⚠️
มีคำหยาบ มีคำพูดรุนแรงะเืจิตใจ
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
เพล้ง!!!!
เสียงแจกันราคาแพงดังตกกระทบผนังห้อง สนั่นหวั่นไหวไปทั่วบริเวณห้องที่ผู้กระทำพักอาศัยอยู่
"กูไม่น่าพลาดเลย แม่งเอ๊ย!!" พู่กันทิ้งตัวลงนั่งที่โซฟาอย่างหมดแรงก่อนจะทึ้งผมตัวเองอย่างหัวเสีย
แผนการไม่สำเร็จ
ใช่แล้ว เหตุการณ์ที่รถเรย์รั่วมาจากเขาเองเพียงแต่เขาไม่ได้เป็คนลงมือทำ
ด้วยความที่เขาเชื่อเพื่อน พวกมันบอกว่าถ้าใช้วิธีนี้ก็จะสามารถใกล้ชิดเรย์ได้ง่าย ด้วยการสร้างสถานการณ์ทำให้รถรั่วแล้วทำเป็ว่าบังเอิญไปเจอเหตุการณ์ตอนนั้นเข้า ก่อนจะให้เขาเสนอตัวไปส่งที่มหาวิทยาลัย
แต่ทุกอย่างมันก็ไม่เป็ไปตามแผน
เขานึกว่าพวกมันจะปล่อยแค่ลมรถ ไม่คิดเลยว่าพวกมันจะเจาะและกรีดยางรถขนาดนั้น เขาควรที่จะเอะใจั้แ่ที่พวกมันมองเรย์ในผับวันนั้นแล้ว
นี่มันไม่ต่างอะไรจากการเจตนาฆ่า
เขาทำพลาดอีกแล้ว
ถ้าไอ้ริวรู้มันต้องเอาเขาตายแน่ๆ เขาจะทำยังไงดี
แต่พวกนั้นก็ยืนยันว่าตอนพวกมันทำมันหลบมุมกล้องอยู่ เขาคิดว่ามันคงไม่กล้าทำให้ตัวเองเดือดร้อนแน่นอน เพราะยังไงพวกมันก็เป็คนลงมือทำและดูเหมือนว่าเรย์ไม่ได้ติดใจเหตุการณ์ในครั้งนี้ด้วย
แบบนี้เขาควรโล่งใจใช่ไหม
เขาไม่น่าเชื่อคำพวกมันั้แ่แรกเลย เขาน่าจะใช้วิธีที่ใสสะอาดกว่านี้
คงถึงเวลาที่เขาต้องเลิกคบกับมันจริงๆ จังๆ สักที
เมื่อคิดได้ดังนั้น พู่กันก็รีบต่อสายตรงหาผู้เป็พ่อทันที
พาร์ท เรย์
พอกลับมาถึงคอนโด ผมก็รีบอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อรอไปทานข้าวเย็นกับพี่หมอ
ชุดที่ผมก็เลือกใส่ก็จะเป็เสื้อยืดสีม่วงกับกางเกงยีนขายาวธรรมดา พอแต่งตัวเสร็จผมก็ออกมานั่งเล่นโทรศัพท์เพื่อฆ่าเวลา แต่พอกดเข้ามาในเฟซบุ๊กก็ไม่พ้นเพจข่าวซุบซิบของมอที่เอาเื่ของผมในวันนี้มาลง
เพจ อยากรู้เื่มอxxxต้องที่นี่
แรงนะว่าไม่ได้ (สติ๊กเกอร์กลั้นขำ)
(แนบรูปที่เรย์นั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์เก่าๆ ของโอบ)
'น้องมันตกอับเหรอ คนรวยๆ มีไม่หาไปคว้าคนจนๆ แบบนี้อะนะ'
'กะเทยก็หากินได้แค่เท่านี้แหละ กูแม่งโคตรเกลียดคนพวกนี้เลย'
'วาสนากะเทยก็เท่านี้แหละ ได้นั่งแต่รถมอเตอร์ไซค์เก่าๆ กูขำ นี่กูว่ามันโดนพี่กับครอบครัวทิ้งแล้วแน่ๆ ก็นะเป็ลูกเป็หลานกู กูก็ไม่เอามันไว้หรอก อายคน'
'แบบนี้อย่าเรียกว่ารถเลยเรียกว่าซากรถจะดีกว่า555555555555555555555'
'อยากเห็นหน้าคนมาส่ง ทำไมต้องปิดหน้าปิดตาแบบนั้น อาย?'
'หล่อไม่หล่อไม่รู้ ถึงหล่อก็ไม่เอาเหม็นสาบคนจน'
'55555555555 กูกลั้นขำไม่ไหวแล้ว สภาพ!'
'หาเสี่ยเลี้ยงไม่ได้แล้วเหรอจ๊ะ มาหาพี่ก็ได้นะน้อง พี่พร้อมจ่ายไม่อั้น'
'ฉันว่านางถูกตัดหางปล่อยวัดแล้วแหละ คงไม่มีใครรับได้ที่นางเป็กะเทยแบบนี้หรอก ฉันว่าที่พี่รามกับพี่ริวเคยโพสต์ คงโดนนางบังคับมาแน่ๆ ดูตอนนี้สิทั้งพี่รามพี่ริวไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรเลย พี่ริวเวลาอยู่มอก็ไม่แม้แต่จะมองหน้านางจ้า'
'เห็นด้วยกับคอมเมนต์้า ฉันยืนยันได้'
'ทำไมถึงชอบเหยียดคนอื่น'
'เสือกจ้า พวกกูจะเหยียดจะด่าก็เื่ของพวกกู มึงอะมาเอาไร'
'เออ ก็มันน่าด่าปะ คนอะไรโคตรน่าสมเพช เกิดมาชาติตระกูลก็ดีแต่เสือกเป็กะเทย55555'
ผมนั่งไล่อ่านคอมเมนต์ทุกอันด้วยความรู้สึกสะอิดสะเอียนกับความคิดของคนพวกนี้ ทำเหมือนอย่างกับว่าตัวเองมาอยู่ใต้เตียงคนอื่น รู้ไปหมดทุกเื่
หวังว่าพี่รามและพี่ริวจะไม่มาเห็นก็แล้วกัน เอาจริงๆ ผมไม่อยากให้ทั้งสองมาใส่ใจกับเื่พวกนี้ด้วยซ้ำ มันดูไร้สาระมาก
ผมกดออกจากแอปก่อนจะไปเลื่อนหาดูข้อมูลการเลี้ยงแมวอย่างถูกวิธี นั่งไล่ดูข้อมูลมากมายจนในที่สุดก็ถึงเวลานัด ผมเช็กความเรียบร้อยภายในห้องก่อนจะขึ้นคร่อมรถมอเตอร์ไซค์แล้วขี่ออกไปที่ร้านอาหาร
ร้านอาหารที่พี่หมอนัดมาทานคือร้านอาหารทะเล เมื่อมาถึงหน้าร้านผมก็รีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาพี่หมอ
"สวัสดีครับพี่หมอผมมาถึงแล้วนะ"
'มาถึงแล้วเหรอ งั้นเดินเข้ามาในร้านได้เลยนะแล้วแจ้งพนักงานว่าจองไว้ในชื่อนักรบ พี่อยู่ข้างในแล้วครับ'
"ได้ครับ ไว้เจอกัน"
'ครับคนเก่ง'
หลังจากวางสายไปผมก็เดินเข้ามาในร้าน
"สวัสดีค่ะ ได้จองไว้ไหมคะ"
"จองไว้ครับ ชื่อนักรบ"
"งั้นขอเชิญคุณลูกค้าเดินตามดิฉันมาทางนี้เลยค่ะ"
พนักงานพาผมเดินเข้ามาข้างในร้านที่ถูกตกแต่งด้วยแนวมินิมอล ซึ่งแตกต่างจากร้านอาหารทะเลร้านอื่น มันดูไม่เข้ากันเลย แต่พอร้านนี้ทำออกมามันกลับลงตัว เวลามองไปไหนก็รู้สึกสบายตา อีกทั้งห้อง VIP แต่ละห้องก็เรียบหรูและดูเงียบมาก น่าจะเก็บเสียงได้ดีพอสมควร
"ถึงแล้วค่ะ คุณลูกค้า"
"ขอบคุณครับ"ผมก้มหัวขอบคุณพี่พนักงานอีกครั้งก่อนจะเปิดประตูเข้าไปภายในห้อง พอเปิดประตูเข้ามาก็เจอเข้ากับพี่หมอที่กำลังนั่งยิ้มหันหน้ามองมาทางผมอยู่
"สวัสดีครับ พี่หมอ"
"สวัสดีครับ "
"พี่หมอมานานหรือยังอะ ผมมาช้าไปหน่อยขอโทษทีนะครับ"
"ไม่ช้าไปหรอก พี่ก็เพิ่งมาถึงครับ เรามานั่งก่อนสิ" พี่หมอกวักมือเรียกผมก่อนเ้าตัวจะลุกขึ้นแล้วเลื่อนเก้าอี้ตัวด้านข้างออกให้ผมได้นั่งข้างตัว
"ขอบคุณครับ" ผมเอ่ยขอบคุณก่อนจะเลื่อนเก้าอี้เข้ามาให้พอดีกับโต๊ะอาหาร
"วันนี้เราอยากกินอะไรก็สั่งเลยนะ เดี๋ยวพี่เลี้ยงเอง ไม่ต้องรีบค่อยๆ กิน"
"พี่จองไว้กี่ชั่วโมงอะ?"
"พี่จองไว้ 3 ชั่วโมงครับ"
"โห! ทำไมพี่จองนานจัง เราไม่ได้จะกินนานขนาดนั้นเสียหน่อย ค่าจองห้องจะไม่แพงหูฉี่เหรอครับ"
"ฮ่าๆๆ ไม่แพงมากหรอก ร้านนี้เป็ร้านของเพื่อนสนิทพี่เอง ราคาก็กันเองทั้งนั้นครับ พี่จองไว้นานก็แค่เผื่อเวลาไว้เฉยๆ ของอร่อยใครเขารีบกินกันล่ะ ว่าไหม?.....ยิ่งกับคนที่ชอบพี่ก็อยากอยู่ด้วยนานๆ หน่อยสิครับ" พี่หมอหันหน้ามาทางผมก่อนจะยักคิ้วหลิ่วตามาให้ แววตาอีกฝ่ายเต็มไปด้วยความสดใสอย่างที่ใครหลายคนมองแล้วต้องตกหลุมรัก แต่
"ไม่ต้องมาหยอดผมเลยครับ" ผมเอ่ยดักพี่หมออย่างรู้ทัน
"หึ" พี่หมอยิ้มขำก่อนจะเอามือมาลูบหัวผมอย่างเอ็นดู
"มาสั่งอาหารกันเถอะ ที่นี่ขึ้นชื่อเื่กุ้งนะ พี่เห็นว่าเราชอบเลยพามาที่นี่"
ผมพยักหน้า ก่อนที่จะไล่ดูเมนู "งั้นผมขอเป็กุ้งเผา กุ้งอบวุ้นเส้น กุ้งแช่น้ำปลาแล้วก็ข้าวผัดสับปะรดครับ"
"เราจะเอาอะไรอีกไหมครับ สั่งน้อยจัง ไม่ต้องเกรงใจพี่นะ สั่งเพิ่มอีกก็ได้"
"พอก่อนก็ได้ครับ เดี๋ยวพี่ก็สั่งมาอีก ถ้าไม่อิ่มเราค่อยสั่งใหม่ก็ได้นิ ถ้าสั่งมาเยอะแล้วยังไม่ทานรสชาติอาหารมันจะดรอปครับ"
"พี่ก็ลืมคิดถึงข้อนี้ไปเลย งั้นเดี๋ยวพี่สั่งเพิ่มอีก 3-4 อย่างก็แล้วกัน" พี่หมอเลือกเมนูว่าจะกินอะไรก่อนจะสั่งพนักงานให้มารับเมนู "เมนูก็ตามนี้เลยครับ น้ำผมขอเป็น้ำเปล่านะครับ...เรย์ครับ เราจะเอาน้ำอะไร"
"ผมขอเป็น้ำแตงโมปั่นก็แล้วกันครับ"
พอสั่งอาหารเสร็จ พนักงานก็รับเมนูก่อนจะเดินออกไปจากห้อง
เมื่ออยู่ในท่าที่สบาย ผมจึงลงมือถอดเสื้อกันหนาวที่ใส่มาออก พี่หมอมองเห็นก็ไม่รีรอที่จะจัดแจงเสื้อกันหนาวและกระเป๋าถุงผ้าให้ผม
"เดี๋ยวพอเราทานข้าวเสร็จแล้ว เราแวะไปหาเ้าสำลีกันที่คลินิกพ่อพี่กันนะ"
"น้องอาการดีขึ้นแล้วใช่ไหมครับ" ผมเอ่ยถามอาการเ้าสำลีด้วยความเป็ห่วง
"ดีขึ้นมากแล้วครับ แต่พ่อพี่จะให้ดูอยู่อาการที่คลินิกก่อนสัก 1 อาทิตย์ ถ้าไม่มีอะไรหลังจากนี้ก็คงจะได้กลับบ้านไปให้เราเลี้ยงแล้วแหละ ถ้าไม่ติดว่าเครื่องมือที่พี่สั่งยังมาไม่ถึงนะ ป่านนี้เ้าสำลีคงได้อยู่ที่คลินิกพี่แล้ว"
"เครื่องมือยังไม่ถึง?" ผมเอ่ยถามอย่างสงสัยใคร่รู้
"พี่เพิ่งจะสั่งเครื่องมือมาตอนเ้าสำลีเกิดเื่นี่เอง ความจริงมันก็อยู่ในระหว่างการตัดสินใจ แต่พี่ไม่คิดว่ามันจะเกิดเื่ขึ้นมาเสียก่อน"
"แบบนี้พี่ไม่โดนพ่อบ่นแย่หรือครับ" ผมเอ่ยถามเหมือนรู้เพราะดูจากสีหน้าอีกฝ่ายคงโดนบ่นมาแล้วแน่ๆ
"โดนสิ พ่อพี่บ่นชุดใหญ่เลยด้วย พ่อพี่บอกว่าถ้าปัญหาไม่เกิดคงไม่รีบสั่ง" พี่หมอถอนหายใจด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่าย
"ท่านก็คงเป็ห่วงแหละครับ ก็เหมือนที่ท่านว่าถ้าไม่เกิดเื่พี่ก็คงไม่รีบสั่ง มันก็เหมือนกับว่ากำลังพี่ตัดโอกาสตัวเองอยู่ พี่เป็เ้าของร้านแถมร้านพี่ก็มีชื่อเสียงมาก ถ้าหากเกิดเคสขึ้นมาว่าพี่ทำสัตว์ใครตายโดนที่พี่รักษาไม่ทันแล้วเ้าของเขาเอาเื่ พี่ก็จะเสียเครดิตตรงนี้ไป ผมว่าเื่แบบนี้ความผิดพลาดควรที่จะเป็ศูนย์นะครับ หรือไม่ก็ต้องทำให้มันผิดพลาดน้อยที่สุด"ผมพยายามอธิบายในประเด็นของพ่อพี่หมอให้พี่แกเข้าใจ
"ครับๆ พี่สำนึกไม่ทันแล้ว" พี่หมอทำท่าทางโงนเงนก่อนจะเอาหัวมาพิงหัวไหล่ผมไว้แล้วถูไถ่หน้าไปกับไหล่ของผมอย่างออดอ้อน "ว่าแต่เราขี่รถมอเตอร์ไซค์มาเหรอ"
"ครับ"
"เราไม่คิดที่จะออกรถยนต์หน่อยเหรอ" พี่หมอยืดตัวตรงก่อนจะหันหน้ามาคุยกับผมดีๆ
"ยังไม่คิดครับ" ผมตอบด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
"แต่ถ้าเ้าสำลีออกมา เวลาเราจะพาเ้าสำลีไปไหนมาไหนด้วยพี่ว่ามันลำบากนะ พี่ว่ามีรถยนต์มันสะดวกกว่า"
"ก็จริงอย่างที่พี่พูด ถ้าขับรถมอเตอร์ไซค์กระเตงเ้าสำลีไปมามันก็คงจะอึดอัดตัวแย่" ผมลืมคิดถึงเหตุผลข้อนี้ไปเลย ถ้าผมมีรถยนต์มันคงสะดวกกว่าจริงๆ เวลาพาเ้าสำลีไปเที่ยวที่ไกลๆ คงง่ายกว่า
"ทำหน้าแบบนี้หมายความว่าเราจะซื้อเหรอ"
"คงงั้นมั้งครับ" ผมตอบพี่หมออย่างกำกวม เพราะต้องกลับไปเช็กเงินในบัญชีก่อนว่าจะซื้อได้ในราคาไหน ถึงเเม้จะมีเงินเยอะผมก็ต้องวางแผนทุกอย่างให้ดีก่อน อีกทั้งผมยังจะต้องยื่นเื่ทำธุรกิจกับพี่รามมันก็ต้องใช้ต้นทุนในระดับหนึ่ง
"ฮ่าๆๆๆ พี่คิดไว้อยู่แล้วเชียว ถ้าหากไม่ยกเ้าสำลีมาเป็ข้ออ้าง พี่คงไม่ได้เห็นเราเปลี่ยนใจแบบนี้แน่ๆ" พี่หมอพูดออกมาอย่างทีเล่นทีจริง
"สำหรับผม ผมมีความสุขที่จะใช้รถมอเตอร์ไซค์ครับ ไปไหนมาไหนมันคล่องตัวกว่ารถยนต์ ถึงแม้บางทีมันจะร้อนไปหน่อยเเต่ผมก็ชอบนะ...แต่ถ้าซื้อมาขับจริงๆ ผมต้องไปหัดขับให้แข็งก่อนเพราะผมไม่ได้ขับนานแล้ว" ั้แ่อยู่ในร่างเดิมที่เคยเป็ลูกบุญธรรมเขา ผมก็ไม่เคยแตะรถยนต์คันไหนอีกเลยแต่ก่อนผมไม่มีเงินมากพอที่จะซื้อแม้แต่รถมอเตอร์ไซค์สักคันด้วยซ้ำ
"เดี๋ยวพี่สอน" พี่หมอรีบเอ่ยเสนอตัวเองอย่างกระตือรือร้น
"พี่มีเวลามาสอนผมด้วยเหรอ ถ้าเป็แบบนั้นเด็กๆ ในสต๊อกพี่เขาไม่อิจฉาผมเเย่หรือครับ ที่พี่หมอนักรบแสนดีของพวกเขาแบ่งเวลามาให้ผมแบบนี้"ผมเอ่ยไล่ต้อนอีกฝ่ายอย่างรู้ทัน
"ฮ่าๆๆๆๆๆ รู้ดีสมกับเป็เราจริงๆ" พี่หมอหัวเราะเสียงดังลั่นเมื่อโดนผมดักคำพูด
"จะไม่ให้รู้ดีได้ไงล่ะครับ ก็พี่เล่นหว่านเสน่ห์ไปทั่วแบบนี้ อีกอย่างเพื่อนในคลาสผมก็เพ้อหาพี่ทุกวันจนผมรำคาญ"
"เพื่อนเรา?...พี่จำได้ว่าพี่คุยกับเด็กบริหารปี 2 ที่ชื่อว่า พลอย แค่คนเดียวนะ เเล้วพี่ก็หยุดคุยไปหลายเดือนแล้วด้วย ทั้งๆ ที่ one night stand กันแท้ๆ แต่ชอบทำตัวเป็เ้าข้าวเ้าของพี่ พี่รำคาญเลยเลิกคุย"
"แล้วที่เขาเพ้อหาพี่ทุกวันนี่คือยังไงอะ เขาโกหกหรือครับ"
"ใช่ครับ พี่จะไปคุยกับเขาได้ยังไง พี่บล็อกเขาไปนานแล้วนะ คนแบบนี้ร้ายจริงๆ เลย พี่ไม่น่าพลาดเอาตัวเข้าไปยุ่งด้วยจริงๆ"
"ผมหวังว่าเขาคงจะไม่มาทำร้ายผมนะ พี่คงเคยได้ยินข่าวที่ผมโดนทำร้ายร่างกายจนนอนเป็ผักที่โรงพยาบาลมาก่อน" ผมยิ้มเย็นส่งไปให้พี่หมอและหวังว่าอีกฝ่ายจะจัดการพวกแมลงรำคาญให้ผมได้
"ถึงเราไม่บอกพี่ก็จะจัดการครับ ขอบคุณเราด้วยที่มาบอกให้พี่ได้รู้ ป่านนี้คนคงเข้าใจพี่ผิดไปหมดแล้ว"
"ใช่ครับ ป่านนี้เด็กๆ คนอื่นของพี่คงกำหมัดแล้ว ฮ่าๆๆๆ ลดๆ ลงหน่อยก็ดีนะครับ ไม่ช้าก็เร็วพวกเขาอาจจะนำพาปัญหามาให้พี่"
"คนเรามันก็ต้องมีเื่แบบนี้กันบ้าง พี่ก็อายุเยอะแล้ว เด็กๆ จะเยอะก็ไม่แปลก แต่พี่จะพยายามจัดการให้ดีครับ แต่ตอนนี้พี่ว่าจะลดแล้วแหละ" เมื่อพูดจบอยู่พี่หมอก็หันหน้ามาทางผม ก่อนจะเลื่อนฝ่ามือใหญ่มากอบกุมมือของผมไว้
"!?" ผมหันหน้าไปมองพี่หมออย่างงุนงงเมื่ออีกฝ่ายจับมือผมแน่น
"พี่พูดจริงๆ นะเรย์ เื่ที่พี่จะจีบเรา ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้พี่จะพิมพ์ในแชทก็เถอะ แต่เชื่อพี่เถอะนะ ว่าพี่จริงใจกับเราจริงๆ"
"เอ่อ..." พอโดนพูดต่อหน้าแบบนี้ก็เล่นเอาผมไปไม่เป็เลย แต่ก็ถือว่าพี่แกมีความจริงใจและเด็ดขาดมากที่กล้าพูดออกมาซึ่งๆ หน้าแบบนี้ "ก็ตามที่ผมเคยบอกพี่ไปนั่นแหละครับ ผมยังไม่ได้รู้สึกว่าอยากมีใครเข้ามาในชีวิต ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับเื่รักๆ ใคร่ๆ ด้วย พี่หมอคงรู้เื่ผมมาก่อนหน้านี้แล้ว มันค่อนข้างไม่ดีนักและมันก็เป็เื่ฝังใจของผมไปแล้ว ถ้าพี่หมอทนได้ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรนะ เเต่ผมก็ยังยืนยันคำเดิมครับว่าพี่ควรเป็ตัวเองไม่ต้องมาลดจำนวนเด็กในสต๊อกลงเพื่อผม ชีวิตแบบนี้พี่ก็สนุกกับมันไม่ใช่เหรอ"
"แต่พี่ยังยืนยันคำเดิมนะว่าจะจีบเรา ก็ตามที่เราว่าเลยพี่ยังสนุกกับชีวิตแบบนี้ พี่คงลดให้มากไม่ได้ แต่จะพี่พยายามทำมันแบบมีขอบเขต พี่จะไม่ไปก้าวก่ายเื่ของเราและพี่หวังว่าในสักวันหนึ่งเราคงได้เปลี่ยนสถานะเป็คนคุย" หมอนักรบพูดออกมาด้วยใบหน้าจริงจัง ั้แ่เกิดมาเขาไม่เคยเจอคนประเภทนี้มาก่อน คนที่มีความคิดที่โตกว่าอายุ ไม่ใช้อารมณ์แต่ใช้เหตุผลเป็หลัก อีกทั้งยังให้อิสระกับการใช้ชีวิตเป็ใครๆ จะไม่ชอบกันล่ะ
มันรู้สึกเหมือนกำลังพูดคุยคนอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน ทำให้รู้สึกสบายใจ แล้วอีกอย่างั้แ่รู้จักกันมาเรย์เป็คนแรกที่ไม่ได้เรียกร้องเงินทองหรือเข้ามาก้าวก่ายในเื่อื่นๆ เลย ส่วนมากมีแต่สอนเขา เรย์ทำให้เขารู้สึกมีความสุขโดยที่ไม่ต้องพยายามอะไรมาก
ถ้าเปรียบเทียบกับเด็กๆ ในสต๊อกของเขา ก็แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว เด็กพวกนั้น้าแค่Sex เงินและความเป็เ้าของซึ่งเขาให้ไม่ได้
"ขอบคุณครับที่เข้าใจผม และผมขอพูดตรงๆ แบบไม่อ้อมค้อม พี่ไม่ใช่คนเดียวที่เข้ามาจีบผม แต่ก็ไม่ต้องน้อยใจไปครับ ผมให้คำตอบแบบเดียวกันกับพี่หมด แต่พี่หมอเป็คนแรกที่ผมไปไหนมาไหนด้วย"
"ฮ่าๆๆๆๆ คำตอบเราไม่ทำให้พี่ผิดหวังจริงๆ พี่ไม่ท้อหรอกนะ พี่จะเป็ที่หนึ่งให้ได้" หมอนักรบปล่อยเสียงะเิหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ
แบบนี้สิ ค่อยน่าสนุกหน่อย
"ครับๆ สู้ๆ ละกัน ผมน่ะเบื่อง่ายนะ"
เมื่อพูดคุยประเด็นนี้จบลง พวกเราทั้งสองคนก็เปลี่ยนไปคุยเื่ข่าวสารต่างๆ นานาที่ต่างฝ่ายต่างได้รับรู้มาแชร์ประสบการณ์ด้านต่างๆ ให้กันฟัง
พูดคุยกันไม่นานอาหารก็มาเสิร์ฟ พวกเราจึงลงมือกันทานอาหารตรงหน้าอย่างเอร็ดอร่อย
หลังจากที่ทานอาหารเสร็จพวกเราก็ออกมาจากร้านอาหาร โดยมื้อนี้เป็พี่หมอเองที่จ่าย ขอจ่ายคนละครึ่งก็ไม่ยอม ผมจึงเก็บไปไว้คราวหน้าค่อยเลี้ยงพี่แกคืนก็แล้วกัน
พอออกมานอกร้านพวกเราก็คุยกันว่าจะเดินทางไปคลินิกพ่อพี่หมอเพื่อไปเยี่ยมเ้าสำลีเลย การเดินทางก็เป็พี่หมอที่ขับรถยนต์นำหน้าส่วนผมก็ขี่มอเตอร์ไซค์ตามหลัง ระยะทางจากร้านอาหารไปคลินิกใช้เวลาแค่ 30 นาทีก็มาถึง
"อ้าว สวัสดีค่ะคุณหมอนักรบ ตอนนี้คุณพ่อของคุณหมอยังไม่ว่างนะคะ ท่านติดเคสอยู่ด้านใน" พนักงานต้อนรับหน้าเคาน์เตอร์ลุกขึ้นก่อนจะเอ่ยทักทายพี่หมอเมื่อเห็นอีกฝ่ายเดินเข้ามาข้างในคลินิก
"ผมไม่ได้มีธุระกับคุณพ่อครับ พอดีผมพาน้องมาดูลูกของเขาน่ะครับ" พี่หมอเอ่ยตอบก่อนที่จะชี้นิ้วมาทางผม ผมจึงรีบก้มหัวทักทายพี่เขาไป
"งั้นก็เชิญตามสบายเลยนะคะ" พนักงานต้อนรับยิ้มให้พวกผมก่อนที่จะกลับไปทำหน้าที่ตัวเองต่อ
พี่หมอพาผมเดินเข้ามาข้างในคลินิก ภายในห้องเต็มไปด้วยกรงสัตว์เลี้ยงมากมายที่ขังสัตว์ที่ดูแลพักฟื้นเอาไว้ โดยมุมหนึ่งของห้องนั้นมีแมวน้อยตัวสีดำกำลังขดตัวนอนหลับใหลอยู่ในห้วงนิทรา
ผมรีบเดินเข้าไปหาเ้าสำลี ก่อนจะส่งสายตาสำรวจตามเนื้อตัวที่ตอนนี้มีสายระโยงระยางติดตามตัวเต็มไปหมด
"พี่หมอ! ไหนพี่บอกว่าน้องไม่เป็อะไรมากไงครับ...ทำไม!?" ผมพูดออกมาอย่างลนลาน เมื่อเห็นสภาพเ้าสำลีตอนนี้ที่เต็มไปด้วยสายน้ำเกลือและยาฆ่าเชื้อ คราแรกผมคิดว่าจะเข้มแข็งได้มากกว่านี้แต่พอมาเห็นแบบนี้ ผมก็อดที่จะเบะปากเตรียมร้องไห้ไม่ได้
"ไม่ต้องร้อง" พี่หมอเมื่อเห็นว่าผมกำลังจะร้องไห้ก็รีบถลาเข้ามาปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "เ้าสำลีไม่ได้เป็อะไรมากแล้ว หมดยาถุงนี้พ่อพี่ก็จะถอดออกพักดูอาการแล้ว ที่เห็นน้องซึมๆ ก็เพราะฤทธิ์ยา น้องไม่ได้เป็อะไรร้ายแรงครับเชื่อพี่นะ"
"จริงนะ พี่ไม่หลอกผมนะ"
"จริงครับ พี่ไม่โกหกแน่นอน" ผมทำเพียงแค่พยักหน้าอย่างเข้าใจ ก่อนจะเอามือไปลูบกับกระจกที่กั้นระหว่างผมกับเ้าสำลี "สำลี...หนูต้องเข้มแข็งนะ พ่อรอรับหนูกลับบ้านเราอยู่ พ่อน่ะซื้อเสื้อผ้า ที่นอนและอาหารมารอหนูไว้เยอะแยะเลย หนูรีบๆ หายนะ ถ้าหนูออกมาเดี๋ยวพ่อจะพาหนูไปเลือกรถยนต์สักคันดีไหม เอาคันที่หนูชอบเลย ไม่ว่าจะคันไหนพ่อก็ซื้อให้หนูได้ทั้งนั้น รีบๆ หายนะครับ" ตอนแรกผมคิดว่าจะดูๆไ ว้ก่อน แต่ตอนนี้ผมตัดสินใจแล้วว่าจะซื้อรถยนต์ รอให้เ้าสำลีออกมาก่อน ผมค่อยพาเ้าตัวไปเลือก ลูกผมอยากได้คันไหนผมก็จะซื้อแพงแค่ไหนผมก็จะจ่าย ตอนนี้เื่เงินผมไม่สนแล้วไว้ค่อยหาใหม่ก็ได้หลังจากนี้คงต้องวาดภาพส่งประมูลอีกสัก 2-3 ภาพแล้วล่ะ
"นี่เรา...จะซื้อรถยนต์เป็ของขวัญให้เ้าสำลีจริงๆ เหรอ" หมอนักรบเอ่ยถามเรย์ออกมาด้วยสีหน้านิ่งอึ้ง เขาไม่เคยเจอคนแบบนี้มาก่อน ปกติแล้วคนรักสัตว์ที่เขาเจอก็จะมีเปย์หนักบ้างเป็ประปราย แต่ยังไม่เคยมีใครคนไหนที่ลงทุนซื้อรถยนต์ให้แมวแบบนี้ และยิ่งกับเรย์ที่หนักแน่นว่าตัวเองชอบขี่มอเตอร์ไซค์มากกว่ายิ่งแล้วใหญ่
เขาไม่คิดเลยว่าคนคนนี้จะกล้าลงทุนขนาดนี้
ยิ่งรู้จัก ยิ่งถูกใจมากขึ้น
"ครับ ผมมาเห็นแบบนี้แล้วผมไม่อยากให้ลูกผมตากแดดเวลาไปไหนมาไหน เวลาเ้าสำลีเดินทางไกลก็จะไม่ได้อยู่แค่ในที่จำกัด ผมอยากให้แกมีที่วิ่งเล่น ถ้าเ้าสำลีออกมาแล้วผมจะรีบพาไปดู แต่ผมก็ไม่รู้ว่าจะเอารุ่นไหนดี" แต่ก่อนเคยขับรถให้พ่อแม่บุญธรรมก็ขับแต่รถตู้หรือไม่ก็รถเก๋งธรรมดาจะมีก็แต่ลูกชายของพวกเขาที่ผมเคยขับรถเบนซ์ให้ครั้งหนึ่งตอนเมา
"เราอยากได้แบบไหนล่ะ เดี๋ยวพี่แนะนำให้"
"ผมชอบรถคันที่ไม่ใหญ่มาก เล็กๆ กะทัดรัดขับคล่องตัว อีกอย่างคือต้องเบาะนุ่มด้วยเพราะเวลานอนเ้าสำลีจะได้นอนสบาย"
"ที่พี่แนะนำก็จะมี BMW , Benz , Audi พี่ว่า 3 ตัวนี้เป็ตัวเลือกที่ดีนะ ส่วนตัวพี่ชอบ BMW มันขับคล่องตัวดี แต่พวกนี้ราคาก็แรงมากเหมือนกัน ถ้าเราจ่ายไม่ไหวก็ดูรุ่นอื่นก็ได้"
"เดี๋ยวผมจะคิดดูอีกทีก็แล้วกันครับ ว่าจะเอารุ่นไหนดี"
"เรามีเงินพอใช่ไหม" พี่หมอพูดออกมาอย่างลังเล เพราะรถพวกนี้ราคามันแพงมาก "ถ้าเรย์มีไม่พอ เดี๋ยวอีกครึ่งหนึ่งพี่ออกช่วยก็ได้"
"ผมมีพอครับ" มีมากพอที่จะซื้อได้อีก 3 คัน ผมยิ้มให้พี่หมอกับความมีน้ำใจของพี่แก ไม่แปลกที่พี่หมอจะกังวล เพราะคนภายนอกรู้แค่ว่าตอนนี้ผมแยกตัวออกมาจากครอบครัว พี่ชายทั้งสองคนตอนนี้ก็ห่างเหินและหายหน้าหายตาไปเหมือนกับว่าผมกำลังถูกตัดหางปล่อยวัด
เื่พวกนี้ผมไม่ได้ใส่ใจ ใครจะคิดยังไงผมไม่สน อีกอย่างผมก็ไม่ได้เป็คนที่ชอบพูดหรืออธิบายให้ใครได้รู้ว่าตัวเองมีเงินในบัญชีเท่าไหร่ ก็ลองคิดเล่นๆ ดูแล้วกัน ว่าภาพวาดหนึ่งชิ้นขายได้ไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท ปีหนึ่งจะได้กี่บาท แล้วร่างเดิมที่วาดภาพขายมาั้แ่เด็กๆ คงไม่ต้องบอกว่ามีเงินเก็บเยอะแค่ไหน ผมรู้ว่ามันมากพอที่จะทำให้ผมนั่งกินนอนกินแบบสบายไปทั้งชาติ แต่ผมก็แค่ไม่ได้โอ้อวดออกมา
ทำไมคนเราถึงยึดติดแค่ว่ารวยแล้วต้องมีรถยนต์ รวยแล้วขับมอเตอร์ไซค์ไม่ได้เหรอ ทำไมไม่คิดกันบ้างว่าความชอบของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน
แต่ผมคงจะเก็บเื่ซื้อรถไว้เป็ความลับก่อน เพราะถ้าพี่ชายทั้ง 2 คนของผมรู้เข้าอาจจะซื้อตัดหน้าแน่ๆ ผมอยากใช้เงินของตัวเองซื้อเวลาใช้มันจะได้ไม่ต้องคิดหน้าคิดหลังว่าเงินคนอื่นหรือถ้าวันใดวันหนึ่งที่จะต้องแตกหักกันอีก มันจะได้ไม่มีปัญหาตามหลัง ในประเด็นนี้ผมแค่พูดเผื่อไว้ ถึงยังไงการที่ใช้เงินตัวเองซื้อมันก็สบายใจกว่า
อีกไม่กี่วันเงินที่ได้จากการประมูลภาพวาดจะโอนเข้าบัญชีและ่นั้นคงเป็่ที่เ้าสำลีออกจากโรงพยาบาลพอดี
ก่อนพาเ้าตัวไปเลือก ผมต้องหาข้อมูลก่อน
ผมและพี่หมอพูดคุยกันต่ออีกสักพัก ก่อนที่พี่หมอจะปล่อยให้ผมนั่งมองเ้าสำลี ส่วนตัวพี่แกก็เดินไปคุยธุระกับพ่อ ไม่รู้ว่าผมนั่งมองเ้าสำลีนานแค่ไหนรู้ตัวอีกทีก็ตอนที่พี่หมอเดินมาสะกิดไหล่
"จะกลับเลยไหมครับ ตอนนี้มันดึกมากแล้ว เรายิ่งขี่รถมอเตอร์ไซค์ เดี๋ยวมันอันตรายนะ"
"กลับตอนนี้เลยก็ได้"ผมพลิกมือเพื่อดูเวลาจนรู้ว่าตอนนี้สามทุ่มเกือบจะสี่ทุ่มแล้ว
"ตอนออกไปข้างนอกเราไปเซ็นชื่อแล้วก็กรอกประวัติก่อนนะ พอดีว่าตอนที่พี่เอาเ้าสำลีมาพี่ยังไม่ได้กรอก"
"ครับ" ผมมาเดินออกมาด้านนอกก่อนจะลงมือกรอกประวัติแล้วจ่ายเงิน
คราแรกพี่หมอจะขับรถตามหลังมาส่ง แต่ดันโดนพ่อเรียกให้ไปคุยงานเสียก่อนเ้าตัวเลยจำใจที่ต้องไปคุยธุระกับพ่อ แต่ถึงอย่างนั้นเ้าตัวก็ไม่วายที่จะย้ำกับผมว่าถ้าถึงห้องแล้วให้รีบทักแชทมาบอกด้วยผมก็ตอบตกลงก่อนจะขี่รถออกมาจากคลินิก
ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ผมก็มาถึงคอนโดหลังจากที่เลือกจอดรถไว้ในมุมที่กล้องวงจรปิดสามารถเห็นได้ ผมก็เดินตรงเข้าห้องทันที
ผมวางของก่อนจะทักแชทไปบอกพี่หมอว่าถึงห้องแล้ว หลังจากทักแชทไปบอกเสร็จผมก็วางโทรศัพท์ทิ้งไว้ โดยไม่รอให้พี่หมอตอบกลับมา ผมหยิบผ้าเช็ดตัวเดินก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำเพื่อไปอาบน้ำ
หลังจากอาบน้ำผมก็เดินมาเช็กวิชาที่จะเรียนพรุ่งนี้ ก่อนจะจัดสมุดหนังสือใส่กระเป๋าไว้รอ พอเรียบร้อยผมก็คว้าไอแพดมาเปิดเช็กข้อมูลรถต่างๆ ที่ผมเล็งไว้ ก่อนจะทำตารางการเงินออกมาว่าต้องใช้ค่าใช้จ่ายประมาณกี่บาท ต้องมีเงินสำรองจ่ายเผื่อฉุกเฉินกรณีรถพังกี่บาท และเงินที่เหลือก็จะต้องจัดสรรและหักออกมาไว้เพื่อลงทุนธุรกิจที่กำลังดำเนินอยู่ ตอนนี้โครงร่างการทำสบู่เดินหน้ามาถึง 60%แล้ว ที่เหลือก็ไม่ยากมาก สิ่งที่ยากที่สุดคงจะเป็การรับมือระหว่าง present ผลงานว่าทำยังไงให้มันออกมาดี
ผมนั่งทำงานอยู่อย่างนั้นจนเวลาล่วงเลยมาถึงเที่ยงคืน ผมก็เก็บของทุกอย่างให้เข้าที่ก่อนจะล้มตัวลงนอนเพื่อพักผ่อน
•••
ยังไม่แก้คำผิด
บางคนอาจจะงงๆ กับเรย์และพี่หมอ ง่ายๆ ก็คือเรย์อนุญาตให้พี่หมอจีบ แต่ยังไงทั้งสองก็ยังไม่ได้อยู่ในสถานะแฟนหรือคนคุยเลย ต่างฝ่ายจึงมีอิสระในการใช้ชีวิต บางคนอาจจะไม่เคยเจอความสัมพันธ์แบบนี้แต่ถามว่าในความเป็จริงมันมีไหม ไรท์บอกเลยว่ามันมีค่ะ
ไม่งงกันนะคะ สิ่งที่เราจะถ่ายทอดออกมาก็คือการที่จีบใครสักคน ในอีกมุมหนึ่งก็เท่านั้นเอง^^