ตอนที่ 3: เสียงแรกของความตาย
ยอดหอสังเกตการณ์กลาง ณ ป้อมปราการเจียยวี่ ลมราตรีพัดกรูเกรียว หอบเอาไอเย็นและกลิ่นฝุ่นทรายจากนอกกำแพงเข้ามาปะทะร่าง คบเพลิงสั่นไหววูบวาบ ส่องให้เห็นเงาของสองบุรุษที่ยืนหยัดอยู่ท่ามกลางความมืดมิด
สำรับสุราและกับแกล้มง่ายๆ ถูกจัดวางไว้บนโต๊ะไม้เตี้ยข้างแผนที่การรบ หลี่เทียนอี้นั่งอยู่บนเก้าอี้เพียงลำพัง เสื้อคลุมขนสัตว์ผืนหนาไม่อาจซ่อนเร้นใบหน้าที่ยังคงซีดขาวของเขาได้ เขายกจอกสุราขึ้นจิบอย่างเชื่องช้า สายตาทอดมองออกไปยังทุ่งกว้างอันมืดมิดเบื้องหน้า ราวกับกำลังชมทิวทัศน์มิใช่รอคอยการมาถึงของกองทัพศัตรู
เถี่ยซินยืนสงบนิ่งอยู่ข้างกายเยื้องไปด้านหลัง ร่างของเขาใหญ่โตและมั่นคงดุจภูผาเหล็ก แต่ในใจของเขานั้นกลับปั่นป่วนรุนแรงยิ่งกว่าพายุกลางทะเลทราย เขาลอบมองซื่อจื่อตรงหน้า ภาพของเด็กหนุ่มอ่อนแอที่เขาคอยดูแลมากำลังเลือนหายไป ถูกแทนที่ด้วยเงาร่างของผู้บัญชาการที่เยือกเย็นและล้ำลึกจนน่าหวาดหวั่น
ราวกับทนความเงียบงันที่กดดันไม่ไหวอีกต่อไป เถี่ยซินจึงเอ่ยปากขึ้น "ซื่อจื่อ ท่านไม่กังวลเลยหรือ"
หลี่เทียนอี้ละสายตาจากความมืด หันมามองเถี่ยซินด้วยแววตาที่สงบนิ่ง
"ความกังวลไม่ช่วยให้รอดชีวิต มีแต่การเตรียมพร้อมเท่านั้นที่ช่วยได้"
แล้วความเงียบก็ถูกทำลายลง
มันเริ่มต้นจากเสียงทุ้มต่ำที่คล้ายกับเสียงฟ้าร้องอยู่ไกลโพ้น ก่อนจะค่อยๆ ดังขึ้นและแปรเปลี่ยนเป็การสั่นะเืที่รู้สึกได้จากพื้นหินใต้ฝ่าเท้า ณ ขอบฟ้าอันมืดมิด คลื่นสีดำขนาดมหึมาของกองทัพทหารม้าทู่ฟานไพร่พลกว่าสามหมื่นนายได้ปรากฏตัวขึ้น
กองทัพอันน่าเกรงขามหยุดลงห่างจากกำแพงป้อมปราการราวครึ่งลี้ บุรุษผู้นำทัพที่อยู่หน้าสุดนั้นโดดเด่นและน่าเกรงขามที่สุด เขาสวมเกราะหนังประดับขนหมาป่าชั้นดี ร่างกายสูงใหญ่กำยำราวกับหมีป่า แววตาคมกล้าดุจอินทรีที่มองมายังป้อมปราการอย่างประเมิน
แม่ทัพลาคา ผู้นำทัพทู่ฟานผู้เกรียงไกร
เขาหรี่ตามองป้อมปราการที่ดูเงียบสงบผิดปกติเบื้องหน้า
"มันมีความไม่ชอบมาพากล" เขากล่าวเสียงเรียบ แต่แล้วรอยยิ้มอันเหี้ยมเกรียมก็ปรากฏขึ้นที่มุมปาก "แต่ต่อให้มีกับดัก ด้วยไพร่พลสามหมื่นนายของข้า ก็สามารถบดขยี้พวกมันให้เป็ผุยผงได้ รัชทายาทของอ๋องาเ็สาหัส ขวัญกำลังใจของพวกมันพังทลาย นี่คือโอกาส์ประทาน"
เขาชักดาบโค้งออกจากฝัก ชูขึ้นเหนือศีรษะ
"ทัพหน้า บุกทะลวงประตูเมืองให้ข้า"
เสียงกลองศึกของทัพทู่ฟานดังกระหึ่ม ทัพหน้าหลายพันนายควบม้าทะยานเข้าใส่ประตูหลัก ณ เบื้องหน้าประตูนั้น รองแม่ทัพหลี่ยืนตระหง่านอยู่ ง้าวัในมือปักลงบนพื้นดินอย่างมั่นคง
เมื่อศัตรูเข้ามาในระยะ รองแม่ทัพหลี่ก็คำรามก้อง โคจรพลังลมปราณทั่วร่างจนเกิดไอสีขาวจางๆ ปกคลุมชุดเกราะ เขากระชับง้าวในมือก่อนจะตวัดออกไปเป็แนวขวาง คมง้าวของเขาอาบไล้ด้วยพลังลมปราณสีทองอร่าม ทุกครั้งที่ตวัดออกไปจะเกิดเป็คลื่นพลังอันหนักหน่วง
แต่ไพร่พลของทู่ฟานนั้นมีมากเกินไปราวกับสายน้ำที่ไม่มีวันหมดสิ้น เมื่อสัญญาณกลองจากบนหอสังเกตการณ์กลางเปลี่ยนจังหวะ รองแม่ทัพหลี่ก็แสร้งทำเป็มีสีหน้าตื่นตระหนก
"ทัพศัตรูมีมากเกินไป ถอยทัพกลับไปพิทักษ์ซื่อจื่อ"
สิ้นคำ เขาก็สั่งให้ไพร่พลล่าถอยอย่างไม่เป็ขบวน ทหารต้าถังแสร้งทำเป็เสียขวัญ วิ่งหนีเอาตัวรอดเข้าไปในประตูเมืองอย่างอลหม่าน
แม่ทัพลาคาเห็นดังนั้นก็หัวเราะอย่างลำพองใจ
"พวกมันขวัญเสียแล้ว ทหารทั้งหมด ตามพวกมันเข้าไป บดขยี้พวกมันให้สิ้นซาก"
ทัพหลักของทู่ฟานกว่าหนึ่งหมื่นห้าพันนายทะลักเข้าสู่ประตูเมืองที่เปิดอ้าอย่างง่ายดาย แต่แล้วรอยยิ้มของลาคาก็พลันแข็งค้าง
"ครืนนน"
ประตูเหล็กบานั์ของป้อมปราการได้เลื่อนลงปิดสนิท ตัดขาดกองทัพของเขาออกเป็สองส่วนอย่างสิ้นเชิง ทันใดนั้น บนกำแพงสูง ทหารต้าถังจำนวนมากก็เทถังน้ำมันดินลงมาตามแนวกำแพง ป้องกันไม่ให้ทหารที่อยู่ภายนอกปีนขึ้นมาได้
"บัดซบ" ลาคาสบถ "เราติดกับพวกมัน"
แต่ก่อนที่เขาจะได้สั่งการใดๆ
ณ บนยอดหอสังเกตการณ์กลาง หลี่เทียนอี้ลดมือขวาที่ยกขึ้นลงอย่างเชื่องช้า
"ยิง"
เสียงคำรามของนายกองจางดังขึ้นจากบนกำแพง ทันใดนั้น พลธนูที่ซุ่มซ่อนอยู่ตามอาคารและบนกำแพงก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกัน เสียงแหวกอากาศดังขึ้นพร้อมเพรียง ธนูนับพันดอกที่ปลายลูกศรติดน้ำเต้าดินเผาบรรจุน้ำมันลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า ก่อนจะโค้งตกลงมากลางวงล้อมของทหารทู่ฟาน น้ำเต้าแตกกระจาย สาดน้ำมันดินลงบนเกราะและร่างกายของไพร่พลศัตรูจนชุ่มโชก
ก่อนที่ทหารทู่ฟานจะทันตั้งตัว ธนูเพลิงระลอกที่สองก็ถูกยิงตามลงมาทันที
พริบตาที่ธนูเพลิงตกกระทบ ลานหน้าก็พลันลุกไหม้กลายเป็นรกบนดิน เสียงร้องโหยหวนด้วยความเ็ปดังขึ้นระงมไปทั่ว ท่ามกลางเปลวเพลิงและเสียงกรีดร้อง นายกองทู่ฟานนายหนึ่งแหงนหน้ามองหอสังเกตการณ์ที่บัดนี้เห็นเงาร่างของซื่อจื่อยืนขึ้นอย่างสงบนิ่ง ก่อนจะสิ้นใจพึมพำออกมา
"คนคำนวณ... มิสู้ฟ้าลิขิต..."
หลี่เทียนอี้มองภาพความโกลาหลเบื้องล่างด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจะหยิบธนูสัญญาณขึ้นมาและยิงขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วยตนเอง ลูกธนูส่งเสียงหวีดแหลมพุ่งขึ้นสู่ความมืดมิด ก่อนจะแตกออกเป็ประกายไฟสีแดงฉาน
สิ้นเสียงธนูไฟ เสียงแตรศึกของกองทัพต้าถังก็ดังกระหึ่มขึ้นจากป่าทึบทั้งสองฟากของป้อมปราการราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์ ทัพม้าชั้นยอดภายใต้การนำของนายกองจางและเถี่ยหยางโถมเข้าใส่กองทัพหลักของทู่ฟานที่กำลังสับสนอลหม่านจากทั้งสองปีกดุจคีมเหล็กขนาดมหึมา
ท่ามกลางความโกลาหลนั้น ม้าขาวตัวหนึ่งก็ทะยานออกมาจากเงามืดราวกับสายฟ้าฟาด ร่างบนหลังม้าคือขุนพลหนุ่มผู้สง่างาม สวมเกราะเงินแวววาว ใบหน้าหล่อเหลาแต่แฝงไว้ด้วยความเยือกเย็น ทวนยาวในมือสั่นสะท้านสะท้อนแสงเพลิงวูบวาบ เป้าหมายของเขาคือหัวใจของกองทัพศัตรู
แม่ทัพลาคาที่กำลังรวบรวมไพร่พลเพื่อตีฝ่าวงล้อมเห็นดังนั้นก็คำรามอย่างบ้าคลั่ง
ในจังหวะนั้นเอง สายตาของเถี่ยหยางก็จับจ้องไปยังร่างสูงใหญ่ของแม่ทัพลาคา
ร่างกายสูงใหญ่กว่าที่คาดการณ์ แต่แววตาเต็มไปด้วยความลำพองใจอันเป็บ่อเกิดแห่งความพ่ายแพ้
เถี่ยหยางสะบัดปลายทวนส่งสังหารทหารศัตรูที่ขวางหน้าให้กระเด็นไป ก่อนจะส่งเสียงคำรามก้อง
"แม่ทัพทู่ฟาน เถี่ยหยางอยู่นี่แล้ว"
ลาคาหันขวับมาเผชิญหน้า แววตาเต็มไปด้วยจิตสังหารอันรุนแรง
"ดี"
สิ้นคำ ร่างของทั้งสองก็พุ่งเข้าหากันราวกับดาวตกสองดวง ไอพลังสีเงินจากเพลงทวนของเถี่ยหยางปะทะเข้ากับจิตสังหารสีเืจากดาบโค้งของลาคา
ทวนสีเงินที่ส่องประกายเย็นเยียบกำลังจะปะทะเข้ากับดาบโค้งที่บ้าคลั่งนั้น
(จบตอนที่ 3)