่มร้องไห้ไม่หยุด หลิวเยว่เป็ห่วงลูกสาวมาก จึงยังไม่มีเวลาไปจัดการหลานตัวดี ถ้าไม่อย่างนั้นด้วยความโกรธเกรี้ยวของหลิวเยว่ น้ำตาจอมปลอมของเสิ่นปี้เหลียนต้องเหือดแห้งแน่นอน
ส่วนผู้ชายที่หมั้นหมายกับเ้าของร่างเดิมเป็นายทหารหนุ่ม ได้เป็ผู้รักษาการแทนั้แ่อายุยังน้อย เป็คนรู้จักเอาตัวรอด แม้ไม่ได้กลับมาดูตัวเสิ่นทิงหง แต่ทั้งสองฝ่ายต่างสนใจในกันและกันจึงตัดสินใจหมั้นหมายกัน
ข้อเสียเพียงอย่างเดียวก็คือพ่อแม่ของเยี่ยเสิ่นเหยียนเสียชีวิตไปนานแล้ว ปู่ย่าก็จากไปทีละคน ตอนนี้เขาจึงเหลือเพียงตัวคนเดียว
การแต่งงานครั้งนี้หลิวเยว่เป็คนเอ่ยกับเยี่ยเสิ่นเหยียนขึ้นมาก่อน
สำหรับสถานการณ์ของสมาชิกภายในครอบครัวเ้าของร่างเดิมก็ซับซ้อนมากเช่นกัน ตอนนี้พวกเขายังไม่ได้แยกบ้าน ดังนั้นทั้งครอบครัวจึงอาศัยอยู่ด้วยกัน เสิ่นทิงหงคิดแล้วก็ปวดหัว
สองปู่ย่าของตระกูลเสิ่นยังมีชีวิตอยู่ คุณปู่ของเสิ่นทิงหงคือเสิ่นเจี้ยนกั๋ว คุณย่าคือหลี่ต้าฮวา ปัจจุบันมีอายุเพียงห้าสิบกว่า ๆ เท่านั้น ร่างกายยังแข็งแรงดี
พวกเขามีลูกทั้งหมดสี่คน
ลูกชายคนโตเสิ่นต้าลี่ เป็พ่อของเสิ่นปี้เหลียน เขากับจางซู่ฉินผู้เป็ภรรยายังมีลูกชายอีกคนหนึ่ง เป็คนโตในบรรดาคนรุ่นหลังของตระกูล ชื่อเสิ่นโหย่วเหวย
พี่ชายคนรอง เสิ่นต้าหย่ง ภรรยาชื่ออู๋อวิ๋น มีลูกชายหนึ่งหญิงหนึ่ง คนโตคือเสิ่นชุนฮวา ญาติผู้พี่ของของเสิ่นทิงหง และคนเล็กคือเสิ่นเสี่ยวปิงเป็หลานชายคนสุดท้องในบ้าน
คนที่สามก็คือเสิ่นต้าเฉียง พ่อของเสิ่นทิงหง เสิ่นทิงหงยังมีพี่ชายฝาแฝดอีกสองคน คือเสิ่นทิงเหวินและเสิ่นทิงอู่
คนที่สี่เป็ลูกสาว เป็อาหญิงของเสิ่นทิงหง ชื่อเสิ่นิฟาง เธอแต่งงานกับจางกั๋วต้งซึ่งเป็น้องชายของจางซู่ฉิน มีลูกชายหนึ่งคนชื่อจางเสี่ยวเหว่ย อายุไล่เลี่ยกับเสิ่นเสี่ยวปิง
ดังนั้นจางซู่ฉินและเสิ่นิฟางจึงสนิทสนมกันมากที่สุดในบรรดาสะใภ้ทั้งหลาย
……
ในที่สุดเธอก็ซึมซับทุกสิ่งเอาไว้ในหัว เสิ่นทิงหงลืมตาขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ร่างกายของเธอผ่อนคลายลงมาก
หลิวเยว่และเสิ่นต้าเฉียงที่เฝ้าดูอยู่ตลอดเวลา เมื่อเห็นลูกสาวลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็โล่งใจได้ในที่สุด
“นีเอ๋อร์ ลูกทำให้มะ...แม่ใแทบแย่...”
ั้แ่เสิ่นทิงหงเข้าเรียนมัธยมในเมืองก็เริ่มเรียกพ่อแม่ตามวิถีคนที่นั่น ดังนั้นหลิวเยว่จึงนึกขึ้นได้
“แม่คะ หนูไม่เป็อะไรแล้ว แค่เหนื่อยนิดหน่อยน่ะค่ะ แม่กับพ่อออกไปก่อนได้ไหมคะ หนูอยากพักผ่อนอีกสักหน่อย”
“ได้ ๆๆ ลูกพักผ่อนให้เต็มที่เถอะ อยากได้อะไรก็เรียกแม่นะ รอลูกหายดีเมื่อไหร่ แม่จะไปพาพวกลุงของลูกมาที่นี่เอง ให้ลูกได้แก้แค้นเต็มที่เลย”
ยิ่งพูดก็ยิ่งโมโห จู่ ๆ หลิวเยว่ก็รู้สึกว่าเสิ่นต้าเฉียงขัดหูขัดตาขึ้นมา “มัวทำบื้ออะไรอยู่ตรงนี้ล่ะ ไม่ได้ยินเหรอว่าลูกสาวบอกว่าเหนื่อย้าพักผ่อนน่ะ!?”
เสิ่นต้าเฉียงคิดในใจ ‘เขาเป็แค่อาสามของเสิ่นปี้เหลียน แต่นี่คือสิ่งที่เขาสมควรได้รับเหรอ…’
เสิ่นต้าเฉียงล้างสมองตัวเอง แม้ความจริงแล้วทั้งหมดหลิวเยว่จะเป็คนพูด แต่เขาคิดว่าคำพูดของภรรยาเป็จริงตามนั้นมาโดยตลอด
ไม่ว่าหลิวเยว่จะพูดอะไร เขาก็อดไม่ได้ที่จะเอาสมุดบันทึกเล่มเล็กมาจดเอาไว้ชื่นชมในภายหลัง แล้วท่องมันให้ขึ้นใจ
“ลูกรัก พักผ่อนให้เต็มที่เถอะ” เสิ่นต้าเฉียงยิ้มให้เสิ่นทิงหงอย่างใสซื่อ แม้ใบหน้าจะตากแดดจนดำคล้ำ แต่ดวงตาคู่นั้นและฟันขาวซี่ใหญ่ก็ส่องแสงสดใส
“ค่ะพ่อ”
เสิ่นทิงหงใช้ชีวิตอยู่คนเดียวมาตลอด แม้จะทุะลุมิติมาโลกที่ไม่คุ้นเคย แต่เธอก็ยอมรับได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อยอมรับสภาพแวดล้อมที่ยอมรับได้น้อยที่สุดแล้ว ต่อไปก็จะค้นพบความสวยงามของสิ่งอื่น ๆ ได้ง่ายขึ้น อย่างเช่นในตอนนี้เสิ่นทิงหงรู้สึกว่าแม้โลกใบนี้จะไม่พัฒนาเท่าที่ที่เธอเคยอาศัยอยู่ แต่การมีพ่อแม่ที่รักเธอมากขนาดนี้ก็เป็เื่ที่ดีมากแล้ว
เสิ่นทิงหงพยายามประคองร่างกายที่อ่อนแอลงจากเตียงไปปิดประตูห้อง จากนั้นก็นั่งลงบนเตียงเพื่อตรวจสอบสถานการณ์ของห้วงมิติ
โชคดีที่เป็เหมือนอย่างที่เธอคิดไว้ พอเห็นว่าห้วงมิติยังคงอยู่ จิตใจของเสิ่นทิงหงก็มั่นคงขึ้นมาก อย่างน้อยในหมู่บ้านบนูเาเล็ก ๆ ลำบากลำเข็ญแห่งนี้ เธอก็มีกำลังใจมากพอแล้ว
เสิ่นทิงหงมองกำแพงที่มีอากาศถ่ายเทรอบตัวและอดทอดถอนใจไม่ได้ หลังจากแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครอยู่แถวนี้ เธอก็หยิบโจ๊กหมูไม่ติดมันใส่ผักออกมาจากห้วงมิติ
หญิงสาวรู้สึกได้ว่าร่างกายนี้ขาดไขมัน แม้แต่การก้าวสักสองก้าวในสถานการณ์แบบนี้ยังเป็เื่ยากเลย
ถึงเสิ่นทิงหงจะไม่ใช่เ้าหน้าที่ทางการแพทย์ แต่เธอก็พอจะมีความรู้พื้นฐานอยู่บ้าง ในเวลาแบบนี้คงกินอะไรที่เลี่ยนเกินไปไม่ได้แน่นอน แต่สารอาหารที่จำเป็ก็ยังต้องเสริมเข้าไปอยู่ดี
ในเวลานี้โจ๊กหมูไม่ติดมันใส่ผักได้กลายเป็ตัวเลือกที่ดีที่สุด เมื่อเห็นว่าร่างนี้ไม่มีเนื้อส่วนเกิน เสิ่นทิงหงจึงคิดว่าจะรอให้ตัวเองอาการดีขึ้นอีกหน่อย จากนั้นค่อยบำรุงให้เต็มที่
เธอรีบกินให้เสร็จ ไม่กล้าเคี้ยวอย่างเชื่องช้าเลย เพราะถึงยังไงความเป็ส่วนตัวในห้องนี้ก็ไม่ได้มีมากนัก หากคนอื่นมาเห็นเข้าคงจะลำบากน่าดู
หลังจากกินเสร็จแล้วเสิ่นทิงหงก็โยนกล่องอาหารทิ้งลงไปในห้วงมิติแล้วเริ่มพักผ่อน ตอนนี้เธอไม่มีกำลังมากพอที่จะคิดเื่กวนใจทุกอย่างในบ้านหลังนี้ เ้าของร่างเดิมได้รับาเ็ที่ศีรษะ เพราะงั้นจำเป็ต้องพักผ่อนให้เต็มที่
หากจะบอกว่าเ้าของร่างเดิมยังมีแม่ที่ดีก็ไม่ถูกอีก ควรจะบอกว่าแม่ของเธอมีครอบครัวที่ดีมากกว่า
เดิมทีทุกคนอาศัยเบียดเสียดอยู่ด้วยกัน สามครอบครัวต้องแบ่งย่อยออกเป็สองห้อง อย่างเช่นเสิ่นปี้เหลียน ตอนนี้เธอต้องแบ่งห้องกับเสิ่นโหย่วเหวยพี่ชายของตัวเอง ตรงกลางมีเพียงไม้กระดานกั้นไว้
แต่หลังจากที่หลิวเยว่ให้กำเนิดเสิ่นทิงหง เธอก็ขอให้พี่ชายทั้งสามช่วยสร้างห้องเดี่ยวให้เสิ่นทิงหง แต่เมื่อผ่านไปสิบกว่าปี ภายในห้องนี้ก็ดูทรุดโทรมไปมาก
แม้ครอบครัวใหญ่และครอบครัวที่สองจะไม่พอใจ หากแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ การสร้างบ้านไม่ว่าจะเป็เื่ออกแรงหรือออกเงินฝ่ายหลิวเยว่เป็คนจัดการทั้งหมด ต่อให้พวกเขาจะไม่พอใจยังไง ก็ต้องเก็บเอาไว้ในใจ
สองผู้เฒ่าเคยพูดแล้วว่า รากฐานของบ้านหลังเก่ามีขนาดใหญ่มาก หากพวกเขามีกำลังก็สามารถต่อเติมบ้านได้ คนแก่อย่างพวกเขาสองคนก็ไม่ว่าอะไร
ระหว่างนั้นหลิวเยว่ได้มาถามอาการของเสิ่นทิงหงสองครั้ง หลังจากแน่ใจแล้วว่าลูกสาวไม่เป็อะไรจึงสบายใจได้ในที่สุด
ระหว่างกินอาหารเย็น เสิ่นทิงหงก็ได้ยินเสียงดังเอะอะโวยวายข้างนอก เธอรู้สึกเป็กังวลในทันที ครอบครัวใหญ่อาศัยอยู่ร่วมกัน เหมือนอยู่ในจักรวาลครอบครัวอันกว้างใหญ่เลย
“นีเอ๋อร์ ถึงเวลากินข้าวเย็นแล้ว แม่ยกเข้าไปให้ดีไหม?”
เสียงของหลิวเยว่ดังขึ้นข้างนอก
เสิ่นทิงหงลุกจากเตียงไปเปิดประตู เดิมทีเธอตั้งใจจะออกไปรับกินข้าวด้วย จะได้ทำความรู้จักกับสมาชิกในครอบครัว แต่เสียงข้างนอกหนวกหูเสียเหลือเกิน ทั้งเสียงของผู้สูงอายุและเด็ก ๆ ทำให้เสิ่นทิงหงที่ได้รับาเ็ที่ศีรษะอยู่แล้วรู้สึกทรมานมากกว่าเดิม
“แม่คะ ช่วยยกเข้ามาให้หนูหน่อยแล้วกันค่ะ”
“ได้เลย ลูกรีบนอนเถอะ เดี๋ยวแม่ไปเอามาให้เอง”