หรือว่าจะเป็ั้แ่ตอนนั้น!?
ไอหยา! เ้าหนูหลินนี่ไวจริงๆ! เก็บศิษย์อัจฉริยะไปก่อนพวกเขาเสียแล้ว!
บรรดาผู้าุโทั้งหลายล้วนรู้สึกเสียดายกันถ้วนหน้าที่ถูกเ้าหนูหลินผู้าุโสิบแปดรับศิษย์อัจฉริยะไปก่อนพวกเขามิน่าล่ะพวกเ้าหนูหลินถึงได้พากันมาดูงานประลอง ที่แท้ก็มาให้กำลังใจเ้าศิษย์คนนั้นนี่เอง
“เ้าหนู มานี่มา”เ้าสำนักโอสถกวักมือเรียก เฉินมู่อิ๋งเห็นเ้าสำนักกวักมือเรียกตัวเองจึงเดินไปหาเขากุมมือคารวะเ้าสำนัก “ท่านเ้าสำนัก”
“เอ้า”เ้าสำนักยื่นป้ายหยกสีน้ำเงิน* กับสีเหลือง** ให้ เฉินมู่อิ๋งรับมา “ขอบคุณขอรับ”
(สีป้ายหยกศิษย์สำนักโอสถ
สีดำ=ศิษย์เข้าใหม่
สีน้ำตาล=ศิษย์ปฐี หลอมโอสถระดับปฐีได้
สีฟ้าคราม=ศิษย์นภา หลอมโอสถระดับนภาได้
สีน้ำเงินเข้ม=ศิษย์์หลอมโอสถระดับ์ได้
สีเหลือง=ผู้าุโ หลอมโอสถระดับ์ได้
สีทอง=เ้าสำนัก)
“ั้แ่นี้ไปเ้าคือผู้าุโคนที่ยี่สิบสี่ของสำนักโอสถ” เ้าสำนักบอกคล้ายกับจะประกาศกลายๆแล้วบอกผู้าุโยี่สิบสี่ที่ได้รับตำแหน่งหมาดๆ ว่า “เ้าหยดเืเ้าลงบนป้ายหยกทั้งสองซิ”
“ขอรับ”เฉินมู่อิ๋งรับคำแล้วหยิบเข็มออกมาจิ้มปลายนิ้วตัวเองให้เืไหลเขาหยดเืลงบนป้ายหยกทั้งสองอัน ป้ายหยกก็เปล่งแสงสีน้ำเงินกับสีเหลืองออกมาแวบหนึ่งบนป้ายสีน้ำเงินก็ปรากฎชื่อขึ้นมา ‘เฉินมู่อิ๋ง’ กับ ‘ศิษย์ระดับ์’ ส่วนป้ายสีเหลืองก็ปรากฎชื่อเช่นกัน‘เฉินมู่อิ๋ง’ กับ ‘ผู้าุโยี่สิบสี่’
“ป้ายสองอันนี้เ้าเลือกใช้ตามสะดวกเถอะ” เ้าสำนักบอก เฉินมู่อิ๋งยิ้มแล้วพูดขอบคุณ“ขอบคุณขอรับ”
“ไปนั่งพักก่อนเถอะ”ตี้โฮ่วในคราบผู้าุโสิบแปดบอก เฉินมู่อิ๋งยิ้มให้ตี้โฮ่วแล้วเดินไปนั่งข้างๆพี่จินเย่ จินเย่ก็ถาม “เป็อย่างไร? เหนื่อยมากไหม?”
“พอทนได้”เฉินมู่อิ๋งตอบแล้วเอาน้ำออกมาดื่ม จากนั้นก็นั่งดูศิษย์คนอื่นๆที่ยังหลอมโอสถไม่เสร็จ เขาก็ไม่คิดว่าตัวเองจะสามารถหลอมโอสถระดับ์ออกมาได้
“ยินดีด้วยๆ”เสี่ยงเฟิ่งบอกพลางยิ้มแย้มให้ หลงจิ่งเทียนก็เอ่ยเช่นกัน “ยินดีด้วย”
“ขอบคุณ”เฉินมู่อิ๋งยิ้มให้องค์รัชทายาททั้งสอง หลงจิ่งเทียนรู้สึกใจเต้นตึกๆจนต้องเบนสายตาไปมองทางอื่น ใช่!เขาชอบนางั้แ่แรกเห็นใบหน้าแท้จริงของนางแล้ว ความชอบนี้นับวันก็เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆทำให้เขาพยายามหาโอกาสใกล้ชิดนางมากขึ้นโดยไม่รู้ตัวเสี่ยวเฟิ่งก็ดูออกว่าสหายชอบแม่นางเฉินเมื่ออยู่กันตามลำพังทีไรเขาก็มักจะเย้าแหย่เ้าัหน้าตายนี่เสมอเขายกแขนวางบนบ่าหลงจิ่งเทียน ยักคิ้วล้อหลงจิ่งเทียนก็มองสหายทีหนึ่งแล้วทำหน้าเฉย
เวลาผ่านไป ในที่สุดศิษย์บนลานประลองก็หลอมโอสถเสร็จสิ้นยังไม่มีใครหลอมโอสถระดับ์ได้เหมือนเช่นผู้าุโยี่สิบสี่ทำให้อันดับหนึ่งในการประลองครั้งนี้ตกเป็ของผู้าุโยี่สิบสี่ไปโดยปริยายพวกศิษย์ทั้งหลายที่พ่ายแพ้ไปล้วนทำหน้าตามุ่งมั่นยิ่งนัก
แน่นอนว่าพวกเขาย่อมคิดจะกลับไปฝึกฝนให้หนักๆจะต้องทะลวงระดับให้ได้! จะยอมน้อยหน้าศิษย์ขั้นต้นที่เลื่อนระดับไปจนกลายเป็ผู้าุโของสำนักอีกคนได้อย่างไร! ไม่ยอม! คอยดูเถอะข้าจะต้องหลอมโอสถระดับ์ออกมาให้ได้!
รางวัลผู้ชนะในการประลองครั้งนี้จึงตกเป็ของผู้าุโยี่สิบสี่กับอันดับ2 และ 3 ตามลำดับ ส่วนเรือนพักของผู้าุโยี่สิบสี่ก็ค่อยสร้างให้ในวันอื่นซึ่งเื่นี้ต้องถามความเห็นของผู้าุโยี่สิบสี่ก่อนว่าอยากจะสร้างเรือนตรงไหนอีกทั้งรูปแบบของเรือนชอบแบบไหน เรียกว่าปลูกเรือนตามใจผู้อยู่จริงๆ
เมื่อการประลองจบลง ผู้คนก็แยกย้ายกันไปจิงจ้านที่อยู่ในหมู่คนนอกสำนักก็เดินตามผู้คนออกจากสำนักไปเช่นกันเขาย่อมไม่ลงมือผลีผลามใจร้อนเด็ดขาด ในเมื่อเจอตัวคนแล้วเขาก็แค่คอยเฝ้าอยู่นอกสำนักจับตาดูว่าเ้าเด็กนั่นออกจากสำนักเมื่อไหร่เขาก็จะหาโอกาสจับมันไปให้องค์าาให้จงได้!
“เอาล่ะพวกเราก็กลับกันเถอะ” ตี้โฮ่วบอก คนอื่นๆ ก็พยักหน้า ตี้โฮ่วเดินนำไป คนอื่นๆก็เดินตามไปเ้าสำนักโอสถมองส่งตี้โฮ่วไปจนกระทั่งคนกลุ่มนั้นลับตาไปแล้วเขาจึงได้ดึงสายตากลับมามองผู้าุโคนอื่นๆที่เหลืออยู่แล้วพูดว่า “ข้าสงสัยจริงๆ ว่าตี้...เอ่อเ้าหนูหลินสอนเด็กพวกนั้นอย่างไรถึงได้ทะลวงระดับกันเร็วยิ่งนัก?”
“นั่นซิศิษย์ข้าสอนสั่งมาตั้งนานยังไม่ทะลวงระดับเสียทีเห็นทีข้าคงต้องขอเคล็ดลับจากผู้าุโสิบหกกับสิบเจ็ดเสียแล้ว”ผู้าุโรองพูดขึ้นมา ใช่ นับั้แ่ผู้าุโสิบหกหลินยี่จื่อเป็ต้นไปคนเ่าั้ล้วนเป็พวกเดียวกันกับผู้าุโสิบหกทั้งหมด ผู้าุโสิบเจ็ดหลินจือหยีก็เป็ฮูหยินของผู้าุโสิบหกผู้าุโสิบแปดหลินเฮ่อ(หลินจื่อเซียน)ก็เป็ลูกชายของผู้าุโสิบหกผู้าุโสิบเก้ามู่เจา(จ้าวมู่)คนนั้นก็เป็อาจารย์ของผู้าุโสิบแปด ผู้าุโยี่สิบฟางเฉียน(เฉินรุ่ยฟาง)ก็เป็สหายของผู้าุโสิบแปดองค์รัชทายาทเผ่าเฟิ่งกับองค์รัชทายาทเผ่าัก็เป็น้องบุญธรรมของผู้าุโสิบแปดซ้ำพวกเขายังครองตำแหน่งผู้าุโยี่สิบสองกับยี่สิบสาม ส่วนผู้าุโยี่สิบเอ็ดจินเย่คนนั้นก็เป็น้องบุญธรรมของผู้าุโสิบแปดอีก
“ข้าว่าเชิญผู้าุโสิบหกมาสอนศิษย์ไม่ดีกว่าหรือ?”ผู้าุโสามเสนอขึ้นมา ผู้าุโคนอื่นๆ คิดๆ แล้วผู้าุโรองก็พูดขึ้นว่า“ความคิดท่านเข้าท่า”
“อืมๆ”ผู้าุโคนอื่นๆ ก็เห็นด้วย เ้าสำนักมองผู้าุโท่านอื่นๆ แล้วบอกว่า“เช่นนั้นเื่นี้ข้าจะลองไปคุยกับผู้าุโสิบหกก่อน หากว่าเขารับก็ดี”
“เสนอหยกให้เขามากๆหน่อย ข้าว่าเขาต้องรับแน่นอน” ผู้าุโรองพูดขึ้นมาเ้าสำนักฟังแล้วไม่พูดอะไรอีก คนอื่นๆ ไม่รู้ฐานะแท้จริงของผู้าุโสิบแปดจึงคิดว่าเสนอผลประโยชน์ให้มากๆ หน่อยคนเ่าั้ย่อมตาโตเห็นแก่ผลประโยชน์ที่จะได้รับคงยอมรับปากมาสอนง่ายๆ แต่แท้จริงแล้วผู้าุโสิบแปดก็คือตี้โฮ่วดังนั้นผลประโยชน์ต่างๆ ของทั้งสำนักยังไม่พอที่จะจูงใจตี้โฮ่วด้วยซ้ำเรียกว่าต่อให้ยกสำนักให้นางไปเลย นางก็ยังไม่เห็นสำนักอยู่ในสายตาด้วยซ้ำ เ้าสำนักคิดแล้วจึงบอกผู้าุโคนอื่นๆว่า “เื่นี้ข้าจะไปคุยเอง”
“ขอรับ”ผู้าุโคนอื่นๆ รับคำ เ้าสำนักจึงเดินจากไปแน่นอนว่าเื่นี้เขาต้องไปคุยกับตี้โฮ่วด้วยตัวเองเขาไม่ไว้ใจให้คนอื่นไปคุยเด็ดขาดคนอื่นไม่รู้เื่เดี๋ยวจะไปพูดอะไรผิดหูตี้โฮ่วเข้า นางได้โยนคนออกมาน่ะซิไม่ใช่ว่าตี้โฮ่วจะเอาแต่ใจจนไม่ฟังเหตุผลเพียงแต่พวกผู้าุโไม่รู้ว่าเ้าหนูหลินก็คือตี้โฮ่ว ให้พวกเขาไปคุย พวกเขาก็คิดเสนอผลประโยชน์อย่างเดียวเสนอมากๆ เท่าที่พวกเขาคิดว่ามากที่สุดแล้วหากว่าผู้าุโสิบหกไม่สนใจก็ย่อมปฏิเสธอย่างไม่แยแส จะพาลให้พวกผู้าุโเกิดโมโหขึ้นมาอาจจะพูดจาอะไรผิดหูกันขึ้นมาก็ได้
ส่วนเขาไม่ได้คิดไปคุยกับผู้าุโสิบหกเพราะเขามุ่งเป้าไปที่ตี้โฮ่ว คุยกับตี้โฮ่วคนเดียว ตี้โฮ่วว่าอย่างไรผู้าุโสิบหกก็ย่อมเห็นดีเห็นงามตามลูกสาวอยู่แล้ว ขนาดตี้จวินยังตามใจตี้โฮ่วเหอๆๆๆ... เข้าทางตี้โฮ่ว เื่จะสำเร็จหรือไม่สำเร็จก็อยู่ที่การตัดสินใจของตี้โฮ่วคนเดียวตี้โฮ่วว่าดี คนอื่นๆ จะไม่ว่าดีตามได้อย่างไร หึๆๆๆ...
เพียงแต่เื่นี้ยังไม่ต้องรีบร้อนรอไว้สักสองสามวันก็ได้เดี๋ยวเขาค่อยพาช่างสร้างเรือนไปคุยกับผู้าุโยี่สิบสี่
แล้วก็ถือโอกาสคุยกับตี้โฮ่วด้วยเลยหึๆๆๆ...
ตี้โฮ่วออกมาจากสำนักแล้วก็ฉีกช่องว่างพาทุกคนกลับตำหนักไป๋หยุนจิงจ้านที่คอยจับตาดูอยู่เห็นเ้าเด็กเฉินมู่อิ๋งคนนั้นตามคนกลุ่มหนึ่งไปเขาคิดจะแอบตามไปแต่เมื่อเห็นคนกลุ่มนั้นเข้าไปในช่องว่างที่ฉีกออกเขาจึงไม่อาจตามไปได้ เขาได้แต่เจ็บใจที่คลาดกับเ้าเด็กนั่นเสียแล้ว!ฮึ่ม!
เทพที่ฉีกช่องว่างได้ย่อมไม่ใช่เทพระดับต่ำคนๆ นั้นเป็เทพระดับสูง เขาย่อมไม่อาจตามเข้าไปในช่องว่างนั้นด้วยได้เพราะจะทำให้เทพคนนั้นรู้ตัวในเมื่อคลาดกับเ้าเด็กนั่นแล้วเขาจึงคิดจะไปหาองค์าาก่อน รายงานเื่ที่พบเ้าเด็กเซียนให้องค์าารับรู้ถึงแม้ว่าจะคลาดกันไปแต่เขาแน่ใจว่ายังมีโอกาสที่จะตามหาตัวมันพบแน่เพราะเขาจะกลับมาคอยเฝ้าอยู่นอกสำนักโอสถอีกครั้งมันกลับมาเมื่อไหร่เขาก็จะเฝ้าจับตาดูมัน เขาคิดๆ แล้วก็ทิ้งร่างแยกเอาไว้ 1 ร่างซึ่งร่างแยกนี้ขั้นพลังอ่อนกว่าร่างจริงมากแต่ก็เพียงพอแล้วสำหรับการจับตาดูอยู่ที่นี่เมื่อทิ้งร่างแยกเอาไว้แล้วเขาก็เอาหยกอาคมเคลื่อนย้ายออกมาแล้วเดินไปหาที่ลับตาผู้คนบีบหยกให้แตกพลัน! ใต้เท้าเขาก็ปรากฎอาคมเคลื่อนย้ายสีม่วงขึ้นมาแสงสีม่วงสว่างวาบแล้วหายไป เมื่อแสงหายไปแล้วจิงจ้านก็ไม่อยู่ตรงนั้นแล้วส่วนร่างแยกก็ไปเฝ้าอยู่แถวๆ ประตูสำนักโอสถคอยเฝ้าจับตาดูเ้าเด็กคนนั้นว่าจะกลับมาเมื่อไหร่
จิงจ้านปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าองค์าาหยางเจียงหยุนมองจิงจ้านสายตาเ็า จิงจ้านกุมมือคารวะ “องค์าา”
“อืม”หยางเจียงหยุนส่งเสียงคำหนึ่ง จิงจ้านจึงรายงานว่า“ข้าพบเ้าเด็กเซียนคนนั้นแล้วขอรับ เสียดายที่คลาดกับมันตรงนอกสำนักโอสถขอรับ”
“ข้าเห็นมันแล้ว”หยางเจียงหยุนบอก จิงจ้านเลิกคิ้วขึ้นอย่างงงๆ หยางเจียงหยุนจึงบอกว่า “ก่อนเ้ามาข้าเห็นมันกลับมาพร้อมกับคนกลุ่มหนึ่ง แล้วก็เข้าไปในตำหนักของตี้จวินแล้ว”
ใช่เขาเห็นั้แ่ที่คนกลุ่มหนึ่งออกมาจากตำหนักของตี้จวินเห็นเทพคนหนึ่งฉีกช่องว่างแล้วคนกลุ่มนั้นก็พากันเข้าไปในช่องว่างนั้นเขาเห็นเ้าเด็กเซียนคนนั้นอยู่ในกลุ่มคนเ่าั้จึงมองอย่างตะลึงแต่เขาก็ไม่อาจตามมันไปได้ เพราะจะทำให้คนเ่าั้รู้ตัว อีกทั้งเป้าหมายหลักของเขาก็คือเ้าเด็กเฉินมู่อิ๋งหน้าตาหล่อเหลาคนนั้นซึ่งมันน่าจะยังอยู่ในตำหนักไป๋หยุน เขาจึงเฝ้ารออย่างใจเย็นต่อไป จนกระทั่งเห็นเทพกลุ่มนั้นฉีกช่องว่างกลับมาเห็นเ้าเด็กเซียนคนนั้นกลับมาด้วยเช่นกัน เห็นพวกนั้นเข้าไปในตำหนักไป๋หยุนแล้วจิงจ้านก็ใช้อาคมเคลื่อนย้ายมาพอดี
“หมายความว่าทั้งเ้าเด็กมนุษย์ทั้งเ้าเด็กเซียนนั่นล้วนเป็คนของตี้จวินงั้นรึพะย่ะค่ะ?”จิงจ้านเอ่ยออกมา หยางเจียงหยุนพยักหน้า “น่าจะเป็เช่นนั้น”
เขามองประตูตำหนักไป๋หยุนที่ปิดสนิทมองผนึกอาคมที่แข็งแกร่งยิ่งรอบๆ ตำหนักไป๋หยุน เขาสามารถทำให้ผนึกอาคมเกิดช่องโหว่พอที่จะลอบเข้าไปได้แต่ทันทีที่ผนึกอาคมเกิดช่องโหว่ขึ้น แน่นอนว่าตี้จวินย่อมรู้ตัวทันทีเช่นกันดังนั้นเขาจึงไม่เสี่ยงเข้าไป รอคอยให้เ้าเด็กเฉินมู่อิ๋งออกมาจากตำหนักไป๋หยุนเอง
“เอ่อ...องค์าาพะย่ะค่ะ”จิงจ้านเรียกแล้วรายงานว่า “ตอนที่ข้าน้อยลอบเข้าไปในตำหนักของเทพดวงชะตาข้าน้อยพบบันทึกของเฉินจงกุ้ยกับเฉินม่านอิ๋งสองคนนั้นด้วยพะย่ะค่ะพวกเขาสองคนเกิดใหม่แล้วพะย่ะค่ะ”
“เกิดใหม่ที่ใด?”หยางเจียงหยุนถาม จิงจ้านตอบ “โลกพันเล็กลำดับที่ 2,900 แคว้นซินหยางพะย่ะค่ะ”
หยางเจียงหยุนคิดๆเ้าเด็กเฉินมู่อิ๋งคนนั้น ตอนที่มันเป็ลูกของสองคนนี้มันรักทั้งสองคนมากถ้าหากว่าใช้สองคนนี้มาล่อมันเพื่อฆ่ามันทิ้งคงล่อมันออกมาได้ง่ายดายแน่นอนคิดแล้วเขาจึงสั่งจิงจ้านว่า “เ้านำเรือเยว่กวงไป จับตัวมนุษย์สองคนนี่กลับมาเป็ๆ”
สั่งแล้วเขาก็ส่งเรือเยว่กวงที่ลดขนาดลงจนเท่ากำมือให้จิงจ้านจิงจ้านรับมาพลางขานรับคำสั่ง “พะย่ะค่ะ”
จิงจ้านเก็บเรือเยว่กวงไปแล้วกุมมือคารวะทีหนึ่งจากนั้นก็รีบมุ่งหน้าออกจากแดนเทพไปทันที เขาจะต้องเร่งเดินทางไปโลกแห่งนั้นให้ไวที่สุดแล้วก็จับมนุษย์ทั้งสองคนนั้นกลับมาให้องค์าาจับมนุษย์สองคนนั้นง่ายยิ่งกว่าจับมดตัวหนึ่งเสียอีกแต่ที่จะทำให้เสียเวลาก็คือระยะทางระหว่างแดนเทพกับโลกแห่งนั้นไม่ใกล้กันเลยกว่าจะเดินทางไปและกลับคงใช้เวลานานทีเดียวต่อให้เร่งเดินทางสุดกำลังก็ยังใช้เวลาหลายเดือนแต่ไม่ว่าจะอย่างไรเขาก็จะต้องเร่งเดินทางไปจับคนมาให้องค์าาให้เร็วที่สุดจะปล่อยให้องค์าารอนานไม่ได้!
หยางเจียงหยุนมองจิงจ้านที่ลับตาไปแล้วเขาดึงสายตากลับมามองประตูตำหนักไป๋หยุนอย่างเงียบๆจุดที่เขาอยู่ไม่เป็ที่สะดุดตา ยากที่คนอื่นจะมองเห็นได้ง่าย อีกทั้งเขาก็ไม่ได้เคลื่อนไหวอะไรมากนักเขาซุ่มแอบดูอยู่ตรงนี้มาเนิ่นนานแล้วคนในตำหนักก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะรู้ตัวว่ามีคนมาแอบซุ่มอยู่ตรงนี้หากว่าคนพวกนั้นรู้ตัวก็คงมาล้อมจับเขาแล้ว เขานั่งลงขัดสมาธิแล้วมองประตูตำหนักไปเรื่อยๆขณะเดียวกันก็ฝึกฝนพลังไปด้วย
เฉินมู่อิ๋งกลับถึงตำหนักก็นอนพักวันถัดมาเขาตื่นขึ้นมาก็ทำกิจวัตรประจำวันเหมือนเช่นเคย ไปช่วยทำกับข้าวในโรงครัวกินข้าวอิ่มแล้วก็ฝึกหลอมโอสถ ฝึกหลอมศาสตราไป
3 วันต่อมา เ้าสำนักโอสถก็ไปขอเข้าเฝ้าตี้โฮ่ว เขาร้องเรียกอยู่หน้าประตูตำหนักไป๋หยุน“ข้า เ้าสำนักโอสถมาเข้าเฝ้าตี้โฮ่วพะย่ะค่ะ”
หยางเจียงหยุนมองเ้าสำนักโอสถจนกระทั่งเห็นประตูตำหนักเปิดออก คนข้างในเดินออกมา เ้าสำนักโอสถรีบกุมมือคารวะ “ท่านหานห้าวตงข้ามาเข้าเฝ้าตี้โฮ่ว”
“อ่อ” หานห้าวตงพยักหน้ารับรู้กุมมือคารวะตอบแล้วผายมือเชิญ “เชิญท่านเ้าสำนักรอที่ตำหนักรับรองก่อนข้าจะไปรายงานให้”
“ขอบคุณมากๆ”เ้าสำนักเดินตามไปแล้วไปรอที่ตำหนักรับรอง หานห้าวตงก็เดินไปรายงานตี้โฮ่ว
ประตูตำหนักไป๋หยุนปิดลงหยางเจียงหยุนจึงดึงสายตากลับมา
ภายในตำหนักหลังจากที่ตี้โฮ่วได้รับรายงานจากหานห้าวตงแล้วเธอก็ไปพบเ้าสำนักโอสถทันทีเ้าสำนักโอสถเห็นตี้โฮ่วเสด็จมาก็รีบลุกขึ้นกุมมือคารวะ “ตี้โฮ่ว”
“เชิญท่านเ้าสำนักนั่งเถอะที่นี่ไม่มีคนนอก ท่านไม่ต้องพิธีรีตองนักหรอก” ตี้โฮ่วบอกเ้าสำนักโอสถนั่งลงวางท่าทางสบายๆ ขึ้นแล้วพูดว่า “ที่ข้ามาวันนี้ก็เพราะจะมาคุยกับเ้าสักหน่อยคือว่าข้าอยากขอให้ท่านพ่อเ้าไปช่วยสอนศิษย์คนอื่นๆ ในสำนักสักหน่อยเพื่อที่สำนักเราจะได้มีศิษย์มากความสามารถเพิ่มขึ้น”
“เื่นี้หากจะจัดระบบการเรียนการสอนของสำนักใหม่ ข้าก็เห็นว่าดี นับั้แ่อดีตมาจนถึงปัจจุบันนี้สำนักโอสถก็ปล่อยให้ศิษย์ศึกษาเองตามอัธยาศัยเื่นี้ก็ดีอยู่หรอก เพียงแต่ว่าเวลาที่ศิษย์บางคนมีปัญหาขึ้นมาอยากจะสอบถามอาจารย์แต่ละท่านก็เข้าถึงยากเย็นนักข้อนี้ไม่ดีเลย ทำให้ศิษย์หลายๆ คนคร้านจะรอ ถ้าจัดระบบการเรียนการสอนเสียใหม่มีตารางเรียนชัดเจน มีอาจารย์มาสอนตามเวลาข้าคิดว่าคงจะทำให้ศิษย์ในสำนักพัฒนาไปมากแน่นอน” ตี้โฮ่วเอ่ยออกมา
“นี่?”เ้าสำนักงุนงง ตี้โฮ่วเห็นเ้าสำนักงงๆ จึงอธิบายว่า “จัดระบบการเรียนการสอนเสียใหม่ก็คือเช่นว่าวันที่ 1 ของทุกเดือนท่านก็สอนศิษย์ในสำนักเสียเอง 1 วันเป็อย่างไรศิษย์คนไหนอยากจะฟังท่านสอนก็ให้มารวมกัน วันที่ 2 ก็ให้ผู้าุโรองเป็คนสอนวันที่ 3 ก็ให้ผู้าุโ 3 เป็คนสอน ตอนนี้มีผู้าุโทั้งหมด 24 คนแล้วรวมท่านด้วยก็เป็ 25 คน สอนศิษย์ในสำนักหมุนเวียนกันไปก็ 25 วันพอดีส่วนวันที่เหลือก็หยุดสอนเพื่อให้ศิษย์ทั้งหลายได้พักสมองบ้างอย่างไรล่ะท่านเห็นว่าเป็อย่างไร?”
เ้าสำนักคิดๆ ตามแล้วเบิกตาโต “วิธีนี้ดีๆๆ”
“เช่นนั้นท่านก็ไปคุยกับผู้าุโท่านอื่นเถอะว่าพวกเขาคิดเห็นอย่างไรแน่นอนว่าอาจารย์แต่ละท่านไม่ได้สอนเปล่าๆ หรอกนะต้องเรียกเก็บค่าเข้าเรียนจากศิษย์ด้วย เพียงแต่อย่าให้แพงเกินไปจนพวกศิษย์จ่ายไม่ไหวล่ะ”ตี้โฮ่วบอก เ้าสำนักพยักหน้า “ได้ๆ ข้าจะรีบไปเดี๋ยวนี้”
เขาพูดแล้วก็ลุกไปทันทีตี้โฮ่วยิ้มแล้วเดินจากไปแินี้เธออยากจะเสนอกับเ้าสำนักมานานแล้วเพียงแต่ว่า่ก่อนๆ ก็ยุ่งมากทีเดียวเลยทำให้ไม่ได้เสนอแินี้ออกไปสักทีหากว่าทำตามแินี้แล้วล่ะก็สำนักโอสถย่อมพัฒนาไปมากยิ่งกว่านี้แน่นอนดูอย่างสำนักที่หนึ่งซิเทียนโฮ่วก่อตั้งสำนักได้ไม่เท่าไหร่ก็ขยายสำนักไปเสียจนแทบจะทั่วทุกแห่งของแดนเทพแล้วที่ขยายสำนักสาขาไปได้มากขนาดนั้นก็เพราะเทียนโฮ่วนำการเรียนการสอนทำอาหารจากโลกบ้านเกิดมาสอนคนในสำนักแล้วก็ให้คนในสำนักที่เรียนจบหลักสูตรไปเปิดสาขาในที่ต่างๆ ผลประโยชน์ก็แบ่งปันกันอย่างยุติธรรมมากสำนักที่หนึ่งจึงได้ขยายไปเสียจนแทบจะทั่วแดนเทพแล้ว!
หากว่าสำนักโอสถมีการเรียนการสอนเหมือนอย่างมหาวิทยาลัยในโลกบ้านเกิดของเธอรับรองว่าสำนักโอสถคงพัฒนาไปไกลยิ่งกว่าที่เป็อยู่แน่นอน! ส่วนค่าเล่าเรียนก็ค่อยคิดอีกทีว่าควรจะเก็บเท่าไหร่เพราะต้องดูศิษย์ที่ยากจนที่สุดในสำนักเป็พื้นฐาน ไม่เช่นนั้นหากเรียกเก็บแพงเกินไปศิษย์ที่ยากจนที่สุดก็ไม่มีหยกมาจ่ายค่าเล่าเรียนน่ะซิ
หยางเจียงหยุนที่เฝ้าจับตาดูอยู่ เห็นเ้าสำนักโอสถออกมาจากตำหนักไป๋หยุนแล้วก็ฉีกช่องว่างกลับไปเขาก็ละสายตาจากช่องว่างที่ปิดลงแล้วเฝ้ามองประตูตำหนักไป๋หยุนต่อไป
วันเวลาผ่านไป 6เดือน จู่ๆ ก็เกิดเมฆครึ้มเหนือตำหนักไป๋หยุนแล้วก็มีสายฟ้าผ่าลงมาหลายสายทีเดียว สายฟ้าผ่าลงมาแล้วเมฆครึ้มก็สลายหายไป ภายในตำหนักตี้โฮ่วมองราชันศาสตราที่เฉินมู่อิ๋งเพิ่งหลอมเสร็จหมาดๆ อย่างยินดีเฉินมู่อิ๋งมองศาสตราเทพที่เขาเพิ่งจะหลอมเสร็จอย่างตื่นเต้นดีใจ เขาจับราชันศาสตราชิ้นนั้นแล้วเดินไปยื่นให้ตี้โฮ่ว“ข้าหลอมราชันศาสตราได้แล้ว”
“ดี เยี่ยมมาก”ตี้โฮ่วชม พลางรับค่าสอนของเธอมา เฉินมู่อิ๋งกุมมือคารวะ “ขอบคุณเจ้ใหญ่ที่ช่วยสั่งสอนข้าขอรับ”
“เ้าก้าวหน้าข้าก็ดีใจ”ตี้โฮ่วบอกอย่างยินดีปลื้มปริ่ม เธอดีใจยินดีจริงๆ นะศิษย์มีความก้าวหน้าเธอจะไม่ดีใจได้อย่างไร โอ๊ย ปลื้มใจเสียจนน้ำตาจะไหลแล้ว!
“เ้าใหญ่ ข้าไปนอนก่อนล่ะ”เฉินมู่อิ๋งบอกแล้วเดินกลับตำหนักไปทันทีตี้โฮ่วมองตามแล้วมองราชันศาสตราชิ้นนั้นแล้วเก็บไป
วันต่อมา เฉินมู่อิ๋งก็หลอมศาสตราอีกคราวนี้เขาตั้งใจเอาเกล็ดัของพี่สาวัออกมาหลอมแต่เกล็ดัหลอมยากยิ่งกว่าโลหะอื่นเสียอีก ดังนั้นกว่าจะหลอมเหลวก็ใช้เวลาไปถึง1 วัน 1 คืนเลยทีเดียวเฉินมู่อิ๋งจึงเข้าใจคำว่าหลอมจนหมดพลังที่พี่จินเย่พูดถึงแล้วเขารู้สึกเลยว่าพลังใกล้จะหมดเต็มทีตี้โฮ่วที่เดินมาดูเห็นเฉินมู่อิ๋งกำลังหลอมศาสตราพลังเทพใกล้จะหมดก็รีบเข้าไปรับ่ต่อเธอจุดเพลิงขึ้นมาแล้วบอกเฉินมู่อิ๋งว่า “ข้าจะรับ่ต่อ เ้าค่อยๆ ลดเปลวเพลิงลง”
“ขอรับ” เฉินมู่อิ๋งรับคำพลางค่อยๆ ลดเปลวเพลิงลง เขาเคยเห็นเสี่ยวเฟิ่งกับหลงจิ่งเทียนส่งต่อการหลอมมาแล้วจึงรู้ว่าการหลอมก็สามารถรับ่ต่อกันได้ด้วยเพียงแต่ว่าต้องควบคุมเปลวเพลิงให้ดีทั้งคนส่งและคนรับจะผิดพลาดไม่ได้เลย แต่เมื่อเปลวเพลิงของตี้โฮ่วค่อยๆเข้าไปรับ่ต่อกลับถูกพลังจากโลหะในเปลวเพลิงต่อต้านราวกับว่ามันไม่ยอมให้คนอื่นหลอมมันอย่างนั้นแหละ เธอจึงเลิกคิ้วขึ้น “หือ?”
“เอ๋?”เฉินมู่อิ๋งก็เลิกคิ้วขึ้นเช่นกัน เขารู้สึกว่ามีพลังต่อต้านพุ่งออกมาจากเกล็ดของพี่สาวัไม่ยอมให้เปลวเพลิงของตี้โฮ่วเข้าใกล้ตี้โฮ่วส่งเปลวเพลิงเข้าไปใกล้อีกครั้งก็รู้สึกถึงพลังต่อต้านออกมาเช่นเดิมเธอจึงเก็บเปลวเพลิงไปแล้วก้าวไปนั่งด้านหลังเฉินมู่อิ๋งวางมือตรงแผ่นหลัง่เอวแล้วปล่อยพลังเข้าไปในจุดตันเถียนของเฉินมู่อิ๋งแทนเฉินมู่อิ๋งรู้สึกถึงพลังที่เปี่ยมล้นขึ้นมาเขาจึงหลอมศาสตราต่อตี้โฮ่วก็ส่งพลังเข้าไปเรื่อยๆ ในเมื่อวัตถุนั้นไม่ยอมให้เธอหลอมเช่นนั้นก็ใช้วิธีส่งพลังให้เฉินมู่อิ๋งแบบนี้แทนก็ได้ หึๆๆๆ...
เวลาผ่านไป 2 วัน2 คืน ท้องฟ้าเหนือตำหนักไป๋หยุนก็เกิดเมฆครึ้มอีกคราสายฟ้าผ่าลงมา เปรี้ยง!
สายฟ้าผ่าใส่ศาสตราที่กำลังหลอมยังไม่เสร็จราวกับอยากจะทำลายศาสตราร้ายกาจที่กำลังจะถือกำเนิดขึ้นมาสายฟ้าผ่าลงมานับไม่ถ้วนทีเดียว เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!...
เฉินมู่อิ๋งก็ดูดสายฟ้าเข้าไปหลอมรวมด้วยเหมือนอย่างที่เจ้ใหญ่สอนวูบ!
Donate
เชิญบริจาคให้ไรท์ได้ทาง บัญชี ธ.กสิกรไทย
เลขบัญชี 084-3-79715-6
ชื่อบัญชี น.ส.แสงแข ช้วนใย
หรือทาง True Money wallet :098-651-1489
จะบริจาค 1 บาท 2 บาทก็ได้ค่ะ
ติดตามข่าวสารและพูดคุยกับไรท์เตอร์ได้ทาง
เพจ readfree.in ค่ะ
https://www.facebook.com/readfree.in/
ทางเว็บไซต์ www.readfree.in ค่ะ
และทาง Line Official Account : https://lin.ee/qEBuZvK
ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ