‘ต่อจากนี้ต้าซีเป็ของเ้า ข้าฝากต้าซีด้วย’
...มักง่ายอะไรอย่างนี้...
เฉินมี่จวนในร่างของหยางเยว่ซือกงจู่นอนพลิกตัวอยู่บนที่นอนในตำหนักด้วยสีหน้าเอาเื่ แม้ว่าเธอจะสั่งดับตะเกียงทั้งหมดไปแล้วก็ตามแต่ว่าเธอก็ยังนอนไม่หลับอยู่ดี เด็กหญิงนอนถอนหายใจเฮือกใหญ่แขนท่อนน้อยก่ายหน้าผาก อย่างคนอับจนหนทางไม่รู้จะจัดการอย่างไรกับเื่นี้ดี
เธอควรจะได้นอนในที่นอนนุ่มอย่างดีที่ปรับสภาพตามแผ่นหลังเพื่อไม่ให้ปวดหลังมากเกินไปในคอนโดที่มีเครื่องกรองฝุ่นละอองในอากาศและเครื่องพ่นไอน้ำเพื่อความชุ่มชื้นภายในห้องอย่างดี จุดเทียนหอมของ Jo Malone เปิดเสียงฝนตกคลอเบา ๆ ในไฟโหมดมืดสนิทเพื่อการพักผ่อนอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องระแวงว่าใครจะเอาดาบพุ่งเข้ามาแทงในตอนหลับ
ไม่ใช่นอนปวดหลังอยู่บนฟูกโบราณแข็ง ๆ ในเตียงคลุมด้วยม่านลายปักเจือกลิ่นเยื่อไม้จาง ๆ และกฎการจุดตะเกียงไฟของวังหลวงที่ทำให้มีแสงวูบวาบอยู่ด้านนอกตลอดเวลารบกวนสายตาและการนอนของเธอเป็อย่างยิ่ง อีกทั้งผนังที่ไม่กันเสียงจากด้านนอกอีกเรียกได้ว่านอนเคล้าคลอเสียงคนเดินไปมาที่ก็ยังไม่อาจจะแน่ใจได้ว่ามาเดินตรวจตราความเรียบร้อยหรือเดินหาช่องวิ่งเข้ามาปลิดชีพเธอกันแน่
‘ข้าขอบใจเ้ามากเฉินมี่จวน ตัวข้า ราชนิกุลตระกูลหยางทุกคน และแผ่นดินต้าซีเป็หนี้เ้า’
เสียงของิญญากงจู่ยังคงก้องอยู่ในหัวของเธอ นางปรากฏตัวขึ้นมาตอนที่เธอกำลังอาบน้ำ พอมาถึงนางก็ไม่อธิบายเกริ่นนำหรือทำเื่เสียเวลาเลยสักนิด แต่อย่างน้อยนางก็ควรทำเื่สำคัญอย่างเช่นบอกเหตุผลบ้าง มาถึงกงจู่ก็ใส่เต็มที่ไม่รอให้เธอได้โต้ตอบเลยแม้แต่น้อย พอสั่งได้ครบดั่งใจแม่ท่านก็รีบอ้างว่าพลังไม่พอแล้วก็หายตัวหนีไปดื้อ ๆ
...เป็หนี้? ...
ให้ตายเถอะถ้าเป็คนฮ่องกงหรือชาวแผ่นดินใหญ่ก็ตามทุกคนที่รู้จักชื่อของเฉินมี่จวนย่อมรู้ตัวดีว่า อย่าพยายามจะเป็หนี้กับเฉินมี่จวนจะดีกว่า เพราะเธอไม่ใช่เ้าหนี้ที่น่ารักนักหรอก เด็กหญิงขบปากตัวเองด้วยนิสัยเคยชินยามเมื่อต้องใช้ความคิด
เธอไม่ค่อยจะรู้เื่ความสามารถของพวกิญญานัก เพราะอย่างนี้เธอจึงกังวลว่าเธอจะแน่ใจได้อย่างไรว่าิญญาที่มาสั่งเธอปาว ๆ ตนนั้นเป็กงจู่ตัวจริงไม่ใช่แค่สัมภเวสีแอบอ้างชื่อเท่านั้น แต่เื่ที่น่าคิดกว่านั้นก็มีอยู่เหมือนกัน
...ถ้ากงจู่มาหาเราได้ แล้วเราจะกลับไปหาตัวเองได้หรือเปล่า...
การที่ิญญากงจู่มาปรากฏตัวให้เธอเห็นได้ก็เท่ากับว่านางยังวนเวียนอยู่แถวนี้ไม่ใช่หรือ แล้วทำไมนางไม่กลับมาสิงร่างตัวเองแล้วฟื้นคืนชีพให้มันจบเื่ไปเสียเล่า แล้วทำไมิญญาคนที่ตายในอีกยุคอีกสมัยอีกที่หนึ่งของโลกอย่างเธอถึงได้มาอยู่ในร่างนี้ได้ มันเกิดอะไรขึ้นหรือเป็การถ่ายโอนพลังงานผ่านจุดรูหนอนหรือว่าทฤษฎีเื่มิติซ้อนทับกัน
...ไม่ใช่ว่าเื่พวกนั้นเป็ปาหี่ของนักวิทยาศาสตร์ที่เอามาพูดกันวันเอพริลฟูลหรือ...
เธอก็คนตายเหมือนกันไม่ใช่หรือ? มันไม่ยุติธรรมเลยที่ิญญากงจู่ได้โลดแล่นในโลกความตายอย่างเป็อิสระ ในขณะที่เธอดันมาติดอยู่ในร่างของกงจู่พร้อมกับภาระการดูแลแผ่นดินที่ติดตัวพระองค์ประหนึ่งเป็สมบัติติดกาย มันคงจะดีถ้าสมบัตินั้นเป็สมบัติจริง ๆ อย่างที่เธอสร้างให้ตัวเองเอาไว้ในชาติก่อนไม่ใช่ภาระที่มาในรูปสมบัตินามว่าบัลลังก์ แต่พ่วงความเป็อยู่ของประชาชนและเอกราชของแผ่นดินเอาไว้อย่างนี้
...เหมือนซื้อประกันแล้วติดเงื่อนไขดอกจัน...
การที่เธอตายจากทุกอย่างที่เธอสร้างเอาไว้ด้วยแรงของตัวเองโดยที่ยังไม่ทันเสพสุขบนกองเงินกองทองอย่างที่ตั้งใจเอาไว้เนี่ย มันทำใจยากแต่ก็ยังพอจะทำใจได้ แต่การที่ตายแล้วยังต้องมารับภาระคนอื่นต่อเหมือนโดนปัดสวะมาให้ไม่ว่าอย่างไรก็รับไม่ได้จริง ๆ
เด็กหญิงถอนหายใจอีกครั้ง เธอรู้สึกจนปัญญาอย่างถึงที่สุดเท่าที่เคยเป็มาแล้วในชีวิต เธอเชื่อว่าไม่มีปัญหาไหนที่คนอย่างเฉินมี่จวนจะแก้ไม่ได้จนกระทั่งวันนี้…
…จะหนีก็หนีไม่ได้ ที่ให้กลับไปก็ไม่มี…
ต่อให้เธอฆ่าตัวตายไปิญญาเธอก็ไม่แน่ว่าจะได้กลับไปที่เดิมเสียด้วย เื่หวังกลับไปร่างเดิมนี่น่าจะตัดทิ้งไปได้เลยป่านนี้ร่างนั้นสมองน่าจะขาดออกซิเจนนานเกินจนเรียกว่าอยู่ในสภาวะตายแล้วในทางการแพทย์ ครั้นลองตายอีกรอบแล้วถ้าเกิดไปอยู่ในร่างที่รันทดกว่านี้ขึ้นมาจะยิ่งไปกันใหญ่
...แต่ใครจะรันทดไปกว่าเยว่ซือกงจู่อีก...
กงจู่ที่เหลือตัวคนเดียวกับราชบัลลังก์ที่มีแต่ปัญหา พ่วงด้วยข้าราชบริพารขี้ฉ้อ พ่อก็ไม่อยู่คุ้มกะลาหัวแถมตัวก็ยังไม่โตเต็มวัย อะไรจะนรกกว่านี้ได้อีก
น้ำตาของคนที่ตายไปแล้วแต่ยังทำใจไม่ได้กับความตายที่เสียไปแลกมากับความเป็ที่ยังเหลืออยู่ไหลรินออกมาอย่างไม่อาจห้ามได้ แต่ถึงอย่างนั้นขอบตาร้อนผะผ่าวที่ควรจะทำให้การนอนหลับนั้นยากขึ้นก็ยังพ่ายแพ้ความเหนื่อยล้าที่เธอผจญมาทั้งวัน เมื่อหลับตาลงได้ไม่นานร่างน้อยของเด็กหญิงที่มีสถานะเป็ถึงผู้ครองแผ่นดินต้าซีก็ผล็อยหลับไปด้วยความง่วงงุน
‘ลี่มี่’
เสียงนั้นดังอยู่แสนไกลมันห่างออกไปราวกับว่าเธอจะไม่ได้ยินมันอีกแล้ว เสียงที่คุ้นเคยเสียงที่เธอคิดถึงแทบขาดใจดังห่างออกไปเรื่อย ๆ เธอลืมตาขึ้นทันทีด้วยความรีบร้อนจะมองหาต้นเสียงนั้นแต่รอบข้างกลับมีแต่ความมืดมิดเท่านั้น ความเจ็บแปลบบริเวณช่องท้องเกิดขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้มันเจ็บร้าวไปจนถึงกระดูกสันหลัง มันเจ็บเสียจนเธอร้องไม่ออกด้วยซ้ำ
‘มี่จวน อยู่กับเกอก่อน มี่จวน... ลี่มี่ กลับมา’
เสียงเรียกนั้นดังราวกับจะขาดใจอย่างไรอย่างนั้น เธอไม่ค่อยจะได้ยินเ้าของเสียงคร่ำครวญนักหรอกหากคราวนี้เขาคร่ำครวญขนาดนี้ย่อมเป็เื่ใหญ่ พลันความร้อนผะผ่าวที่รอบดวงตาก็เกิดขึ้นอีกครั้งน้ำตาของเธอไหลออกมาอย่างห้ามไม่ได้ แต่ก่อนที่จะได้ยินอะไรมากไปกว่านั้นภาพรอบตัวก็พลันเปลี่ยนไปในทันที
ความมืดรอบตัวจางหายไปราวกับหมอกควัน ภาพของพระราชวังโบราณปรากฏขึ้นรอบกายเธอ สวนสวยงามหอมกลิ่นดอกไม้ในฤดูใบไม้ผลิปรากฏขึ้นตรงหน้าอีกทั้งเสียงหัวเราะเคล้าคลอกับเสียงพิณดังขึ้นไม่ห่าง ร่างของชายคนหนึ่งหน้าตาดูใจดีที่ดูคุ้นเคยเหลือเกิน เอื้อมมือมาลูบหัวของเธอเบา ๆ เขาส่งยิ้มให้กับเธออย่างอ่อนโยน
‘เยว่ซือ ลูกคือของขวัญที่ดีที่สุดที่ฟ้าประทานมาให้พ่อ’
ความอบอุ่นไหลเข้ามาสู่จิตใจของเธอพร้อม ๆ กับกลิ่นหอมของกิ่งไผ่ตัดใหม่ที่อยู่ไม่ไกลนัก เธอหันไปด้านขวามือแล้วจู่ ๆ ความร้อนผะผ่าวก็พลันเกิดขึ้นบนหน้า เธอเห็นเพียงชายผ้าไหมชั้นดีเท่านั้นแต่ยังไม่ทันเห็นใบหน้าของคนที่นั่งอยู่อีกฝั่ง แล้วภาพก็แปรเปลี่ยนไปอีกครั้งรอบกายเธอเหลือเพียงความมืดที่มืดเสียจนแม้จะมองมือของตัวเองก็ยังไม่เห็นด้วยซ้ำ
‘มิสเฉิน...’ เสียงของเด็กน้อยดังขึ้นข้างกายเธอ
ความปวดหัวที่ร้าวระบมราวกับมีใครเอาถุงสุญญากาศมาดูดสมองของเธอไว้เกิดขึ้นพร้อมกับความเจ็บร้าวไปทั่วทั้งกายจนแม้แต่ริมฝีปากเธอก็ยังชาจนไม่แน่ใจว่าทั้งปากทั้งจมูกของเธอยังหายใจได้อยู่หรือไม่
‘มิสเฉิน หม่าม้า ทำไมหม่าม้าไม่ตื่น’
เสียงสะอื้นนั้นดังพร้อมกับความอุ่นที่มือที่เธอรับรู้ได้แต่มันคงเป็การรับรู้ครั้งสุดท้ายแล้ว เพราะสิ้นความอุ่นนั้นความเ็ปก็โจมตีเธอจนสติเธอไม่เหลืออีกต่อไป...
‘ฆ่ามันซะ ถ้าปล่อยมันอยู่นานไปจะเป็ปัญหาแก่เราในภายหลัง’
เสียงหนึ่งดังขึ้นอีกครั้ง ความเจ็บหายไปหมดราวกับไม่เคยมีอยู่ พลันความมืดรอบกายก็หายไปอีกครั้ง ภาพของชายสองคนในชุดโบราณปรากฏขึ้นหากแต่เป็ภาพที่มองผ่านรูเล็ก ๆ ของบานประตูเท่านั้นไม่ใช่ภาพที่เห็นชัดดั่งภาพตอนแรกแต่อย่างไร ความรู้สึกหนาวเหน็บที่ลำคอเกิดขึ้นจนขนลุก ชายสองคนนั้นทำให้เธอไม่กล้าแม้แต่จะหายใจด้วยซ้ำ
‘...’ เสียงทั้งหมดพลันหายไปอีกครั้ง
ภาพตรงหน้าของเธอเป็ภาพศพของชายวัยกลางคนในชุดคลุมพยัคฆ์สีทอง ใบหน้าที่เคยใจดีอ่อนโยนของเขานั้นแปรเปลี่ยนเป็สีหน้าโกรธแค้น ดวงตาทั้งสองเบิกโพลงแม้ว่าร่างกายจะไม่รับรู้แล้วก็ตาม ความเย็นจากมือของเธอที่กุมมือชายคนนั้นอยู่มันเป็ความเย็นที่ไม่ได้มาจากิัคน เมื่อก้มลงมองไปก็พบกับหยกสีขาวมีริ้วลายเมฆที่แกะเป็รูปพยัคฆ์เหยียบเมฆาอยู่ในมือ
‘พระองค์มันไร้ประโยชน์ทั้งยังเป็ใบ้ ส่งไปให้องค์ฮ่องเต้แห่งเฉียนฉินก็จะกลายเป็การิ่เกียรติเสียเปล่า’
‘หญิงใบ้อย่างพระองค์เลี้ยงต่อไปก็เปลืองข้าวสุก’
‘ฆ่าทิ้งเสียตอนนี้จะได้ไม่มีปัญหาเอาภายหลัง’
สายตาดูแคลนรวมถึงความอาฆาตของเหล่าคนที่ยืนรุมล้อมเธออยู่นั้นรุนแรงเสียจนเธอไม่อาจจะควบคุมตัวเองไม่ให้สั่นได้อีกต่อไป
ความกลัวเข้าแช่แข็งประสาทััของเธอจนไม่กล้าแม้แต่จะหนีหายไปไหน หนามของดอกเหมยกุ้ยทิ่มแทงลงมาที่มือนั้นสร้างความปวดร้าวลามไปทั่วแขนอย่างรวดเร็วก่อนที่ความเจ็บจะพลันหยุดแล่นไปด้วยบางอย่างที่เธอเองก็ไม่รู้เช่นกัน แต่มันก็ไม่นานนักเพราะความเจ็บจี๊ดจากกลางกะโหลกศีรษะประเดประดังเข้ามาอีกครั้งมันเจ็บเสียจนเธอสะดุ้งสุดตัว
“แฮ่ก ๆ ๆ ”
ร่างเล็กที่ตื่นขึ้นมาหอบหายใจระรัวอยู่บนเตียง เหงื่อซึมไหลออกมาตามไรผมและผิวกาย แม้ว่าอากาศข้างนอกจะเย็นแค่ไหนก็ตาม มือน้อยทั้งสองข้างยกขึ้นปิดปากกับภาพที่ตนเองเพิ่งจะเห็นไป พลันเธอก็รับรู้ได้ถึงคราบน้ำตาที่ยังคงชื้นอยู่ที่ข้างแก้มได้ทันที หัวใจของเธอยังเต้นแรงเสียจนเสียงมันยังอึงอื้ออยู่ในหัวด้วยซ้ำ เด็กหญิงก้มลงมองร่างกายตัวเองอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจ
...ยังอยู่ร่างเดิมนี่...
ความหวังเล็ก ๆ ของเธอที่คิดว่าการหลับครั้งนี้จะเปลี่ยนไปอยู่ในอีกร่างหนึ่งนั้นหมดไปทันที มือเล็กของเด็กผู้หญิงกับร่างกายบอบบางจนน่าเวทนาของนางในชุดสีขาวบางของสตรีสมัยโบราณ เตียงที่เธอนอนอยู่ก็ยังคงเป็เตียงฟูกผ้าแข็ง ๆ ที่ถูกล้อมด้วยผ้ามุ้งสลับกับม่านถึงสามชั้น ผ้าที่ใช้คลุมกายให้ความอบอุ่นก็ยังเป็ผ้าปักลายเหมยฮวาสีอ่อนเหมือนเช่นตอนก่อนหลับไป...
...ไม่ได้กลับไปสินะ...
เด็กหญิงสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ก่อนจะกลั้นเอาไว้ตามอย่างที่เธอมักจะทำเวลา้าเร่งออกซิเจนให้ไปเลี้ยงสมองเร็ว ๆ แล้วค่อยผ่อนลมหายใจออกอย่างแ่เบา เธอทำอย่างนั้นซ้ำ ๆ อยู่ประมาณสิบครั้งได้ก่อนจะใช้ทั้งสองมือลูบหน้าตัวเองอีกทีเพื่อเรียกสติกลับมาเสียก่อน
“กงจู่ ทรงตื่นบรรทมแล้วหรือเพคะ” เสียงนางกำนัลเจียวเหม่ยดังขึ้นจากภายนอกม่านบังตา
“อื้ม” เธอตอบรับเพียงเท่านั้น
...ตายไม่ได้ก็ต้องอยู่ให้ได้...
เด็กหญิงทิ้งขาทั้งสองลงกับพื้นข้างเตียง พระหัตถ์บางปัดตวัดผ้าม่านออกให้พ้นตา ร่างบางระหงเดินออกมาจากแท่นบรรทมด้วยท่าทางที่สง่างามกว่าที่พวกนางเคยเห็น พระพักตร์ที่เคยแย้มสรวลอ่อนหวานน่ามองบัดนี้กลับเคร่งขรึมเปลี่ยนไปจากเดิม สายพระเนตรของกงจู่ที่ทอดมานั้นคล้ายกับมีความกดดันลึก ๆ แฝงอยู่ตลอดเวลา
“จะทรงผลัดผ้าเลยหรือไม่เพคะ” นางกำนัลเจียวอิงเอ่ยอย่างเอาใจ
“ยัง ข้าจะขอขยับกายเสียหน่อย พวกเ้าไปเตรียมน้ำเอาไว้อีกสิบห้านาทีข้าจะไปอาบ... หมายถึงสรงน้ำ” เด็กหญิงสั่งด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดต่างไปจากเดิม
“สิบห้านาที...”
นางกำนัลทั้งสองเอียงคอพร้อมกันด้วยความงุนงงจนคนที่ออกคำสั่งขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนที่สายตาเธอจะแสดงถึงความเข้าใจบางอย่าง
“ข้าหมายถึง... ประมาณหนึ่งก้านธูป” หยางเยว่ซือกงจู่ตรัสซ้ำ
“เพคะ” นางกำนัลทั้งสองรีบรับคำก่อนจะพากันเดินออกไปจากส่วนบรรทมทันที
เมื่อเห็นว่าทั้งสองลับตาไปแล้วเด็กหญิงตัวน้อยก็ทรุดตัวลงนั่งกับพื้นขัดขาทั้งสองข้างไขว้เข้าหากัน แขนเรียวชูขึ้นเหนือศีรษะ เด็กหญิงหลับตาลงกำหนดลมหายใจเข้าออกช้า ๆ ก่อนจะเริ่มเอนตัวไปด้านหน้า โยคะเป็การออกกำลังกายที่ให้ผลทั้งทางร่างกายและสมองเป็อย่างดี ทั้งช่วยเื่สมาธิและการหมุนเวียนเือีกด้วย ในยุคสมัยที่ไม่มีเสื้อชั้นในสำหรับการออกกำลังกายแล้วโยคะคงจะเป็การออกกำลังกายที่ดีที่สุด
...ในกรณีที่อาจจะต้องใช้ทั้งสมองทั้งกำลัง...
เธอขยับเปลี่ยนท่าไปเรื่อย ๆ ในขณะที่เรียบเรียงความคิดในสมองไปด้วย ความทรงจำของเฉินมี่จวนและหยางเยว่ซือนั้นมีหลายส่วนที่ยังซ้อนทับกันอยู่เหมือนข้อมูลที่ยังไม่ได้จัดเรียง หากเธอต้องอยู่ในร่างนี้แล้วก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเข้าใจสิ่งที่อยู่ในหัวนางทั้งหมดก่อน
การจัดเรียงข้อมูลในสมองนั้นสำคัญมาก โดยปกติมนุษย์ทุกคนมีทุกอย่างที่จำเป็ต้องใช้ในการดำรงชีพอยู่ในตัวเองโดยธรรมชาติอยู่แล้ว เพียงแต่การตอบสนองต่อสถานการณ์ได้ดีหรือไม่นั้นมันเกิดจากความแตกต่างในการจัดการกับข้อมูลในหัวของแต่ละคนเท่านั้น
...ในเมื่อเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องจัดการกับมันให้ได้...
แขนทั้งสองข้างยันอยู่กับพื้นในขณะที่ลำตัวของนางเหยียดตรงขึ้นฟ้า ท่าการออกกำลังที่ช่วยให้เืไหลเวียนมาที่สมองมากขึ้น จะช่วยลดความเครียดอย่างเฉียบพลันได้ดี ‘อะไรที่แก้ไม่ได้ย่อมไม่ใช่ปัญหา’ คติปัดสวะอย่างนี้ใช้ได้ดีทีเดียวสำหรับตัวเธอที่ติดอยู่ในร่างของหยางเยว่ซือ ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็หลุดพ้นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นการคิดจะกลับไปยังโลกที่ตัวเองจากมานับเป็สิ่งที่แก้ไม่ได้ ในเมื่อมันแก้ไม่ได้มันก็ย่อมไม่ใช่ปัญหา...
ร่างบางวางเท้าทั้งสองข้างลงกับพื้นก่อนจะค่อย ๆ ก้มกาย ลงจนหัวแนบกับขาทั้งสองข้างแขนเล็กโอบไปข้างหลัง ความคิดในหัวของเธอเริ่มเข้าที่เข้าทางขึ้นกว่าเดิมมาก การหายใจเข้าออกของเธอเริ่มเป็ปกติขึ้นกว่าก่อนหน้านี้ ตอนนี้ลมหายใจเริ่มที่จะเนิบช้าและมีสมาธิกว่าเดิม การหลับตาเนิ่นนานนั้นทำเพื่อลดการรับรู้ภายนอกกระตุ้นการรับรู้ภายใน เด็กหญิงยืดตัวขึ้นเต็มความสูงสูดหายใจเข้าออกอีกครั้งก่อนจะพาร่างตัวเองไปที่ห้องอาบน้ำทันที
…ต้องรีบหน่อยเพราะยังมีเื่ที่นับเป็ปัญหาอยู่…
“จริงหรือ กงจู่น่ะหรือสังหารท่านเสนาบดี”
“ไม่จริงน่า ข่าวลือเสียมากกว่าคงจะเป็พวกฝ่ายปิงปู้จวงอี้ (ปิงปู้จวงอี้ (ภาษาจีน) เสนาบดีกรมกลาโหม) จ้างมือสังหารมาจัดการท่านเสนาบดีเฉินแล้วให้กงจู่แอบอ้างสวมรอยมากกว่า”
“จริงอย่างท่านขุนนางว่า หญิงใบ้อย่างกงจู่เนี่ยนะจะสังหารผู้มีฝีมือระดับท่านเสนาบดีเฉินได้”
เสียงพูดคุยที่ดังลอดมาจนถึงประตูหน้านั้นทำให้คนที่ฟังอยู่ได้แต่กลอกตา แค่เด็กผู้หญิงฆ่าคนยังแตกตื่นกันขนาดนี้เธอเริ่มไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมิญญากงจู่ถึงมาฝากต้าซีไว้กับเธอ ดูท่าว่าถ้าฝากกับคนพวกนี้อีกไม่นานชื่อต้าซีก็คงถูกลบออกจากแผนที่ในยุคนี้แน่
“กงจู่จะทรงเข้าไปจริงหรือเพคะ” นางกำนัลเจียวเหม่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจนัก
“นั่นสิเพคะในนั้นมีแต่คนไม่ดีทั้งนั้น อย่าเข้าไปเลยเพคะ” นางกำนัลเจียวอิงเอ่ยเสริม
“...”
หยางเยว่ซือกงจู่ทอดพระเนตรไปที่นางกำนัลทั้งสองด้วยความอ่อนใจ คนพวกนี้ขี้ขลาดขี้กลัวกันจนเป็ลักษณะเฉพาะประชาชนต้าซีหรือไร พวกนางสองคนย่อมรู้อยู่แล้วว่าเธอได้สังหารเสนาบดีชั่วกับคนติดตามอีกสองคนไปจริง ขนาดผู้ชายอกสามศอกเธอยังกุดหัวลบชื่อทิ้งได้ั้แ่ฟื้นจากความตาย กับแค่กลุ่มคนแก่ขี้คุยที่วัน ๆ ทำแต่นั่งอ่านฎีกาจะมีอะไรน่ากลัวนักหนา
“ถ้าเช่นนั้นพวกเ้ารออยู่ตรงนี้แล้วกัน” หยางเยว่ซือกงจู่เอ่ยก่อนจะก้าวลงจากเกี้ยวอย่างรวดเร็ว
เด็กหญิงตัวเล็กในชุดผ้าทอสีขาวสะอาดตาเพื่อการไว้ทุกข์ แม้จะไร้การสวมเครื่องประดับตบแต่งใด ๆ นอกไปจากปิ่นอันน้อยที่รวบผมยาวสลวยสีดำขลับของพระองค์เอาไว้เพียงครึ่งหัวแต่ก็ไม่อาจลดความสง่างามของพระองค์ลงได้ ใบหน้าสะสวยไร้การแต่งแต้มสีสันหากแต่ยังคงสีระเื่ดงามตามธรรมชาติ อีกทั้งดวงเนตรคู่คมที่ติดจะมีแววหวานอยู่น้อย ๆ นาสิกเล็กรับกับพระโอษฐ์รูปกระจับอิ่มสีแดงเข้มดั่งผลอิงเถา (ผลอิงเถา (ภาษาจีน) ผลเชอร์รี่) พระเกศาของพระองค์เคลื่อนไหวไปตามการก้าวเดินอย่างเป็ธรรมชาติ
นางกำนัลทั้งสองมองตามกงจู่ของตนไปด้วยสายตาที่ยังแฝงความประหลาดใจอยู่ไม่น้อย พระวรกายนั้นคือหยางเยว่ซือกงจู่ของพวกนางแน่นอน แต่บุคลิกและการเสด็จเช่นนั้นดูอย่างไรก็ไม่ใช่กงจู่ของพวกนาง
ปกติแล้วหยางเยว่ซือกงจู่มักจะค้อมพระเศียรอยู่เสมอ อีกทั้งยังไม่กล้าสู้หน้าผู้คน วิธีเอาตัวรอดของพระองค์ทุกครั้งคือการแกล้งเป็ใบ้ แล้วทำไมจู่ ๆ กงจู่กลับกลายเป็สตรีที่ดูสง่างามเกินวัยอย่างนี้กัน ดูราวกับว่าสตรีที่กำลังเดินไปนั้นไม่ใช่หยางเยว่ซือกงจู่ของพวกนางอย่างไรอย่างนั้น
...เกิดอะไรขึ้นกับกงจู่...
“แต่ว่า...” สุดท้ายแล้วนางกำนัลเบื้องขวาเจียวเหม่ยก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยค้านด้วยความเป็ห่วง
กงจู่ของพวกนางชะงักเท้าทั้งที่เหลือเพียงครึ่งก้าวก่อนจะถึงประตู หยางเยว่ซือกงจู่หมุนพระวรกายหันหลังกลับมามองพวกนางด้วยสายตาที่ทำให้พวกนางไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยอะไรออกไปอีก...
“ไม่มีอะไรต้องกังวล พวกเ้าก็รู้ว่าเืที่ชุดเมื่อวานไม่ใช่เืของข้า”
พูดจบนางพญาวงการอสังหาริมทรัพย์แห่งศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดในร่างเด็กหญิงอายุเพียงสิบสี่ชันษาที่มีศักดิ์เป็ถึงสายเืผู้ครองแผ่นดินก็ก้าวผ่านเข้าไปข้างในห้องว่าการทันที เสียงประกาศการเสด็จมาถึงของหยางเยว่ซือกงจู่ทำให้คนที่นั่งเตรียมประชุมกันอยู่เกิดอาการเกร็งกันขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เฉินมี่จวนกวาดสายตามองไปรอบห้องโถงโบราณด้วยท่าทีดุจนางพญาไม่ต่างจากตอนที่เธอเข้าประชุมบอร์ดผู้บริหารและผู้ถือหุ้นของบริษัทนัก แม้ว่าเฉินมี่จวนจะถูกขังอยู่ในร่างของเด็กอายุสิบสี่ที่ตกอยู่ใน่ไว้ทุกข์ให้บิดาแต่ก็ไม่มีสิ่งใดในโลกที่สามารถกดรัศมีความเป็ควีนของมิสเฉินได้
ทุกย่างก้าวของเด็กหญิงตัวน้อยนั้นสร้างความกดดันให้กับทุกคนที่พระองค์ก้าวผ่าน เด็กหญิงเดินตรงไปที่เก้าอี้สลักลายพยัคฆ์เหยียบเมฆาแห่งต้าซีด้วยท่าทางมั่นใจ เก้าอี้ไม้สลักประดับทองที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจและความขลังนั้นไม่ได้น่ากลัวสำหรับคนอย่างเธอ อำนาจบัลลังก์นั้นก็แค่ภาพลวงตาเท่านั้น เก้าอี้ก็คือเก้าอี้มันไม่ใช่อะไรที่มากไปกว่านั้น คนนั่งเก้าอี้ต่างหากที่เป็อำนาจที่แท้จริง
เธอไม่รู้หรอกว่าพวกราชสกุลหยางปกครองต้าซีกันมาอย่างไรเพราะหยางเยว่ซือกงจู่เองก็ไม่ได้มีความทรงจำหรือรับรู้เื่ในส่วนการปกครองนั้นเสียด้วย
แต่เธอไม่สนหรอกว่าอดีตจะเป็อย่างไร เพราะลองปกครองได้แย่จนถึงขนาดมีคนคิดก่อฏไม่เว้นวันแล้วก็ไม่น่าใช่ตัวอย่างที่ดีนัก มาลองเจอกับเธอหน่อยดีกว่าอยากจะรู้เหมือนกันว่าประสบการณ์ในวงการอสังหาริมทรัพย์บวกกับการเติบโตในครอบครัวมาเฟียของเธอจะทำอะไรกับบัลลังก์ต้าซีได้บ้าง
“ถวายพระพรหยางเยว่ซือกงจู่” เหล่าบุรุษที่นั่งกันหน้าสลอนเอ่ยขึ้นพร้อมกันราวกับเดินผ่านเซนเซอร์แล้วเปิดเสียงที่อัด ถวายพระพรไว้ในขณะที่เธอก้าวไปเกือบถึงหน้าบัลลังก์แล้ว
แต่ก็อย่างว่าการจะขึ้นสู่บัลลังก์ย่อมไม่ใช่เื่ง่ายเพราะทันทีที่เธอก้าวมาถึง ตาเฒ่าคนหนึ่งที่ใกล้บัลลังก์ที่สุดก็ออกมาขวางเอาไว้ทันที จะว่าไปเขาก็ไม่ได้แก่จนถึงขั้นจะเรียกว่าเฒ่าได้ถ้าประเมินจากสายตาก็ยังไม่น่าจะเข้าเลขห้าดี เขาอยู่ในชุดสีดำที่ดูแล้วก็น่าจะเป็คนมีตำแหน่งไม่น้อย เพราะได้นั่งอยู่ใกล้เ้าเมืองเลยทีเดียว
“ไม่ทราบว่ากงจู่จะเสด็จเลยไม่ได้จัดเตรียมที่ไว้ให้” ขุนนางคนนั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจนัก
“ไม่เป็ไรไม่รบกวน ข้านั่งบัลลังก์ได้” เสียงกังวานของเด็กหญิงสร้างความตื่นใให้กับคนทั้งห้องว่าการ
เสียงฮือฮาเกิดขึ้นทั่วห้องว่าการทันทีหลังจากสิ้นคำพูดนั้น ไม่ว่าจะด้วยเื่ที่กงจู่พระองค์นี้พูดได้ ไม่ได้เป็ใบ้ดั่งคำเล่าลือ หรือว่าเื่ที่เธอกำลังจะนั่งบัลลังก์ก็ตาม
ที่จริงต้องนับรวมเื่ที่เธอเป็สตรีแต่กลับก้าวเข้ามาที่ประชุมการบ้านการเมืองของบุรุษด้วย ทุกเื่นั้นหากเป็เื่ที่เกิดกับเฉินมี่จวนแล้วเธอคงจะระคายหูไม่ใช่น้อย และคนพวกนี้ต้องโดนยับแน่ แต่เพราะตอนนี้เธออยู่ในร่างกงจู่ที่ไม่ได้มีบทบาทในบ้านเมืองมาตั้งนานก่อนเธอจะตายแล้วมาสิงร่าง เธอก็ต้องทำใจว่ามันก็จะเกิดเื่แบบนี้ขึ้นบ้าง
...ก็ทำใจได้ แต่ไม่ใช่วางใจ...
“แต่บัลลังก์ไม่ใช่...” ชายที่เดินมาขวางทางเธอออกอาการอึกอัก
“ไม่ใช่อะไรหรือ? ” น้ำเสียงที่ถามนั้นเยียบเย็นไม่ต่างจากใบหน้าที่นิ่งสนิท
“ไม่ใช่...”
ความกดดันจากสายตาของเด็กหญิงทำเอาขุนนางที่กรำการเมืองการปกครองมาทั้งชีวิตไม่กล้าจะเอ่ยอะไรต่อ เขาได้แต่อึกอักไม่พูดออกไปเสียที แค่หยางเยว่ซือกงจู่ไม่ได้เป็ใบ้ก็นับว่าน่าใแล้วนี่พระองค์ยังใช้ทั้งคำพูดและสายพระเนตรเช่นนั้นมองมาอีก สายตาที่ทั้งทิ่มแทงทั้งกดดันจนเขารับรู้ได้ว่าหากพูดอะไรผิดแม้แต่คำเดียวเขาได้มีสภาพไม่ต่างจากสามศพเมื่อวานแน่นอน
“ข้ารอคำตอบอยู่” เด็กหญิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเป็ต่อ
“ไม่ใช่ที่ที่สตรีอย่างกงจู่จะเสด็จประทับ” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลังทำให้เด็กหญิงหมุนตัวกลับไปทันที
ชายหนุ่มที่ยังอยู่ในรุ่นราวคราวเดียวกับกงจู่ให้บวกลบไม่เกินสามปียืนอยู่ไม่ห่างจากทางเข้านัก เขากำลังสาวเท้าเข้ามาในห้องว่าการท่าทางองอาจน่าเกรงขามของเขาดูแล้วต่างจากพวกตาเฒ่าหัวเกลี้ยงเลี่ยนมันที่นั่งอยู่เป็อย่างมาก เขามองมาที่เธอด้วยสายตาตำหนิชัดเจนในขณะที่ย่างสามขุมมาที่เธอ
ขุนนางกรมกลาโหมพ่วงด้วยตำแหน่งเจียงจวิน (เจียงจวิน (ภาษาจีน) แม่ทัพ) รักษาความสงบชายแดน ‘ซูหลวนคุน’ ชายหนุ่มผู้นับเป็ยอดฝีมือของกองทัพ ในความทรงจำของหยางเยว่ซือกงจู่ ชายคนนี้เป็หนึ่งในคนที่พระบิดาของกงจู่ ซึ่งก็หมายถึงเหนือหัวองค์ก่อนที่ตายตาไม่หลับไว้พระทัยเป็อย่างมาก และหมายมั่นปั้นมือให้ดูแลเธอเมื่อยามที่พระบิดาเธอสิ้นไปแล้ว
...แต่ก็บอกแล้วว่านั่นเป็เื่ของคนยุคก่อน...
“ซูเจียงจวิน” เด็กหญิงย่อกายลงเหมือนที่เคยทำทุกครั้งที่เจอเพื่อความแเี ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับชายหนุ่มอย่างตรงไปตรงมา
“ห้องว่าการแห่งนี้ห้ามสตรีเข้าด้วยหรือไม่? ”
สุรเสียงของกงจู่ที่ดังออกมานั้นแปลกไปจากเดิมอย่างชัดเจน แม้ว่าเขาจะรู้อยู่ก่อนแล้วว่าพระองค์ไม่ได้เป็ใบ้ แต่ทั้งน้ำเสียงและสายพระเนตรที่ทอดกลับมานั้นกลับต่างไปอย่างสิ้นเชิง กงจู่ไม่ใช่เด็กขี้กลัวที่คอยหลบหลังเสด็จพ่อ หรือเด็กน้อยที่เมื่อเจอหน้าเขาก็วิ่งหนีหายไปไกลอีกแล้ว
“ไม่ห้ามแต่ก็ไม่ควร”
แม่ทัพซูเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความหงุดหงิด เขาขมวดคิ้วมองเธออย่างตำหนิ ดูไปแล้วก็ไม่น่าจะนับเป็ศัตรูได้ แต่คนที่ขวางเธอก็ไม่นับเป็มิตรเช่นกัน...
“แล้วที่บัลลังก์นี้ใครกันที่นั่งได้” คราวนี้เด็กหญิงหันกลับไปมองขุนนางที่เข้ามาขวางเธอไว้แต่แรก
“เอ่อ...” ขุนนางคนนั้นเอาแต่อ้ำอึ้งด้วยยังใกับเื่ที่เกิดอยู่
“องค์กษัตริย์พ่ะย่ะค่ะ” คราวนี้เป็เสียงตอบมาจากอีกฝั่งหนึ่ง
ชายหนุ่มหน้าตาสะอาดสะอ้านผิวขาวหมดจด ใบหน้าประกอบด้วยรอยยิ้มคล้ายไม่ยิ้มตอบขึ้นมาด้วยน้ำเสียงนอบน้อมหากแต่สายตากลับไม่นอบน้อมตามน้ำเสียง อีกหนึ่งในคนที่องค์เหนือหัวองค์ก่อนไว้ใจไม่น้อยไปกว่าซูหลวนคุน ‘เถียนเจิ้งซื่อ’ ขุนนางขั้นสองกรมขุนนางผู้ที่คอยให้คำปรึกษาและความช่วยเหลือพระบิดาของกงจู่อยู่บ่อยครั้ง น่าเสียดายที่ในความทรงจำของกงจู่มีเพียงเท่านี้ จึงทำให้เธอไม่อาจจะอนุมานอุปนิสัยอื่นได้อีก
เด็กหญิงพยักหน้ารับกับคำตอบของขุนนางฝ่ายซ้ายก่อนจะกระตุกริมฝีปากยิ้มคล้ายไม่ยิ้มออกมา เธอสั่นศีรษะไปมาเชิงไม่ใส่ใจนัก ก่อนจะหันไปหาขุนนางอีกคนที่นั่งคู้ตัวอยู่ไม่ไกลนัก ดูท่าจะเป็คนที่มีหน้าที่จดบันทึกเื่ราวต่าง ๆ ในวังหลวงเขาดูเป็คนขี้ขลาดเหมาะอย่างยิ่งกับเื่ที่เธอจะทำต่อไปนี้
“ท่านบัณฑิตรบกวนบอกนิยามคำว่าองค์กษัตริย์ที” คำสั่งที่ไม่เคยได้ยินและไม่เคยคิดว่าจะได้ยินดังขึ้น
“เอ่อ...” บัณฑิตคนนั้นเกิดอาการตะกุกตะกักขึ้นทันที
เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วห้องว่าการจนบัณฑิตผู้โชคร้ายไม่กล้าแม้แต่จะตอบออกไปด้วยซ้ำ เหล่าบรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ในต้าซีต่างก็กำลังจับตาดูเขาอยู่หากว่าเขาตอบอะไรไปแล้วผิดพลาดขึ้นมาเล่า... แต่เมื่อหันกลับไปเห็นกงจู่ที่ประทับยืนอยู่ไม่ห่างแล้วยิ่งทำให้คำพูดของเขาพลันจะหลุดปากออกมาทุกที เพราะในตอนนี้แม้ว่าพระองค์จะยังยืนอยู่ที่เดิม แต่เด็กหญิงผู้นั้นกลับสร้างความกดดันแผ่มาจนถึงที่ที่เขานั่งอยู่อย่างชัดเจน
“ตอบไม่ได้งั้นหรือ” น้ำเสียงทอดถามนั้นแสนอ่อนหวาน หากแต่ความเยียบเย็นที่ทอดมานั้นกลับไม่เป็ไปในทางเดียวกันสักนิด
“ต้าซี รับบัณฑิตไร้ความรู้เข้าทำงานด้วยหรือ”
เด็กหญิงเอ่ยเพียงแค่ประโยคเดียวก็สร้างความตึงเครียดในห้องว่าการได้ทันที กงจู่ที่ไม่เคยมีแม้แต่ปากเสียงกำลังเอ่ยตำหนิบัณฑิตในห้องว่าการอันถือเป็กิจของชาย แม่ทัพซูหลวนคุนมองเด็กหญิงที่เขาเอ็นดูราวกับเป็น้องสาวคนหนึ่งมาตลอดชีวิตด้วยสายตาประหลาดใจ ในขณะที่ขุนนางฝ่ายซ้ายมองไปที่เด็กหญิงที่เขาไม่เคยเห็นแม้แต่หน้าด้วยสายตาสนใจเป็อย่างยิ่ง เขาไม่ยักรู้มาก่อนว่ากงจู่ที่ลือกันว่าเป็สตรีใบ้จะมีคำพูดเช่นนี้ออกมากลางห้องว่าการรวมทั้งท่าทางและสายตาเช่นนั้นด้วย ดูไปแล้วพระองค์จะห่างจากคำว่าเป็ใบ้มากทีเดียวเชียว
...ค่อยน่าสนใจขึ้นมาหน่อย...
หมากนอกสายตาของกระดานการเมืองของต้าซีที่ไม่มีใครคิดว่าจะเดินได้บัดนี้ะโลงกระดานมาแล้ว จากกงจู่บ้าใบ้ที่เป็ได้ดีสุดแค่เครื่องบรรณาการ บัดนี้นอกจากจะสร้างความะเืขวัญจากข่าวการสังหารเสนาบดีชั่วจากต่างเมืองแล้ว พระองค์ยังก้าวลงมาที่ห้องว่าการเพื่อประกาศขึ้นคืนบัลลังก์อีก
...ลองเล่นตามเกมพระองค์หน่อยจะเป็อะไรไป...
“ผู้ครองบัลลังก์คือ... ผู้ที่สืบเชื้อสายจากราชสกุลหยาง เป็ผู้ที่มีความเหมาะสมและต้องได้รับตราหยกจากองค์ฮ่องเต้องค์ก่อน พ่ะย่ะค่ะ” ขุนนางเถียนเจิ้งซื่อตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเช่นเดิม
เฉินมี่จวนหันไปมองขุนนางฝ่ายซ้ายอีกครั้งก่อนจะพยักหน้ารับเบา ๆ เด็กหญิงก็หันหลังกลับก่อนจะเดินไปที่บัลลังก์ทันทีท่ามกลางเสียงห้ามของทุกคนในที่นั้น แต่พระองค์ก็ยังคงเดินต่อไป ร่างของแม่ทัพซูหลวนคุนพุ่งเข้ามาขวางเด็กหญิงเอาไว้ทันที สายตาของเขานั้นคล้ายจะมีแววตำหนิมากกว่าต่อต้าน
“กงจู่เสด็จกลับตำหนักก่อนเถอะพ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพซูเอ่ยทูลเสียงต่ำ
มิสเฉินผู้ไม่ถูกจริตกับการรับฟังความเห็นของคนที่เธอไม่ชอบหน้านั้นหาได้สนใจคำเตือนของเขาไม่ สำหรับเธอแล้วหาก้าอะไรก็ต้องได้ และไม่ว่าจะทำไปเพราะหวังดีหรือประสงค์ร้ายก็ตามเธอไม่สน ขวางก็คือขวาง เด็กหญิงเอี้ยวตัวเบี่ยงไปทางซ้ายพอให้แม่ทัพใหญ่พุ่งไปขวางอีกด้านก่อนจะพุ่งตัวออกทางฝั่งขวาของตัวเองซึ่งเป็ฝั่งซ้ายของชายหนุ่มที่เขาไม่ถนัด ภายในอึดใจเดียวร่างบางก็ขึ้นไปประทับบนเก้าอี้พยัคฆ์ท่ามกลางสายตาใของทุกคนในที่นั้น
เด็กหญิงกวาดสายตามองรอบห้องโถงพระองค์เอื้อมมือเข้าไปคว้าบางอย่างออกมาจากแขนเสื้อของตัวเองก่อนจะชูมันขึ้นให้ทุกคนได้เห็นทั่วกัน สายตาของเด็กหญิงยังคงไม่เปลี่ยนไปไม่ต่างจากใบหน้าที่นิ่งสนิทของพระองค์ก่อนหน้านี้นัก
“ข้าหยางเยว่ซือกงจู่ผู้สืบสายพระโลหิตจากพระเ้าหยางจิ่นเฉ่า และนี่คือป้ายหยกที่พระองค์มอบให้ข้า... หวังว่าพวกท่านจะหมดข้อสงสัย”