บทที่ 44 วางแผนลับยามวิกาล
เฉินผิงอันคิดขึ้นมาได้ว่าชาวบ้านก็ไม่ได้ผิดไปเสียทีเดียว เฉินเฉิงเยี่ย ไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของข้า ต่อให้เขาสอบติดจริง ๆ เขาก็คงไม่ได้รับเกียรติอะไรมากมาย คนเรานั้นเห็นแก่ตัวทั้งนั้น
ส่วนลูกชายคนเล็ก เฉินเฉิน นั่นสิ เป็นลูกในไส้ของข้าแท้ ๆ หากให้เด็กนี่ไปเรียน ต่อไปจะได้สร้างชื่อเสียงให้ตระกูล ตอนนี้ก็หนีไม่พ้นแล้ว ไหนเลยลูกแท้ ๆ จะไม่ยอมรับเขาได้เล่า เฉินผิงอันยกเท้าขึ้นสูงแล้วใช้ผ้าเช็ดเบา ๆ
“ชุนฮวา เฉินเฉินก็อายุ 7 ขวบแล้ว ข้าว่าเฉิงเยี่ยที่จะได้ศึกษาเล่าเรียนก็ดูไม่เป็นตามที่คิด ข้าเลยคิดจะส่งเฉินเฉินไปเรียน” หลินชุนฮวาชะงักไป เห็นได้ชัดว่าคิดไม่ถึงว่าเฉินผิงอันจะนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมา แต่นางก็รีบตอบกลับไปอย่างรวดเร็ว
“ผิงอัน การเรียนนั้นต้องเสียเงินนะเจ้าค่ะ เฉิงเยี่ยเรียนมาหลายปี ก็ใช้เงินไปมากมายแล้ว บ้านเราจะเลี้ยงดูคนเรียนถึงสองคน คงเป็นไปไม่ได้หรอก” เฉินผิงอันทำหน้าเคร่งขรึมกล่าวว่า
“เฉิงเยี่ยไม่ใช่บุตรแท้ ๆ ของข้ายังส่งไปเรียนได้ แล้วบุตรในไส้ของข้าจะเรียนไม่ได้หรือ อีกอย่างก่อนหน้านี้สะใภ้อวิ๋นทิ้งเครื่องประดับชุดหนึ่งที่มีค่าไว้มิใช่หรือ ถึงจะเอาไปซื้อที่นาก่อนหน้านี้แต่เหมือนเจ้ายังซ่อนอีกชิ้นเอาไว้นี่ เอาของชิ้นนั้นออกมาแลกเป็นเงิน ส่งเฉินเฉินไปเรียนเสีย” คราวนี้หลินชุนฮวาไม่ค่อยพอใจนัก นางจะไม่มีวันให้เฉินผิงอันได้รู้ที่ซ่อนของปิ่นปักผมเป็นอันขาด
แต่ถ้าจะให้เด็กนี่ไปเรียนปิ่นปักผมนั่นต้องถูกให้นำออกมาแน่ ๆ แต่ตอนนี้นางจะไปหาปิ่นปักผมราคาแพงขนาดนั้นที่ไหนได้ล่ะในเมื่อ… หลินชุนฮวาอดรู้สึกกังวลไม่ได้ นางจึงหันโอดครวญกอดแขนเฉินผิงอันพร้อมดันอกเบียดแขนเขา
“ผิงอัน ปิ่นปักผมนั่นไม่ใช่ยกให้ข้าแล้วหรือ”
เฉินผิงอันลูบมือนางเบา ๆ แล้วเอ่ยอย่างมีเหตุผลว่า “ใช่ ยกให้เจ้านั่นน่ะถูกแล้ว แต่เฉินเฉินเป็นบุตรชายของเจ้านะ รอให้เขาประสบความสำเร็จ ต่อไปเจ้าจะอยากได้ปิ่นปักผมแบบไหนก็จะได้ไม่ดีกว่าหรือ”
หลินชุนฮวาหัวเราะเยาะในใจ คนโง่อย่างเฉินผิงอันจะให้กำเนิดลูกที่ฉลาดเพียงนั้นได้เช่นไรกันเล่า
อีกอย่างต่อให้เขามีความสำเร็จจริง ๆ ด้วยนิสัยอกตัญญูเช่นนี้ จะได้ประโยชน์อันใดกัน เฉิงเยี่ยของนางน่าจะเชื่อถือได้มากกว่าเสียอีก ก่อนอื่น งานของเขาได้รับคำชมจากอาจารย์และพ่อของเขาก็ไม่ใช่ชาวนาโง่ ๆ อย่างเฉินผิงอัน
ยิ่งไปกว่านั้นเห็น ๆ อยู่ว่าอายุของนางมากขึ้นทุกที ต้องรออีกกี่ปีกว่าเฉินเฉินจะประสบความสำเร็จ นางไม่อยากลำบากอีกหลายปีเพื่อรอคอย แต่ตอนนี้เฉินผิงอันเอ่ยออกมา ต้องตัดสินใจแน่นอนแล้วนางจะแก้ปัญหาเรื่องนี้เช่นไรถึงจะดี
เฉิงเยี่ยฉลาดมาตลอด บางทีเขาอาจช่วยนางคิดวิธีได้ หลินชุนฮวาคิดแบบนี้จึงไม่ได้เอ่ยอะไรอีกในใจของเฉินผิงอัน หลินชุนฮวาเป็นผู้หญิงที่อ่อนโยนเชื่อฟังมาโดยตลอดในเมื่อเชื่อฟังย่อมถือสามีเป็นผืนฟ้า หากยามนี้ตนเอ่ยออกไปคงไม่ควร จึงนิ่งเงียบให้เขาคิดว่านางยอมรับแล้ว
เมื่อเห็นว่านางเงียบเช่นนี้เฉินผิงอันจึงเลือกที่จะเอนตัวลงนอน หลินชุนฮวาเห็นเฉินผิงอันค่อย ๆ กรนเสียงดัง จึงแอบย่องไปที่ห้องตำราของบุตรชาย
“เฉิงเยี่ย อย่าเพิ่งหลับนะแม่มีเรื่องจะพูดคุยด้วย” เฉินเฉิงเยี่ยลืมตาขึ้นอย่างเซื่องซึม เห็นมารดาของตนก็รู้สึกรำคาญไม่น้อย
“มีเรื่องอันใดพรุ่งนี้ค่อยคุยไม่ได้หรือ?”
หลินชุนฮวากลับกล่าวอย่างร้อนรนว่า “เรื่องสำคัญ ข้าไม่อาจรอต่อไปได้อีกแล้ว”
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าวันนี้เฉินผิงอันกล่าวอันใด เขาบอกว่าจะส่งเด็กนรกนั่นไปศึกษาเล่าเรียน เจ้าก็รู้ว่าหลายปีมานี้ เจ้าเรียนมาไม่ง่ายเลย ปิ่นปักผมที่หญิงคนนั้นทิ้งไว้ ข้าก็ให้พ่อของเจ้าไปแล้ว ตอนนี้ต้องส่งคนไปเรียนถึงสองคนซึ่งไม่อาจทำได้ เช่นนั้นพวกเราต้องหาวิธีทำให้เขาเปลี่ยนใจ”
เฉินเฉิงเยี่ยพอได้ยินเรื่องผลประโยชน์ของตัวเองก็ตื่นเต็มตาขึ้นมานั่งทันที
“ไอ้โง่นั่นจะคิดส่งบุตรชายตัวเองไปเรียนงั้นหรือ หรือว่าเป็นฝีมือของนังสาวใช้นั่นอีก” หลินชุนฮวาแม้จะไม่เข้าใจแต่ไม่ว่าใครจะเป็นคนสร้างเรื่องขึ้นมา สุดท้ายก็ต้องรีบหาทางทำให้เขาเปลี่ยนใจให้ได้
“เฉิงเยี่ย เจ้าฉลาดเสมอรีบคิดหาทางเถอะ” เฉินเฉิงเยี่ยไม่สนคำกล่าวของมารดา แต่กลับรู้สึกไม่ค่อยพอใจเมื่อนึกถึงคำของมารดาก่อนหน้า
“เหตุใดท่านถึงเอาปิ่นปักผมให้ชายผู้นั้น ท่านจะอธิบายกับเฉินผิงอันเรื่องนี้เช่นไร ข้าไม่อยากให้ผู้ใดมากล่าวว่าข้ามีบิดาเป็นนักโทษหลบหนีตอนที่ข้าสอบจวี้เหรินได้หรอกนะ”
“แต่นั่นคือพ่อของเจ้านะ ต่อให้ต่อไปเจ้าจะไม่ยอมรับเขา แต่ตอนนี้เขากำลังลำบาก เจ้าจะไม่ช่วยเขาเลยหรือ?” เฉินเฉิงเยี่ยผลักมารดาออกอย่างหงุดหงิด
“ท่านเป็นคนให้เขาเองก็ไปขอคืนมาสิ ข้าเปลี่ยนนามสกุลเป็นเฉินแล้ว ไม่เกี่ยวอันใดกับเขาแล้ว ตอนนั้นมารดาไม่ใช่เป็นแม่ม่ายหรือไร” หลินชุนฮวารู้สึกเจ็บใจ กล่าวด้วยน้ำตาคลอเบ้า
“เหตุใดข้าถึงต้องทำตัวเป็นแม่ม่ายเจ้ายังไม่รู้อีกหรือ ท่านพ่อของเจ้าทำผิด ข้าเป็นแม่ม่ายจะเลี้ยงเจ้าจนโตได้เยี่ยงไร จะให้เจ้าศึกษาเล่าเรียนได้เช่นไร โชคดีที่มีไอ้โง่เฉินผิงอันเชื่อคำโกหกพวกนี้เราถึงมีเช่นวันนี้”
“ไฉนท่านแม่ถึงทำเช่นนั้นได้ เหตุใดไม่ตัดขาดเสียให้สิ้น ถ้าข้าเดาไม่ผิด หลายวันมานี้ที่ท่านไม่อยู่ก็คงไปหาเขาใช่ไหมเล่า ท่านช่วยคิดถึงข้าบ้างได้หรือไม่ อย่าไปติดต่อกับเขาอีกเป็นอันขาด!”
“ต่อไปข้าไม่เพียงแต่มีบิดาเป็นนักโทษหลบหนี แต่ยังมีมารดาที่ไม่รักษาความบริสุทธิ์ ท่านคิดถึงอนาคตของข้าบ้างหรือไม่ ส่วนเรื่องเฉินเฉิน ก็บอกเขาไปว่าตอนนี้แค่เริ่มต้นเรียน ไม่ต้องเสียเงินเปล่าให้ข้าสอนเขาก็พอ” หลินชุนฮวายังคงร้อนใจ
“จะให้เด็กนรกนั่นมาเสียเวลาเจ้าได้เยี่ยงไร เวลาอ่านตำราของเจ้ามีค่า ยังจะให้มันมาขวางทางอีกไม่ได้นะ”
“ข้าจะไม่ให้เสียเวลามากหรอก แค่สอนไปสักพักแล้วบอกเฉินผิงอัน ว่าเด็กนรกนี่สอนไม่ได้ ไม่ใช่พวกชอบเรียนก็พอแล้ว” หลินชุนฮวาได้ฟังคำกล่าวก็วางใจ นางค่อย ๆ พยักหน้า
“ก็ดี อีกสักพักข้าจะไปทำปิ่นปักผมปลอมมา แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน ไอ้โง่เฉินผิงอันคงแยกไม่ออกหรอก คงหลอกเขาไปได้ ตราบใดที่ไม่เอาไปขายก็ไม่มีปัญหาอะไร”
เฉินเฉิงเยี่ยมองใบหน้าเหี้ยมเกรียมของมารดาตอนนี้ด้วยความหงุดหงิด
“พอแล้วเรื่องพวกนี้ก็หาทางแก้ไขได้แล้วท่านก็รีบกลับไปเถอะ เกิดไอ้โง่ตื่นจะสงสัยอีก ข้าก็ต้องพักผ่อนแต่หัววันพรุ่งนี้ยังต้องอ่านตำราอีกมาก”
หลินชุนฮวาเอ่ยด้วยควมเป็นห่วง “อ่านตำราก็ดีแต่ก็ไม่ควรอยู่แต่ในห้องนี้ทุกวันนะ ต้องออกมาเดินเล่นบ้าง”