บทนำ
“นายน้อยตื่น ท่านโปรดฟื้นขึ้นมา” เสียงหนึ่งดังขึ้นด้วยความหวาดกลัว“ซี๊ดดด!! ไหล่ฉัน” เพ่ยฟางพูดพึมก่อนลืมตาขึ้นอย่างงุนงงสับสน พร้อมกับหันไปมองบรรยากาศรอบตัว “ปะ ป่างั้นหรอ!! นั้นเสียงอะไร” เขาพยายามตั้งสติเพราะความสับสนกับเรื่องที่ประสบพบเจอ“ผู้อารักขาตายหมดทั้งสิ้น” ชายชราผู้หนึ่งพูดอย่างสิ้นหวัง ขณะที่นั่งช้อนร่างของเด็กหนุ่มร่างอ้วนที่มีอายุราวสิบเจ็ดปีตรงหน้าของชายแก่มีศพของเหล่าผู้อารักขานอนตายกันเกลื่อนสี่ห้าศพ กลิ่นคาวของเลือดลอยฟรุ้งไปทั่วบริเวณป่า สัตว์ร้ายตัวสูงใหญ่สองเมตร เดินมาทางเขา มันมีหัวเหมือนเสือขนสีเทาลวดลายสีแดงฉาน ดวงตาสีแดงกำลังทอประกายน่ากลัว“มันจบสิ้นแล้ว มันจบสิ้นแล้ว” ชายแก่พูดออกมาอย่างไร้สติ “โฮกกก!!” สัตว์ร้ายตัวนั้นคำราม ก่อนกระโจนเข้ามาเพล้ง!! คมเหล็กปะทะกันจนเกิดเสียงดังสนั่น""เจ้ารีบพานายน้อยหนีไป ไปเร็ว!!" หัวหน้าหน่วยอารักษ์ขาร้องขึ้น ขณะที่ดาบของเขากำลังต้านแรงของคมเล็บ ร่างกายของเขาท่วมไปด้วยเลือดและบาดแผล และกำลังใช้แรงเฮือกสุดท้ายเพื่อปกป้องหนุ่มน้อย เมื่อชายแก่ตั้งสติได้ก็รีบพยุงตัวเองขึ้นเพื่อพาเด็กหนุ่มหนีฉัวะ!! ร่างกายของทหารผู้กล้ามิอาจต้านทานแรงมหาศาลของสัตว์ร้ายตัวใหญ่ได้ จึงถูกคมเล็บของมันตัดขาดเป็นสองท่อนอย่างรวดเร็วเพ่ยฟางตาเบิกโพลงกับเหตุการณ์ตรงหน้า เขาสะดุ้งตัวขึ้นฟื้นคืนสติแถบจะทันที เหงื่อบนใบหน้าผุดขึ้นมาเป็นเม็ด “นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!!” เขาอุทานออกมา“นายน้อยเหวินอี้ฟื้นแล้ว!!” ชายชรากล่าวด้วยความดีใจปนเศร้า “นายน้อยรuบหนีไปให้เร็วไว ข้าจะยื้อเวลาให้ท่านหนี ไม่ไกลจากนี้ก็เป็นตัวเมืองแล้ว ท่านโปรดรีบไป!!”“ละ……ลุง?” เพ่ยฟางสับสนเพิ่มขึ้นอีกครั้ง ไม่รู้ว่าชายตรงหน้านี่เป็นใคร ทำไมเรียกเขาว่าเหวินอี้ ทุกอย่างทำเอาเขาสับสนยิ่ง แต่สัญชาตญาณของเขาก็ได้เตือนให้รีบวิ่งโดยไว“รีบไป!!” ชายแก่พูด พลางคว้าเอาดาบบนพื้นที่อยู่ไม่ไกลเหวี่ยงเข้าปะทะกับสัตว์ร้ายด้วยความกลัวเพ่ยฟางก็รีบสาวเท้าหนีตะเกียกตะกายไปข้างหน้าอย่างไม่คิดชีวิต เขาหันหน้ากลับไป และพบว่าชายแก่ผู้นั้นโดนตัวประหลาดเสือตัวใหญ่ตะปบจนศีรษะกระเด็น เขาสะดุ้งอย่างหวาดหวั่นก่อนเหลือบไปเห็นว่ามันกำลังหันมาจ้องเขาเสียงหอบเหนื่อยและเสียงหัวใจเต้นถี่เร็วขึ้น ตอนนี้ร่างกายของเพ่ยฟางช่างเหนื่อยล้ากับการเร่งฝีเท้า เมื่อก่อนนั้นเขาวิ่งเพียงแค่นี้ไม่สามารถทำให้เเหนื่อยล้าถึงเพียงนี้ แต่พอตื่นมาเจอเหตุการณ์ที่ชวนมึนงงนี้อีกทั้งร่างกายก็อ่อนปวกเปียกอย่างที่ไม่เคยเป็น หัวสมองของเขาแทบจะปะทุด้วยความสับสนงุนงง‘ทั้งหมดนี้มันเรื่องอะไรกัน ความฝันงั้นหรอ แต่ความฝันมันก็ไม่น่าจะเหนื่อยจนสมจริงขนาดนี้’ เพ่ยฟางคิดในใจพลางเหลือบไปมองข้างหลัง เพ่ยฟางเห็นว่าสัตว์อสูรตัวนั้นกำลังจ้องมองเขาด้วยสายตาที่มองสิ่งมีชีวิตที่ต้อยต่ำ มันกำลังมองดูความดิ้นรนที่ไม่มีประโยชน์ของเขา!! ก่อนที่มันจะเร่งฝีเท้าไล่ตามมา“โฮกก!!” สัตว์ร้ายตัวใหญ่โมโหขึ้น เมื่อมันคิดผิดว่าจะสามารถไล่ตามเด็กหนุ่มตรงหน้าได้ แต่ตอนนี้เหยื่อตรงหน้าชั่งว่องไวและพริ้วไหวหลบต้นไม้เถาวัลย์สิ่งกีดขวางในป่านี้ได้อย่าปราดปลี่ยวนัก ซึ่งค่อนข้างผิดกับรูปลักษณ์ภายนอก มันอ้าปากกว้างพลันเกิดคลื่นสีแดงขนาดใหญ่ออกมาจากปากของมันคลื่นพลังนั้นตัดผ่านต้นไม้ทำให้เกิดการระเบิดเป็นวงกว้าง ต้นไม้น้อยใหญ่ที่โดนพลังนั้นก็พากันโค่นล้มลงมา บ้างก็ระเบิดจนเศษไม้กระเด็นและปลิวว่อนในอากาศ กลุ่มควันจากผลกระทบพากันลอยฟรุ้งไปทั่วบริเวณ เพ่ยฟางถึงจะไม่โดนคลื่นพลังนั้นแต่ก็ได้รับบาดเจ็บจากเศษไม้ที่กระเด็นมากระแทกที่ศีรษะและมีอีกชิ้นที่เสียบทะลุบริเวณเอวด้านซ้าย เขาพยายามคลานออกมาจากจุดนั้น มือของเขาก็พลางกดห้ามเลือดไว้ แววตาแสดงออกมาถึงความสิ้นหวัง ความเจ็บปวดแผ่ส่านไปทั้งตัว ความเจ็บปวดทรมานนี้ทำให้เขาสับสนว่านี่ใช้ความฝันจริงหรือ 'นี่เรากำลังจะตายงั้นหรือ หรือว่ามันคือความฝัน ทำไมถึงเจ็บปวดขนาดนี้' เพ่ยฟางขบคิดอย่างหวาดกลัว พลางคลานออกมาจากกลุ่มไม้ที่พากันโค่นล้มลงมา เนื้อตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นผง เลือดจากศีรษะหลั่งไหลออกมาเป็นหยด เลือดสีแดงน่ากลัวหยดลงตามทางที่เขาคลานมาเป็นจุด ๆ "หึ่ม!!" สัตว์ร้ายเตัวใหญ่ทำเสียงพอใจที่สามารถทำให้ของเล่นสิ้นท่า เพ่ยฟางหันกลับไปมองมัน ตอนนี้ตัวเขาเองรู้ดีว่าคงหนีไม่รอด สายตาที่เคยหวาดหวั่นเเปรเปลี่ยนเป็นสายตาที่อาฆาต ไม่เหลือความหวาดหวั่นในเเววตา สัตว์ร้ายเมื่อเห็นแววตาที่เเข็งกร้าวมันก็พลันเกิดโมโห สิ่งที่มันอยากเห็นคือความสิ้นหวัง ไม่ใช่สายตาเช่นนั้น มันเดินเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้น ก่อนง้างขาหน้าเพื่อสังหารเขา'ถ้ามันคือความฝัน หลังจากนี้ก็คงจะตื่นเป็นแน่แท้' เพ่ยฟางคิด พลางหลับตาลงยอมรับความตายฉึบ ฉึบ ฉึบ!!เสียงลูกธนูปักลงกางอกของสัตว์อสูรที่กำลังเดินมาปลิดชีพเพ่ยฟาง เพ่ยฟางลืมตาขึ้น บังเอิญสบตาสีแดงกล่ำนั้น สัตว์ร้ายคำรามออกมาอย่างเจ็บปวด เมื่อมันเห็นท่าไม่ดีจึงรีบหนีจากไป เพ่ยฟางเองสายตาก็เริ่มมืดมัว เขามองเห็นภาพเพียงลาง ๆ สติการรับรู้เริ่มหายวูบ ครั้นมีคนมาพยุงตัวเขา เรียกคุณชาย ๆ สองสามครั้งก่อนเขาเองจะไม่รับรู้เรื่องใดอีก……………………………………………………………………………………ข้าเป็นใครกันเหวินอี้หรือเพ่ยฟาง เขานึกคิด รอบๆ ตัวเขานั้นล้วนดำมืดว่างเปล่า ก่อนฉากนั้นจะตัดไปที่เพ่ยฟาง เพ่ยฟางเป็นชายวัยสามสิบปี ที่คลั่งไคล้การเล่นเกมแฟนตาซี และเกมที่เขาเล่นก็เป็นเกมแนวเสมือนจริงอันโด่งดัง ตัวตนของเขาภายในเกมก็เป็นนักหลอมอาวุธระดับตำนาน กิลด์อันดับต้นๆ ของเซิฟยังต้องก้มหัวให้เขา แต่แล้วเกมก็ต้องปิดตัวลง เพราะทางค่ายเกมนี้ถูกซื้อโดยบริษัทยักษ์ใหญ่ในเมืองหลวงของจีน แล้วทางบริษัทก็ได้ปล่อยเกมจอมยุทธพลิกฟ้า เกมออนไลน์ที่ถูกพัฒนาให้เหนือขั้นยิ่งกว่าเกมเดิม ภายในไม่กี่วันเกมนี้ก็เป็นที่พูดถึง มันทำให้เพ่ยฟางโมโหมากที่เกมที่เขารักนั้นต้องจบสิ้น แล้วแทนที่ด้วยเกมจอมยุทธบ้าบอในสายตาของเขา แต่ด้วยตำแหน่งช่างหลอมอาวุธในเกมที่เคยเล่น ถึงแม้จะปิดตัวไปแล้วแต่มันก็ทำให้เขามีเงินเก็บก้อนใหญ่ไว้ใช้จ่ายจนตาย หากใช้อย่างประหยัด แต่!! ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังเจ็บใจที่เกมที่ชอบและผูกพันธ์ต้องถูกโค่นทิ้งเพราะผลประโยชน์ของพวกบริหารเหล่านั้น"เกมเฮ็งซวย!!" เพ่ยฟางบ่นอย่างคับแค้น พลางเดินกระดกเหล้าในซอยมืด เขาเหลือบไปเห็นโปสเตอร์เกมจอมยุทธพลิกฟ้าข้างกำเเพงอิฐ "เพราะแกเลยเกมที่ฉันรักต้องหายไป ไม่ซิ!! หากว่าตามตรงต้องโทษไอ้บริษัทยักษ์ใหญ่นั่นที่บังอาจทำลายเกมที่ฉันรัก" เขาจ้องมองโปสเตอร์นั้น เขามองอยู่เช่นนั้นไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ จนกระทั่งเขาเริ่มตาพล่ามัว หูของเขาพลันดังอื้ออึง ไม่นานภาพทุกอย่างก็มืดดับลงฉากทั้งหมดหลังจากนั้นตัดมาที่เหวินอี้ คุณชายตระกูลวานรเหมันต์ซึ่งเป็นตระกูลเล็กๆ พ่อของเหวินอี้มีพลังลมปราณแกร่งกล้าอีกทั้งยังเป็นผู้นำตระกูล แต่ฟ้าช่างกลั่นแกล้ง พลังปราณของเหวินอี้นั้นน้อยนิดนัก จึงมักถูกมองว่าเป็นขยะของตระกูล พ่อของเขาจึงหาทางทุกอย่างเพื่อรักษาจุดลมปราณให้สามาถโคจรได้ดี หมดค่ารักษาค่ายาไปตั้งมากมายแต่มันก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น อีกทั้งการเงินของตระกูลวานรเหมันต์ก็ไม่สู้ดีนัก เพราะส่วนมากหมดไปกับการหาทางรักษาเหวินอี้ จนกระทั่งวันหนึ่งมีเพื่อนต่างตระกูลชวนเขาไปล่าสัตว์นอกตัวเมือง ซึ่งทั้งหมดเป็นคุณชายจากตระกูลเล็ก ๆ มีพลังปราณไม่แตกต่างจากเขาสักเท่าใด ทั้งหมดพร้อมผู้ดูแลและผู้อารักขาของแต่ละตระกูลพากันเดินทางเข้าป่าเขตนอก ก่อนพบกับกวางตัวหนึ่งและไล่ต้อนจนไปพบกับสัตว์อสูรระดับวิถีปฐพี ตระกูลทั้งสี่ต่างส่งผู้อารักขาเข้าต่อสู้ แต่สัตว์อสูรตัวนั้นมีพลังและฝีมือที่ร้ายกาจ ผู้อารักขาของสี่ตระกูลล้มตายอย่างง่ายดาย ไม่กี่อึดใจมันพากันก็พุ่งมาหาตระกูลของเหวินอี้ที่อยู่หน้าตระกูลต่างๆ ตระกูลที่เหลือพากันวิ่งหนีอย่างขลาดเขลา ทิ้งเขาไว้ให้ต่อสู้กับสัตว์อสูรเพื่อถ่วงเวลาหนี เหวินอี้หลบคลื่นพลังของอสูรได้เฉียดฉิว แต่ก็ทำให้ได้รับบาดเจ็บที่ไหล่ซ้ายก่อนจะหมดสติไปในที่สุดฉากที่เพ่ยฟางเข้ามาอยู่ในร่างของเหวินอี้ปะทุขึ้น ความทรงจำของทั้งสองรวมกันเป็นหนึ่ง หัวใจเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ ก่อนสะดุ้งตื่นจากห่วงนิทรา เขางงงันวูบ จากนั้นค่อยได้คิดทบทวนเหตุการณ์ “ไอ้โลกจอมยุทธเฮงซวย!!!!” เขาตะโกนออกมาอย่างเจ็บแค้น