ก๊อกๆๆ เสียงเคาะประตูดังขึ้นติดๆ กันก่อนจะมีเสียงเล็กๆ เล็ดลอดตามเข้ามากระทบโสตประสาทของอริสาที่กำลังนอนหลับปุ๋ยอยู่บนเตียงกว้างเปลือกตาสวยขยับเล็กน้อยรับรู้ถึงเสียงเรียกของอีกฝ่ายเธอขยับเขยื้อนตัวมองดูนาฬิกาข้อมือก็พบว่าใกล้จะหนึ่งทุ่มแล้ว
“คุณลูกหว้าคะคุณลูกหว้าคุณผู้หญิงให้มาเรียกลงไปกินมื้อเย็นค่ะ” เด็กสาวน่ารักมีนามว่าสายซึ่งเป็หลานสาวของนางสี ได้ะโเรียกผ่านประตูบานใหญ่
“จ้ะสายเดี๋ยวฉันตามลงไป”
เสียงหวานๆ ของอริสาขานรับซึ่งอีกฟากหนึ่งของประตูบานนั้น มีเด็กสาวตัวเล็กๆ ยืนรออยู่เมื่อได้ยินเ้านายสาวบอกเช่นนั้น ก็รีบวิ่งลงไปรายงานคุณผู้หญิงของบ้านทันที
“อีกเดี๋ยวคุณลูกหว้าตามลงมาค่ะคุณผู้หญิง”เสียงเล็กๆ เอื้อนเอ่ยออกไป ก่อนจะมีเสียงตำหนิของผู้เป็ยายตามมาติดๆ
“คราวหน้าคราวหลังอย่าวิ่งลงบันไดแบบนี้อีกนะสายถ้าเกิดพลาดท่าตกลงมา แข้งขาหักจะทำยังไงฮึ”
สอนหลานสาวเสียงเข้มพลอยทำให้นางผกาที่นั่งอยู่ยิ้มออกมาอย่างขบขันกับคู่ยายหลาน คนหนึ่งก็เ้าระเบียบส่วนอีกคนก็เป็แค่เด็กตัวเล็กๆ ที่กำลังอยู่ในวัยซน
“ก็ไปโรงพยาบาลไงจ๊ะยายไม่เห็นจะยากเลย” เด็กสาวตอบรับเสียงเจื้อยแจ้วก่อนจะขยับตัวหนีมือเหี่ยวย่นที่ทำท่าว่าจะตี
“โอ๊ะๆๆ เสียใจด้วยนะจ๊ะ ไม่โดนหนูหรอก”
“พูดแล้วเถียงคำไม่ตกฟากตลอดเด็กคนนี้นี่ มันน่านักเชียว”เมื่อไม่สามารถทำอะไรได้ นางสีจึงบ่นออกมาอย่างนึกระอากับหลานสาวแสนซน
“อย่าไปดุสายมากนักเลยแม่สีถึงยังไงสายก็ยังเด็กอยู่ มันก็ต้องซนบ้างตามประสาเด็กนั่นแหละ”นางผกาพูดจบก็ยิ้มเอ็นดูกับเด็กสาวที่กำลังนั่งยิ้มร่ากับคำพูดของนาง
“เห็นทีคงไม่ได้หรอกค่ะถ้าไม่ดุเลยเดี๋ยวมันก็เหลิงไปกันใหญ่ ยิ่งซนๆ อยู่ด้วยเด็กคนนี้” หันไปมองใบหน้าง้ำงอของหลานสาวที่นั่งอยู่ใกล้ๆ
และระหว่างที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้นเองทางด้านอริสาที่จัดการธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อยก็ได้เดินลงมาจากชั้นสองและเดินเข้ามาในบริเวณห้องนั่งเล่นตรงจุดที่ทุกคนอยู่
“มาแล้วหรอลูก มากินข้าวกันพ่อกับแม่กำลังรออยู่พอดี” นางผกาเอ่ยบอกหลังจากเห็นลูกสาวคนสวยเดินมาพรางลุกจากโซฟาตัวยาวเพื่อเดินนำไปที่โต๊ะอาหาร
“เดี๋ยวกินข้าวเสร็จพ่อมีเื่จะคุยกับลูกนิดหน่อยนะ”นายอมรว่าเช่นนั้นในขณะที่ใช้มือโอบไหล่ลูกสาวแล้วพาเดินไปยังโต๊ะอาหารพร้อมกัน
“เื่อะไรหรือคะคุณพ่อ เป็เื่เกี่ยวกับลูกหว้ารึป่าวคะ”
“เื่นี้เกี่ยวกับลูกหว้าโดยตรงเลยละเอาเป็ว่ากินข้าวกันก่อนเถอะ เดี๋ยวเราค่อยคุยกัน”ท่านบอกยิ้มๆอย่างมีเลศนัยไม่พูดอะไรต่อจากนั้น ทำให้ใบหน้าหวานขมวดคิ้วสวยเข้าหากันอย่างครุ่นคิดในคำพูดของบิดา
หลังจากมื้ออาหารสิ้นสุดลงทุกคนก็ไปรวมตัวกันอีกครั้งในห้องรับแขกแต่ทว่ากลับไม่มีใครเอื้อนเอ่ยอะไรออกมาสักคำ บรรยากาศเริ่มจะตึงเครียดราวกับมีเื่อะไรร้ายแรงเกิดขึ้นก็ไม่ปานใบหน้าของบิดาและมารดาดูจริงจังกว่าทุกๆ ครั้ง
จนอริสาชักจะไม่แน่ใจว่าตนเองไปทำอะไรเสื่อมเสียหรือไม่ดีมารึเปล่าใบหน้าหวานเริ่มกังวลมากขึ้น ในเมื่อไม่มีใครพูดอะไร เป็เช่นนั้นแล้วเธอจึงเป็ฝ่ายเอ่ยถามขึ้นมาเสียเอง
“คุณพ่อกับคุณแม่มีเื่อะไรจะคุยกับลูกหว้าหรอคะ”เธอเอียงคอถามมองคนทั้งสองสลับไปมา
“หนูมีคนที่รักรึยังลูก”คำถามที่ถามกลับมาอย่างไม่ทันตั้งตัว ทำเอาอริสาหน้าแดงก่ำ
‘คนรักรึ’
เธอจะมีได้ไงกันล่ะ!!ใบหน้าคมเข้มของใครบางคนลอยเข้ามาในความคิด แต่ทำไมนะ ทำไมต้องคิดถึงเค้าด้วยเรียวปากสวยคลี่ยิ้มออกมาน้อยๆ แต่แล้วก็ต้องสะดุดความคิดนั้นลงเมื่อนึกถึงคำพูดของเขาขึ้นมาได้
‘ฉันมีคนที่้าจะแต่งงานด้วยอยู่แล้วซึ่งคนๆ นั้นไม่ใช่เธออย่างแน่นอน’
“ทำไมคุณพ่อถามลูกหว้าอย่างนั้นล่ะคะ”เธอไม่ได้ตอบคำถามของบิดา แต่กลับย้อนถามท่านแทน
นายอมรกับนางผกายิ้มกับคำถามของลูกสาวไม่ง่ายนักกว่าที่ท่านจะถามประโยคนั้นกับลูกสาวไปนั่นก็เพราะเป็ห่วงลูกสาวเพียงคนเดียว หรือถ้าจะบอกให้ถูกต้องบอกว่าหวงเสียมากกว่า ถ้าเป็ไปได้อยากจะให้ลูกสาวเป็โสดอยู่กับพวกท่านตลอดไปเลยยิ่งดีลูกสาวเพียงคนเดียวท่านเลี้ยงได้
แต่ทว่าเมื่อนึกถึงความเป็จริงถึงสังขารของตัวเองแล้วการที่มีคนมาดูแลลูกสาวสุดที่รักย่อมเป็สิ่งที่ดีมากกว่าและยิ่งถ้าผู้ชายคนนั้นเป็คนดีด้วยแล้วท่านก็ต้องสนับสนุนเป็ธรรมดา
“ก็พ่อเห็นว่าลูกของพ่อโตเป็สาวพอจะมีครอบครัวได้แล้ว แถมลูกสาวคนสวยก็ใช่ว่าจะขี้ริ้วขี้เหร่เสียที่ไหนพ่อก็ต้องถามเป็ธรรมดาอยู่แล้ว และอีกอย่าง ยามที่พ่อกับแม่ไม่อยู่ลูกก็จะได้มีคนคอยดูแลด้วย”
อริสาอดที่จะนิ่วหน้ากับประโยคตอนท้ายของบิดาไม่ได้“ไม่เอาอย่าพูดแบบนั้นสิคะ ทำเหมือนว่าจะไม่อยู่กับลูกหว้าอย่างงั้นแหละ”
นางผกาขยับตัวเข้าไปหาลูกสาวแล้วยกมือขึ้นลูบหัวเธอเบาๆ อย่างปลอบโยน
“พ่อกับแม่ไม่ได้ไปไหนทั้งนั้นแหละจ้ะที่พ่อพูดน่ะ แค่อยากจะให้หนูได้แต่งงานเป็ฝั่งเป็ฝากับคนดีๆ ที่สามารถดูแลคุ้มครองลูกได้พ่อกับแม่จะได้ไม่ต้องเป็ห่วง และอีกอย่างตากฤษก็เป็คนดีแม่มั่นใจว่าเค้าสามารถดูแลลูกสาวแม่ได้อย่างแน่นอน”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับพี่กฤษด้วยล่ะคะ”
“เื่มันนานมาแล้วน่ะพอดีว่า แม่กับน้ากรองแก้วเคยสัญญาเอาไว้ตอนที่ลูกยังเล็กๆว่าถ้าพวกลูกโตขึ้นเราจะให้ลูกทั้งสองแต่งงานกัน แต่ถ้าหนูไม่สบายใจก็ไม่เป็ไรสัญญานั่นมันก็แค่เื่ไร้สาระเท่านั้นแหละจ้ะ อย่าไปสนใจมันเลยเอาความรู้สึกของหนูเป็ที่ตั้งดีกว่า” นางบอกอย่างอ่อนโยนฝ่ายนายอมรเมื่อเห็นดังนั้นจึงจัดการถามเข้าประเด็นต่อทันที
“หนูคิดยังไงกับพี่กฤษเค้าฮึ”คนถูกถามหน้าแดงก่ำขึ้นมาอีกครั้ง กับคำถามที่ไม่ทันตั้งตัวเป็ครั้งที่สอง
“เอ่อ!! ลูกหว้า”จะพูดก็พูดไม่ออกเลยทำให้หน้าแดงยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อเห็นว่าสายตาของคนทั้งสองกำลังจับจ้องมาในขณะที่นายอมรกับนางผกาที่เห็นใบหน้าแดงก่ำของลูกสาวก็ยิ้มออกมาอย่างเอ็นดูไม่จำเป็ต้องเอาคำตอบให้มันยุ่งยากก็พอจะเดาได้แล้วว่าลูกสาวตนคิดยังไงกับชายหนุ่มรุ่นลูก
“ลูกหว้าชอบพี่เค้าใช่ไหมลูก”นางผกาเอ่ยถามและคำตอบที่ได้รับมีเพียงการพยักหน้าที่ออกจะขัดเขินของลูกสาวซึ่งแค่นี้ก็พอจะทำให้นางดีใจได้แล้ว ถึงแม้ว่ายังไม่เข้าขั้นคำว่ารักก็ตามแต่นางเชื่อว่าถ้าทั้งสองได้ทำความรู้จักกันมากขึ้นจะต้องมีวันนั้นอย่างแน่นอน
ฝ่ายอริสาที่เอาแต่ก้มหน้างุดด้วยความขัดเขินกับคำถามยิงตรงของมารดาแต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเขามีคนรักแล้ว ก็ทำให้ใบหน้าหวานสลดลง
“แล้วถ้าแม่อยากจะให้ลูกหว้าแต่งงานกับพี่เค้าหนูจะขัดข้องไหม” นางเอ่ยถามพร้อมกับรอลุ้นใจแทบขาดกับคำตอบที่กำลังจะตามมากอปรกับเสียงหัวใจที่เริ่มจะดังขึ้นเรื่อยๆ
ตึ้กๆตึ้กๆ ตึ้กๆ.....ตึ้กๆ
“เอ่อ!!คือลูกหว้า...แต่งงานกับพี่กฤษไม่ได้หรอกค่ะ”
(แป่ว!! หน้าหงายกันหมด) สองสามีภรรยาหันมามองหน้ากัน จากนั้นเป็นางผกาที่เป็ฝ่ายเอ่ยถาม
“พี่เค้าไม่ดีตรงไหนกันหืมรึว่าหนูมีคนที่ชอบอยู่แล้ว”
“เปล่าหรอกค่ะเพียงแต่ลูกหว้า” พูดออกมาได้แค่นั้นก็ต้องหยุดลง ดวงตาสวยมองหน้าบิดามารดาที่มองมายังเธอแล้วนิ่งชั่วขณะ
ใช่ว่าเธอจะไม่รู้ว่าท่านทั้งสองหวังดี อีกทั้งยังตามใจเธอมาโดยตลอดไม่เคยมีครั้งไหนที่พวกท่านจะทำให้เธอเสียใจมีแต่มอบความสุขสะดวกสบายและความรักอย่างสม่ำเสมอทว่ามาตอนนี้กลับเป็เธอเสียเองที่ทำให้ท่านทั้งสองเสียใจ
“ลูกหว้าขอเวลาคิดสักหน่อยได้ไหมคะ”เธอบอก
นางผกากับนายอมรเข้าใจลูกดี ดังนั้นพวกท่านจึงไม่อยากเร่งรัดมากนัก“ได้สิจ๊ะ หนูเอาเก็บไปคิดให้ดีๆ ก่อนแล้วกัน แม่ไม่บังคับลูกหว้าหรอกถ้าหากทำให้หนูเป็ทุกข์มีหรือที่พ่อกับแม่จะเป็สุข” นางโอบกอดลูกสาวอย่างอ่อนโอน
“เอาเป็ว่าคืนนี้ หนูขึ้นไปพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้ต้องไปทำงานอีก”
หลังจากมารดาบอกเช่นนั้นอริสาก็ลุกขึ้นออกไปจากห้องนั่งเล่นและเดินขึ้นห้องทันทีโดยที่คนทั้งสองได้แต่มองตามแผ่นหลังลูกสาวอย่างรู้สึกผิดในใจ
.......................................................................................................................