พนักงานหอตำราซือฉือมองคุณชายทั้งสามที่มาตั้งแต่เช้าจนถึงเที่ยงยังไม่ซื้อตำราสักม้วน
“ข้าเอาม้วนนี้” จ้าวลู่ชิงยื่นม้วนตำราออกไปคิดเงิน จากนั้นก็ถามหาตำราเล่มเหมือนที่จ้าวเหม่ยอิงมีครอบครอง แต่นางหาพวกมันไม่เจอ
“เถ้าแก่ ตำราม้วนนี้ดูเหมือนว่าจะมีรอยนะ ใช่รอยแมลงกัดกินหรือไม่” ลูบรอยเล็ก ๆ ที่อยู่บนกระดาษ
“ต้องขอโทษคุณชายด้วย ข้าจะเปลี่ยนตำราม้วนใหม่ให้” เถ้าแก่เจ้าของร้านกล่าวขอโทษ
“หอตำราท่านใหญ่โตถึงเพียงนี้ ไม่เคลือบกระดาษป้องกันแมลงเลยรึ”
“ข้ากำลังหาวิธีเคลือบกระดาษไม่ให้แมลงเข้าไปทำลายอยู่เหมือนกัน”
ปัญหาชวนปวดหัวเช่นนี้พวกตนก็แก้ไขลำบาก หอตำราแห่งนี้ดูแลความสะอาดเป็นอย่างดี รอบ ๆ หอตำราต่างโรยยาฆ่าแมลง ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดแมลงถึงได้เล็ดลอดเข้ามาทำลายตำราได้
“ตำราทุกม้วนของซือฉือไม่ได้เคลือบกระดาษเลยหรือ”
“ไม่ได้เคลือบ”
“พวกท่านดูแลความสะอาดหอตำราได้อย่างดีเยี่ยม ไม่น่าเชื่อว่าตำราม้วนนี้จะมีแมลงทำลาย”
“นั่นน่ะสิ พนักงานในร้านจะสำรวจตรวจตราทุกวัน แมลงหน้าไหนมันถึงได้กล้าเข้ามาทำลายตำราหอซือฉือ” เถ้าแก่บ่นด้วยความโมโห
จ้าวลู่ชิงลูบขวดโหลที่อยู่ภายในกระเป๋า ขวดโหลใบเล็กนางใส่แมลงสามง่ามเอาไว้ แมลงพวกนี้ชอบกัดแทะกระดาษนักแล แน่นอนว่ารอยกระดาษที่เกิดขึ้นเป็นเพราะนางปล่อยแมลงกัดกินเล็กน้อย
ถือม้วนตำราเดินออกมาหน้าร้าน “พวกเราเดินดูตลาดสักหน่อยก็แล้วกัน”
“ได้” โหลวเจินจูเห็นดีเห็นงามด้วย ตลาดแถวนี้นางมาเดินเที่ยวเล่นบ่อยจนจำได้ว่าแต่ละร้านขายอันใด
“คนแย่งอะไรกัน” คิ้วของจ้าวลู่ชิงขมวดกับฝูงชนที่อยู่หน้าร้านค้า “นี่มันร้านอะไร”
“นี่เป็นร้านขายของหายาก เปิดมาได้สองปีแล้ว”
จ้าวลู่ชิงสนใจกับคำว่าของหายาก
“ข้าได้มาแล้ว นายท่านต้องตบรางวัลข้าอย่างงามแน่นอน” เสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งของชายที่ถือกล่องในมือทำให้ทั้งสามต่างสนใจ
“คุณหนู กล่องมันคุ้นตามากเลยเจ้าค่ะ”
“ต้องคุ้นสิ เพราะมันเป็นกล่องที่ข้าออกแบบเองกับมือ”
“ลูกพลับแห้งกล่องละห้าสิบก้วน สนใจรีบเข้ามาซื้อได้เลย ของมีเพียงจำกัด หากชักช้าระวังหมดก่อน”
“พวกเจ้าขายแพง ภัตตาคารหย่งเล่อขายกล่องละยี่สิบก้วน”
“ท่านน้าลองไปหาซื้อดูเถิด ข้าเกรงว่าท่านจะต้องผิดหวัง” ลูกพลับแห้งของภัตตาคารหย่งเล่อหมดไปตั้งแต่สองวันแรกที่วางขาย วันนี้พวกตนถึงได้นำออกมาวางขาย
“เจ้าไม่ซื้อก็ถอยไป คนอื่นเขาจะซื้อ”
เสียงพ่อบ้านนายหนึ่งพูดอย่างฉุนเฉียวกลัวว่าลูกพลับแห้งจะหมดก่อน เจ้านายต้องการนำลูกพลับแห้งไปเป็นของฝากให้กับจวนขุนนาง ขืนชักช้าหมดก่อนแทนที่จะได้รับคำชื่นชมคงได้คำดุด่ากลับมาแทน
“ข้าเอาสิบกล่อง” เงินเพียงห้าร้อยก้วนสำหรับเศรษฐีมันน้อยนิดนัก ปกติมอบเป็นสินน้ำใจให้ขุนนางมากกว่านี้เสียอีก
“หนิงจิน” จ้าวลู่ชิงอ่านชื่อร้าน สายตานางเหลือบไปเห็นบ่าวคนสนิทข้างกายของคุณชายหยาง แต่ไม่รู้ว่าตอนนี้เจ้าตัวไปอยู่ที่ใด
“น้องหญิงอยากลิ้มลองลูกพลับหรือไม่ เมื่อวันก่อนข้าซื้อมาจากภัตตาคารหย่งเล่อห้ากล่อง ยามนี้ที่เรือนเหลืออยู่สองกล่อง”
“คุณหนูเจินจู ลูกพลับที่ท่านซื้อไปเป็นผลผลิตจากสวนที่บ้านพวกเราเองเจ้าค่ะ”
“ที่หมู่บ้านซานเป่ยนะหรือ” นางเคยไปเยี่ยมจ้าวลู่ชิงที่หมู่บ้านกลางหุบเขา ยามที่มาพักรักษาตัว ไม่ยักรู้ว่ามีสวนผลไม้
“ใช่เจ้าค่ะ”
“พวกเราไปกันเถอะ ข้าเห็นราคาแล้วเจ็บใจ”
หยางหนิงจินเจ้าพ่อค้าหน้าเลือด ซื้อจากนางกล่องละยี่สิบก้วนนำมาขายกล่องละห้าสิบก้วน กำไรสามสิบก้วนต่อกล่องเห็น ๆ ค่าขนส่งมาถึงตัวจังหวัดจะเท่าไหร่กันเชียว หมอนี่หัวการค้าไม่น้อย มิน่าล่ะถึงไม่สนใจการเรียน
“แถวนี้มีเครื่องประดับจากหยกวางขายกันเช่นนี้เลยหรือ” สองข้างทางเต็มไปด้วยเครื่องประดับจากหยก
“เครื่องประดับพวกนี้ทำจากเศษหยกที่ไม่ได้คุณภาพ ถัดไปอีกตรอกจะเป็นร้านค้าหยก น้องหญิงสนใจหรือไม่ หากสนใจข้าจะพาไปดู” โหลวเจินจูแลซ้ายแลขวาแล้วกระซิบเสียงเบา
“ที่นี่ยังมีตลาดมืดสำหรับพนันหินหยกด้วยนะ”
“ตลาดมือพนันหินหยก?”
“อือ น้องหญิงอยากเข้าไปดูหรือไม่ ข้ามีป้ายสำหรับผ่านทาง”
จ้าวลู่ชิงกับซูเซียงมองหน้าสตรีที่เรียบร้อยตามแบบฉบับคุณหนูในห้องหอไม่คิดว่าจะมีป้ายผ่านทางเข้าไปในตลาดมืด
สีหน้าครุ่นคิดของญาติผู้น้องทำให้โหลวเจินจูสงสัยว่าการเข้าไปในตลาดมืดตัดสินใจยากนักหรือ
“เข้าไปดูสักหน่อยคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง” เสียงใจเรียกร้องถึงเพียงนี้หากไม่เข้าไปก็คงเป็นการทรมานตนเอง
“ตามข้ามา”
ทั้งสามเดินไปตามตรอกเล็ก ๆ สองข้างทางในตรอกมีคนนั่งขายหินก้อนเล็ก ๆ
“ก้อนหินพวกนี้ด้านในอาจมีหยกหรือไม่มีก็ได้ ทุกอย่างมันคือการเสี่ยงดวง” โหลวเจินจูอธิบายให้ทั้งสองฟัง
“มีหยกด้านในอย่างนั้นหรือ” จ้าวลู่ชิงยกมือขึ้นถูกันไปมา
หน้าประตูเล็ก ๆ เข้าไปในตลาดมืดมีบุรุษร่างใหญ่ยักษ์สี่นายเฝ้าอยู่ เพียงโหลวเจินจูแสดงป้ายผ่านทางพวกนางทั้งสามก็เข้าไปด้านในได้สบาย
เดินตามหลังบุตรสาวท่านเจ้าเมืองเข้ามาในตลาดมืด จ้าวลู่ชิงกับซูเซียงอ้าปากกว้าง ด้านในไม่ได้แตกต่างจากด้านนอกสักเท่าไหร่ มีร้านค้ามากมายตั้งอยู่ตามสองข้างทางราวกับเมืองซ้อนเมือง
“ของในตลาดมืดมีแต่ของหายากและราคาแพง ผู้ใดไม่มีป้ายผ่านทางจะไม่สามารถเข้ามาได้”
“อยากได้ป้ายผ่านทางต้องทำอย่างไร”
“ซื้อมันมา ป้ายผ่านทางเข้ามาในตลาดมืดมีราคาอยู่ที่หนึ่งหมื่นก้วน”
“หนึ่งหมื่นก้วน!!”
จ้าวลู่ชิงกับซูเซียงตกใจจนแทบล้มลงกับพื้น ค่าป้ายหนึ่งหมื่นก้วน ขุนนางบางตระกูลยังไม่มีเงินมากมายเพียงนี้ แต่พี่หญิงของนางนำเงินหมื่นก้วนมาแลกป้ายผ่านทาง จี้โจวเป็นเมืองที่ร่ำรวยเสียจริง มิน่าล่ะสกุลซุยถึงได้วางแผนให้บุตรหลานมากองกันอยู่ที่ตระกูลมั่งคั่งและยังมีบุตรหลานน้อยอย่างสกุลโหลว
หอหินหยก
โหลวเจินจูเดินนำเข้ามาในหอหินหยกจนทะลุออกด้านหลัง ในตลาดมืดไม่มีพนักงานคอยบริการเอาอกเอาใจเหมือนด้านนอก ทุกคนต้องช่วยเหลือตัวเอง
ด้านหลังหอหินหยกจะมีหินเป็นก้อนวางแผงขาย บริเวณแผงต่างมีลูกค้านั่งเลือกก้อนหิน
“จะผ่าก้อนหินแล้ว” โหลวเจินจูรีบวิ่งนำหน้าไปยืนรวมกลุ่มกับฝูงชนเพื่อดูการผ่าก้อนหินว่ามีหยกอยู่ด้านในหรือไม่
“หินก้อนนี้ซื้อมาในราคาเท่าไหร่หรือ” ยังคงเป็นโหลวเจินจูที่สะกิดชายตรงหน้าแล้วเอ่ยถามราคาของก้อนหิน
“หนึ่งพันก้วน”
จ้าวลู่ชิงกับซูเซียงยืนหันหลังทันทีเมื่อเห็นบุรุษที่หันหน้ามาตอบคำถาม
หยางหนิงจินหรี่ตาอย่างใช้ความคิด ก้มมองคนที่สะกิดบ่าตนเมื่อสักครู่ ใบหน้ารีบเงยขึ้นทันทีเมื่อเห็นว่าเป็นผู้ใดสะกิด
“พวกท่านมาด้วยกันหรือ”
“ใช่ ข้าพาน้องชายทั้งสองมาดูหินหยก”
“ไหน ๆ พวกเราก็สนทนากันอย่างสนิทสนม มิทราบว่าคุณชายมีนามว่าอย่าง”
“ข้าหรือ?” โหลวเจินจูชี้นิ้วเข้าหาตนเองอึกอักอยู่สักพัก ก่อนจะตอบกลับไปว่า “เจ้าเรียกข้าว่าคนแซ่จู”
“คุณชายจู ข้าแซ่หยาง”
“อืม คุณชายหยาง”
“แล้วน้องชายท่านล่ะ แซ่เดียวกันหรือไม่”
“ใช่ พวกเราแซ่เดียวกัน คนนี้น้องรองข้า ส่วนคนนี้น้องสามของข้า”
“ยินดีที่ได้รู้จักคุณชายรองและคุณชายสาม”
“อือ”
“พวกท่านจะไม่หันหน้ามาพูดคุยกับข้าหน่อยหรือ” หยางหนิงจินเข้าไปจับศีรษะของทั้งสองก่อนจะหมุนให้กลับมาเผชิญหน้ากับตน
เท้าของจ้าวลู่ชิงกับซูเซียงหมุนตามแรงมือของหยางหนิงจินจนใบหน้าของทั้งสามเผชิญหน้ากัน
“แฮร่ ๆ” ทั้งสองส่งยิ้มให้กับหยางหนิงจิน
“ไม่อยากเชื่อว่าพวกเราจะมาเจอกันในสถานที่แบบนี้”
“ไม่อยากเชื่อก็ไม่ต้องเชื่อสิ” จ้าวลู่ชิงปัดมือที่จับศีรษะนางออก
“พวกเจ้ารู้จักกันหรือ” ขนตาเป็นแพรของโหลวเจินจูกะพริบถี่ ๆ
ก่อนที่จะได้ตอบเสียงโอดครวญก็ดังขึ้นเรียกความสนใจของทั้งสี่ให้หันกลับไปมองหินที่ถูกเปิดออก
“ข้างในไม่มีหยก เงินหนึ่งพันก้วนลอยหายไปในพริบตา” หยางหนิงจินส่ายหน้าเล็กน้อย การพนันก็เป็นเช่นนี้แลมีได้มีเสีย แต่ส่วนใหญ่จะเสียมากกว่าได้ ขนาดปรมาจารย์ด้านหินหยกยังคาดการณ์ไม่แม่นยำ นับประสาอันใดกับคนธรรมดาทั่วไปที่อยากร่ำรวยทางลัด
“เจ้ามาที่นี่ทำไม” จ้าวลู่ชิงถามหยางหนิงจิน
“ข้ามาเดินเล่นเพื่อคั่นเวลา”
“คั่นเวลาอันใด”
“พนันหินหยกที่หอหินหยกเตรียมมา อีกครึ่งชั่วยามน่าจะถึงเวลาที่แจ้งเอาไว้ ตอนนี้ข้าเลยเดินมาดูก้อนหินเล็ก ๆ พวกนี้ดู”
จ้าวลู่ชิงยืนครุ่นคิด นางไม่ได้ซักไซ้ต่อ เบียดผู้คนไปยืนอยู่ด้านหน้า
เห็นการใช้อุปกรณ์เปิดหินในสมัยนี้แล้วเหนื่อยแทน ไม่มีเครื่องทุนแรงช่วยเลยสักนิด ทว่าผู้ที่รับจ้างผ่าหินได้ค่าแรงเหมาะสมกับความเหนื่อยยาก
นางยืนดูการผ่าก้อนหินตามแนวต่าง ๆ ที่ผู้เชี่ยวชาญในการผ่าคำนวณโดยการขีดเขียนไปตามแนวที่คาดว่าหยกจะอยู่ด้านใน ก้อนหินสามก้อนที่ถูกเปิดออกไม่มีหยกข้างในเลยสักก้อน เงินสามพันก้วนที่เสียไปทำให้ผู้เป็นเจ้าของปาดเหงื่อ
จมูกนางได้กลิ่นเย็นอ่อน ๆ โชยออกมาจากก้อนหินที่กำลังจะทำการผ่า สามก้อนที่ผ่านมานางไม่ได้กลิ่นเลยสักนิด ยกนิ้วขึ้นกัดเล็บลุ้นจนตาแทบกระเด็นออกจากเบ้า เหงื่อไหลออกตามขาจนเปียก
“มีหยก” นายช่างรับผ่าหินตะโกนขึ้นด้วยความตื่นเต้นในที่สุดหินก้อนนี้ก็มีหยกสักที
เจ้าของก้อนหินมีสีหน้าดีขึ้นทันทีหลังจากนั่งหมดสภาพกับโชคที่ไม่เข้าข้าง
พอเห็นหยกนายช่างก็ระมัดระวังในการผ่ายิ่งขึ้น ทว่าพอเปิดออกมาหยกมีขนาดเล็กเท่าลูกกระพรวน
ยังถือว่าผู้ที่ซื้อไม่ขาดทุนจนเกินไป จ้าวลู่ชิงไม่รู้ราคาซื้อขายหยกสักเท่าไหร่ แต่หยกที่เห็นน่าจะได้ราคาไม่เกินพันก้วน
กลิ่นเย็น ๆ มันคือกลิ่นหยกหรอกหรือ แววตาประกายกับพรสวรรค์ที่ติดตัวนางมา แลซ้ายแลขวาก่อนจะมุดออกไปจากฝูงชน เพื่อไปยังแผงขายหยก
จ้าวลู่ชิงเดินสำรวจก้อนหินที่วางขายตามแผง เจ้าของร้านกวักมือเรียกให้นางเข้าไปเลือกซื้อด้วยใบหน้าเจ้าเล่ห์ ทว่านางหาได้สนใจ จมูกของนางได้กลิ่นเย็น ๆ โชยเข้ามาเท้าจึงเดินตามหาที่มาของกลิ่น