หลังจากเหตุการณ์ทะลวงระดับและการลูบพื้นถนนเมืองจิ่นหลิงกลายเป็จุดหมายที่ผู้คนจากรอบอาณาจักรพากันมามุงดูบ้างมาด้วยความศรัทธา บ้างมาด้วยความอยากรู้ และบางส่วนก็มาเพราะได้ยินว่าที่นี่มีของแปลกๆ ขาย
สำหรับเจียงฟานแล้วสถานการณ์เริ่มแย่ลงอย่างเป็ระบบ—ประตูห้องของเขากลายเป็เหมือนประตูห้องนิรภัยมีหลินเทียนยืนเฝ้าและเหล่าศิษย์นั่งสมาธิเป็แนวหน้าขวางอยู่ข้างนอกเขาแทบจะเดินออกจากห้องไม่ได้ แค่จะซื้อของก็ต้องจัดพิธีกรรมให้ถูกต้องก่อน
“นี่มันติดคุกชัดๆ” เขาพึมพำ พลางหยิบต้นโหระพาพันธุ์ผสม(ที่เขาปลูกไว้ั้แ่ยังเข้าโลกนี้แรก ๆ) ขึ้นมาดม
กลิ่นหอมฉุนของใบั์นั่นทำให้เขาแทบจะหยุดคิดถึงเื่อื่นไม่ได้
เขาคิดถึงกะหล่ำปลี แกงจืดที่บ้าน ความเผ็ดของพริกขี้หนู และเสียงกระทะจากครัวเล็กๆ ในอพาร์ตเมนต์ที่เคยอยู่
“เอาเถอะอย่างน้อยต้องได้กินอะไรที่มีรสชาติเข้มข้นสักมื้อก่อนจะคิดเื่กลับบ้าน” เขาคิด
หลินเทียนที่ได้ยินคำว่า “ออกไปข้างนอก”ก็รีบเข้ามาด้วยความเคารพเต็มเปี่ยม
“ท่านอาจารย์มีบัญชาใดขอรับ?”
“พาฉันไปตลาด—ที่ขายผักอะไรพวกนั้น” เจียงฟานบอกอย่างตรงไปตรงมา“หากมีพวกพริกหรือผักกะหล่ำแบบโลกเก่าจะดีมาก”
หลินเทียนถึงกับสั่นด้วยความยินดี ทั้งที่เจียงฟานพูดเพียงคำง่ายๆ แต่สำหรับหลินเทียนมันคือคำสั่งศักดิ์สิทธิ์
“ท่านอาจารย์้าเสาะหา ‘แก่นแท้แห่งพืชพรรณ’ เพื่อเตรียมโอสถและอาหารแห่งการบรรลุ!”เขากรอกเสียงอย่างเป็พิธี
เจียงฟานยักไหล่ “เอ่อ…ก็แค่อาหารธรรมดา ๆ นั่นแหละ”
และแล้วขบวนอันขลังก็เคลื่อนออกไป —เจียงฟานเดินนำตามติดด้วยหลินเทียนหลังสุดสง่าและมีผู้ฝึกยุทธ์ตามเป็เงาเป็หางอย่างเป็ระเบียบ (ซึ่งจริง ๆ คืออยากจะเห็นท่านอาจารย์เลือกผัก)
ตลาดหลิงซานเป็ตลาดที่มีทั้งโอสถโบราณ สมุนไพรเปล่งแสงและของทำมือมากมาย กลิ่นของยาจีนผสมกลิ่นควันอาหารลอยมาตามลมปลาหมักตากแห้งแขวนเรียงเป็พวง และมีแผงขายผักธรรมดาที่ตั้งอยู่มุมหนึ่ง —แผงนั้นคือสิ่งที่ทำให้หัวใจเจียงฟานเต้นเร็ว
แผงผักเล็ก ๆ วางกะหล่ำปลีหัวกลมเรียงเป็แนว ใบหยักลอนสดแข็งน้ำค้างยังเกาะอยู่ตามขอบใบ
“เจอแล้ว!” เสียงเล็ก ๆ ในอกของเจียงฟานร้องอย่างดีใจเขาก้าวเข้าใกล้ทันที
คนขายเป็หญิงชราหน้าตาธรรมดา ผิวดำกร้านจากการตากแสงแดดหลายปีเธอไม่รู้เื่อะไรเกี่ยวกับปราณหรือโอสถเธอขายผักเพื่อให้ลูกได้กินข้าวเช่นเดียวกับแม่ค้าทั่วไปในโลกเดิมของเจียงฟาน
เจียงฟานจับหัวกะหล่ำขึ้นมาดู พลางบ่นตามนิสัย “อืม สดดีแต่คงเก็บมานานหน่อย น้ำหนักไม่ค่อยแน่นเท่าไหร่”
แม่ค้าตกตะลึงสุดขีด—ไม่ใช่เพราะคำชมแต่เพราะการจับผักด้วยท่าทางที่เปี่ยมด้วยความเคารพของเขา!
หลินเทียนรีบจด
“‘สด’ = พลังชีวิต”
“‘น้ำหนักไม่ดี’ = สัญญาณความไม่บริบูรณ์ของพลังพืช”
ผู้ที่ยืนดูต่างตะลึง
“ท่านอาจารย์เลือกกะหล่ำปลีด้วยสายตาแห่งเซียน!” คนหนึ่งครวญ
เจียงฟานยิ้มแห้ง ๆ หยิบเหรียญทองแดงให้แม่ค้าแล้วหันไปถามด้วยน้ำเสียงจริงจังแบบพนักงานครัว
“ที่นี่มีพริกไหมครับ? พริกขี้หนูแบบเล็ก ๆนั่นแหละ”
หลินเทียนเงยหน้า ตาเป็ประกาย
“พริก…พริกคือ ‘ธาตุไฟ’!” เขาอธิบายเสียงแข็ง“ท่านอาจารย์จะใช้มันเพื่อฝึกการควบคุมเปลวไฟแห่งกิเลส!”
เด็กหนุ่มศิษย์คนหนึ่งกระซิบถามเพื่อน “เผ็ดแบบไหนกันนะ‘เปลวไฟแห่งกิเลส’?”
อีกคนตอบ “บางทีมันคือการรู้สึกอยากได้มาก ๆแต่เราต้องเรียนรู้ที่จะไม่ยึดติดหรือไม่ก็ใช้มันเป็เชื้อเพลิงการฝึก!”
แม่ค้าผักยื่นพริกสีแดงสดใสให้เจียงฟานโดยไม่รู้ตัวถึงความหมายลึกซึ้ง
“เอาไปสองกำมือเลยนะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ตลาดลดราคา” เธอกล่าว
เจียงฟานถือพริกด้วยความปลาบปลื้มแทบจะร้องไห้—ไม่ได้เพราะปราณแต่เพราะคิดถึงน้ำพริกกะปิและผัดเผ็ดบ้านเกิด
ขณะที่ขบวนเดินเลียบแผงขายสมุนไพร เจียงฟานสะดุดกับห่อเล็ก ๆห่อหนึ่งที่วางอยู่ในมุมแผงขายของครัวเรือน —มันดูแปลกกว่าสิ่งอื่นเพราะบรรจุในวัสดุที่ไม่เหมือนผ้าเลยคล้ายกระดาษมันและมีลวดลายพิมพ์อย่างง่าย
“นี่คืออะไร?” เขาชะโงกเข้าไปดูและพบว่าเป็ซองเล็ก ๆ ที่มีรูปเส้นสปาเก็ตตี้ (หรืออาจจะเป็บะหมี่) และคำบางคำที่เขาจำไม่ได้ในภาษาของที่นี่แต่กลับเรียกความทรงจำที่คุ้นเคยสุด ๆ ในหัวใจของเขา
ทันใดนั้น ชายหาบของชาวบ้านคนหนึ่งะโว่า “นั่นคือ‘บะหมี่สำเร็จรูป’!” (คำนี้ในภาษาท้องถิ่นแปลเป็คำที่คล้ายกับคำว่า“อาหารเร็วแห่งโลกเก่า” — เจียงฟานได้แปลใจความในหัวทันที)
หลินเทียนที่ได้ยินคำว่า “อาหารเร็ว” ตีความว่าเป็“โอสถลัดวงเวลา” — ของวิเศษที่ช่วยให้การฝึกฝนประหยัดเวลาและได้รับพลังเร็วขึ้น
เด็ก ๆ ในฝูงชนล้อมรอบซองบะหมี่หัวเราะ ดีใจและเริ่มแย่งกันพูดว่า “ถ้าท่านอาจารย์ใช้มัน ท่านจะไม่ต้องนอนหลับมากก็ยังได้!”
“อร่อยแค่ไหนถึงให้พลัง?”
“ต้องเป็เครื่องลัดเวลาสำหรับการบำเพ็ญเพียรแน่ ๆ!”
เจียงฟานหน้าแดงพรืด แต่เขายิ้มจนตาปิด
“เอามาสักสิบซองก็ได้” เขาพูด แล้วยื่นเหรียญทองแดงให้คนขายอย่างรวดเร็ว
การซื้อของสำหรับเจียงฟานกลายเป็การแสดงพิธีการ
หลินเทียนคัดเลือกผัก เครื่องเทศ สมุนไพร พริกและบะหมี่สำเร็จรูปเหมือนเป็วัตถุมงคล
ผู้คนรอบข้างพากันยกมือขอจดชื่อร้านผู้ขายเป็ที่ระลึก บางคนขอให้แม่ค้าผักเซ็นชื่อใบกะหล่ำให้เพราะนั่นอาจเป็ “ใบรับรองพลัง”
แม่ค้าหน้าตาอ่อนล้าแต่ก็ตื่นเต้นไปด้วยเงินก้อนที่ไม่คาดคิด
“พวกท่านช่างแปลกจริง ๆ แต่ก็ ขอบคุณมากนะคะ” เธอพูดแล้วยื่นถุงผักใหญ่ให้กับขบวนศิษย์
เด็กศิษย์คนหนึ่งถามเจียงฟานด้วยความซื่อ “ท่านอาจารย์ท่านจะใช้พริกยังไง?”
เจียงฟานมองหน้าเขา เหงื่อตกที่ขมับแล้วตอบอย่างจริงจังที่สุดเท่าที่เขาทำได้
“จะเอาไปผัด…กับกะหล่ำปลี แล้วทำซุปแกงจืดด้วยนะ”
หลินเทียนและศิษย์คนอื่น ๆ เหวอไปชั่วครู่ ก่อนจะพากันซึ้งใจร้องว่า“ซุปแกงจืด! นั่นคือการรวมธาตุน้ำและธาตุไม้เพื่อคืนสมดุล!”
เจียงฟานหอบถุงผัก พริก และซองบะหมี่กลับมาที่ห้อง
ในครัวเล็ก ๆ ของโรงเตี๊ยม (จริง ๆ คือเตาเล็ก ๆ ข้างลานหลัง)เขาเริ่มจัดเตรียมสิ่งของแบบคนที่ไม่ได้ทำอาหารเป็เวลานาน แต่มีความมุ่งมั่นสูง
หลินเทียนและศิษย์ยืนล้อมดูอย่างกระตือรือร้น
“ขอท่านอาจารย์สาธิตการปรุงโอสถ!” หลินเทียนร้องขอ
เจียงฟานถอนหายใจยาว แต่ก็ยิ้มออกมาเล็กน้อย
“เอาล่ะ เดี๋ยวจะให้พวกแกรู้ ว่า ‘อาหารโลกเก่า’ มันเป็อย่างไร”
เขาล้างกะหล่ำปลี ซอยพริก บีบมะนาว (มะนาวที่หามาได้จากพ่อค้าวิเศษในตลาด)แล้วลงมือผัดอย่างไม่ปราณี
กลิ่นหอมของหอมใหญ่ (ที่เขาได้จากพ่อค้าจากเมืองท่า)ลอยขึ้นปะปนกับกลิ่นควันจากฟืน
เด็ก ๆที่มุงดูเริ่มยืนประหนึ่งฟังเทศน์สมาธิ—กลิ่นอาหารเริ่มทำให้พวกเขาตั้งใจจนเผลอกลืนน้ำลาย
เมื่อจานแรกถูกยกขึ้น — กะหล่ำปลีผัดพริกเล็ก ๆ กับซุปแกงจืดใส —กลิ่นที่คละคลุ้งทำให้คนทั้งห้องอ้าปากค้าง
“แซ่บ!” เจียงฟานพูดคำเดียวด้วยความสุข
หลินเทียนหยุดหายใจค้าง
“แซ่บ…คืออะไรหรือขอรับ?” เขาถามเสียงแ่
เด็กศิษย์คนหนึ่งตอบด้วยสีหน้าจริงจัง
“คำว่า ‘แซ่บ’ คือความรู้สึกของการได้ลิ้มรสพลังอันลึกซึ้งของอาหาร!ท่านอาจารย์ได้ทำให้พลังอาหารและพลังปราณผสมผสานกัน!”
เสียงหัวเราะดังขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น
เจียงฟานกัดชิ้นกะหล่ำแล้วยิ้ม—มันอร่อยกว่าที่คิดจริง ๆ
หลังค่ำคืนแห่งการทดลองรสชาติจบลง เจียงฟานนั่งขอบเตาสูดกลิ่นที่ยังติดอยู่ในเสื้อผ้า เขาคิดเป็ขั้นตอนอย่างเป็ระบบ
“ถ้าฉันขายอาหารแบบนี้…คงได้เงินมากพอจะหาเรือหรือคนขนของไปยังทางผ่านมิติ”เขาคิดอย่างรอบคอบ
เขาเริ่มร่างแผนเล็ก ๆ ในสมุดบัญชี: ค่าวัตถุดิบ ราคาขายต่อจานจำนวนลูกค้าที่ต้องใช้เพื่อแลกกับตั๋วเรือหรือค่าจ้างคนแก่ที่รู้เส้นทางระหว่างโลก
หลินเทียนยืนดูด้วยหน้าเปี่ยมศรัทธา“ถ้าท่านอาจารย์จะให้เปิดโรงครัวแห่งเต๋า ข้าพร้อมจะเป็ผู้คุ้มกันและลงมือ!”เขาประกาศ
เจียงฟานอมยิ้ม—ไม่แน่ว่านี่อาจเป็วิธีที่จะได้ทั้งกินของอร่อยและหาเงินกลับบ้านไปพร้อมกัน
ทั้งสองสบตากัน บรรยากาศเต็มไปด้วยความเป็ไปได้(และความเข้าใจผิดที่มากมายต่อไป)
และคืนในเมืองจิ่นหลิงคืนนั้นกลิ่นกะหล่ำปลีผัดพริกและซุปแกงจืดลอยไปไกล จนผู้คนในตรอกข้าง ๆต้องทนกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก
สำหรับเจียงฟานแล้ว นี่อาจเป็จุดเริ่มต้นเล็ก ๆของแผนการใหญ่—หรืออย่างน้อยก็เป็มื้ออร่อยที่สุดนับั้แ่เขาหลุดมาถึงโลกเซียน