HACK ME! ศึกรักสังเวียนไซเบอร์ (มี Ebook)

    ตอนที่ 16 คนที่เห็นความสำคัญของเรา

    16 | คนที่เห็นความสำคัญของเรา  ฉันนั่งอยู่ในร้านกาแฟในห้างที่นัดกันไว้มาชั่วโมงหนึ่งแล้ว นายตัวดีก็ยังไม่โผล่มาสักที จนกินกาแฟหมดไปสองถ้วยแล้วนะ จะสั่งมากินต่อก็คงไม่ไหว มีหวังตาค้างไปสามวันแน่“ทำไมถึงได้ช้าแบบนี้นะ คนบ้า!” ฉันบ่นกับตัวเองอย่างอารมณ์เสีย เดี๋ยวถ้ามาถึงเมื่อไรนะจะบ่นให้หูชาเลยคอยดูสิ วันนี้ฉันสู้กับคนในโลกไซเบอร์จนเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ยังจะต้องมานั่งเมื่อยรอนายอีกหรือไง บ้า บ้า บ้า!“คุณคะ รับอะไรเพิ่มไหมคะ” เด็กสาวพนักงานในร้านส่งยิ้มมาคงเพราะเห็นฉันนั่งเฉย ๆ มานานแล้ว จะสั่งเพิ่มก็ไม่สั่ง จะเรียกคิดเงินก็ไม่เรียกสักที“เอ่อ พอดีนัดเพื่อนไว้น่ะค่ะ” ฉันยิ้มแหย ๆ กลับไปอย่างเกรงใจ“เชิญตามสบายนะคะ ถ้าจะสั่งอะไรเพิ่มเรียกพนักงานได้เลยนะคะ” เธอพูดทิ้งท้ายไว้ด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะผละออกไป ปล่อยให้ฉันนั่งรอต่อไปเพียงลำพัง เฮ้อ ฉันยกนาฬิกาข้อมือเรือนสวยขึ้นมาดูเป็นรอบที่ร้อย แล้วตอนนี้มันก็บอกฉันว่าเป็นเวลาเกือบจะหกโมงเย็นแล้ว ก็หมายความว่าฉันนั่งรอนายนักรบมาเกือบจะสองชั่วโมงแล้ว! ป่านนี้หนูเกลคงจะขึ้นแสดงไปแล้วด้วย แล้วฉันมัวมานั่งทำอะไรอยู่เนี่ย เฮอะ! ไม่รู้หรอกนะว่านายนักรบไปมุดหัวอยู่ที่ไหน แต่นายคงจะลืมไปสินะว่านัดฉันเอาไว้ โทร. ไปตามเป็นสิบสายก็ไม่รับสักครั้ง แล้วยังไง ฉันก็ดันบ้าไปเชื่อคำพูดของนายไง สุดท้ายก็ต้องมานั่งคอยเป็นแม่สายบัวอยู่นี่ไง!กี่ครั้งแล้วนะที่นายทำแบบนี้เวลาที่ฉันตกที่นั่งลำบาก นายก็ไม่เคยจะอยู่ใกล้ ๆ มาช่วยเหลือเวลาที่ฉันรอนาย นายก็ไม่เคยจะมาหาเวลาที่ฉันเชื่อคำพูดของนาย นายก็ไม่เคยรักษามันเลยรู้สึกยังไงล่ะ ตะวันวาด คงจะสนุกกับการผิดหวังมากสินะ ถึงได้ยังหวังกับคนคนนี้ฉันลุกไปจ่ายเงินค่ากาแฟแล้วเดินออกมา แต่ก็ไม่รู้จะไปไหน จะทำยังไงต่อไปดี จะตามไปงานโรงเรียนหนูเกลตอนนี้ก็คงไม่ดีแน่ เพราะฉันไม่อยากเจอนายนักรบคนที่ทำให้ผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า จะกลับบ้านเลยแม่ก็คงถามว่าทำไมถึงกลับเร็ว ฉันไม่อยากจะตอบคำถามของแม่ เพราะมันเหมือนยิ่งตอกย้ำตัวเองว่าฉันมันโง่ โง่ที่เชื่อคำพูดของนาย นายนักรบฉันกลับเข้ามานั่งในรถเงียบ ๆ คนเดียว มีคำถามมากมายวนเวียนตีกันอยู่ในหัวจนยุ่งไปหมด มันเกิดอะไรขึ้นนะ หรือว่านายนักรบจะเปลี่ยนใจพาคุณเจนไปงานแทนฉันแล้ว ก็อาจจะใช่ เขาสองคนกำลังคบกันไม่ใช่เหรอแล้วทำไมตอนแรกนายนักรบถึงโทร. มานัดฉันล่ะ หรือคิดจะแกล้งยั่วโมโหฉันเหมือนอย่างที่เขาชอบทำแต่มันไม่แรงเกินไปหน่อยเหรอ ถ้าจะแกล้งกันแบบนี้หรือไม่ มันก็ไม่ได้มีเหตุผลอะไรทั้งนั้นนอกจากเขาลืม ลืมว่านัดฉัน ลืมฉันพอคิดมาถึงตรงนี้ก็รู้สึกแสบจมูก ดวงตาร้อนผ่าวขึ้นมา ม่านน้ำตาก็เริ่มเอ่อจนแทบจะล้นรินไหล ฉันไม่เคยรู้สึกผิดหวังและเสียใจกับนายนักรบครั้งไหนมากเท่าครั้งนี้เลย พยายามเงยหน้าไว้เพื่อไม่ให้น้ำที่เอ่ออยู่ในตามันล้นออกมา ทำไมฉันถึงอ่อนแอได้ขนาดนี้นะ ไม่เหมือนฉันคนเดิมอย่างที่เคยเป็นเลย ทำไมจะต้องมาเจ็บปวดกับเรื่องบ้า ๆ นี่ด้วย เป็นความผิดของนายนักรบคนเดียว เพราะนายฉันถึงเป็นแบบนี้นายมันบ้า แย่ที่สุด!              ผมอยู่ที่โรงพยาบาล                ครับ โรงพยาบาล ไม่ใช่โรงเรียนอย่างที่ควรจะเป็น            จากเมื่อตอนสี่โมงเย็นที่ผมนัดกับคุณซันเสร็จสรรพว่าเราจะไปซื้อของขวัญให้หนูเกลด้วยกัน แต่แล้วก่อนที่ผมจะทันได้เปิดประตูห้องเพื่อออกไปตามนัด โทรศัพท์สายสำคัญที่ไม่คาดคิดเลยว่าจะได้รับก็โทร. เข้ามา                ‘ครับ ครู’                ‘คุณนักรบ ผู้ปกครองของหนูเกลใช่ไหมคะ’                ‘ครับ ผมนักรบครับ’                ‘คุณพ่อช่วยมาที่โรงพยาบาลด่วนเลยได้ไหมคะ คือหนูเกลแกพลัดตกเวที ตอนนี้อยู่ในห้องฉุกเฉินค่ะ’                น้ำเสียงของคุณครูเหมือนพยายามจะข่มให้ปกติที่สุดแล้ว แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยให้ใจผมคลายความตื่นตระหนกลงได้เลย ผมรีบออกจากห้อง 303 อันเป็นฐานลับแล้วตรงดิ่งไปที่โรงพยาบาลที่คุณครูบอกในทันที                 ผมได้พบกับคุณครูราณีและคุณครูท่านอื่นอีกสองสามท่านที่หน้าห้องฉุกเฉิน สอบถามเรื่องราวโดยละเอียดก็ได้ความว่า ระหว่างการซ้อมใหญ่บนเวทีที่จะใช้แสดงจริงนั้น หนูเกลสะดุดไฟสปอตไลต์ตรงขอบเวทีจึงได้พลัดตกลงมาในลักษณะศีรษะกระแทกพื้น หมดสติไปทันที คุณครูบอกอีกว่าวันนี้หนูเกลดูแปลกไปเพราะไม่ค่อยมีสมาธิในการซ้อมเต้น  คอยชะเง้อคอเหมือนกำลังรอใครสักคนอยู่            หนูเกลลูกป๊า ป๊าขอโทษนะลูก                หลังจากพยายามนั่งนิ่ง ๆ และตั้งสติ ผมก็นึกขึ้นได้ว่าลืมนัดคุณซันไปเสียสนิท ตอนนี้ก็เลยเวลานัดไปสองชั่วโมงแล้ว ไม่รู้คุณซันจะยังรอผมอยู่หรือเปล่า ถ้ารอก็คงสาปแช่งผมไม่มีเหลือ ผมล้วงเอาโทรศัพท์มือถือจากกระเป๋ากางเกง แต่ว่า...มันไม่อยู่                ตอนที่ได้ฟังข่าวร้ายจากครูราณี ผมช็อกไปชั่วขณะเหมือนเลือดในกายมันถูกแช่แข็งกะทันหัน  โทรศัพท์คงจะหลุดมือตกลงตอนนั้นและผมก็ไม่ได้สนใจ วิ่งออกจากห้องไปที่รถ ในสมองคิดอยู่อย่างเดียวว่าต้องไปหาหนูเกลที่โรงพยาบาลให้เร็วที่สุด                โทรศัพท์ไม่อยู่ซะแล้ว แต่ไม่เป็นไร ผมจำเบอร์โทรศัพท์คุณซันได้                ‘ครูครับ ผมไปห้องน้ำสักครู่นะครับ ถ้าคุณหมอออกมา เอ่อ...’                ‘ไม่ต้องห่วงค่ะคุณนักรบ ครูก็รอฟังข่าวดีจากคุณหมออยู่เหมือนกันค่ะ หนูเกลต้องไม่เป็นอะไรค่ะ’                ผมกล่าวขอบคุณแล้วจึงพาร่างอันมึนชาเดินไปหาตู้โทรศัพท์สาธารณะในโรงพยาบาล หยอดเหรียญ แล้วกดเบอร์คุณซัน ถ้าเธอได้รู้เหตุผลที่ผมผิดนัด บางทีอาจจะเข้าใจและยกโทษให้ก็ได้  ฉันฟุบหน้ากับพวงมาลัยรถ พยายามกลั้นความรู้สึกหน่วงในอกนี้ไว้แต่ก็สุดจะฝืน น้ำตาเริ่มเอ่อขึ้นมาอีกครั้ง อยากให้มีใครสักคนอยู่ด้วยตอนนี้จังเลย บางทีฉันอาจจะไม่รู้สึกโดดเดี่ยวมากขนาดนี้ก็ได้แล้วเสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น ฉันรีบควานหาในกระเป๋าสะพาย อาจเป็นนายนักรบที่โทร. กลับมาก็ได้ เขาอาจจะโทร. มาขอโทษและแก้ตัวว่าทำไมถึงผิดนัดฉันพอฉันหาโทรศัพท์เจอแล้วเห็นชื่อสายโทร. เข้าที่หน้าจอก็อึ้งไป รีบปาดน้ำตาที่เอ่ออยู่ตรงหางตา พยายามปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติ ก่อนจะกดรับสาย“ค่ะ คุณภาคิณ”                “สวัสดีครับคุณซัน งานโรงเรียนหนูเกลเป็นยังไงบ้างครับ สนุกไหม” คุณภาคิณกรอกเสียงนุ่มถามมาเหมือนตบหน้าฉันซ้ำอีกที เล่นเอาอึ้งไปไม่รู้จะตอบว่ายังไงดี ได้แต่อึกอัก พูดไม่ออก แถมเสียงยังสั่นขึ้นมาอย่างไม่ได้ตั้งใจ                “คะ คือ... คือว่า ซัน...”                “คุณซัน เป็นอะไรหรือเปล่าครับ เสียงไม่ค่อยดีเลย” คุณภาคิณเหมือนจะจับความรู้สึกของฉันได้ก็ถามเสียงเครียด จนฉันต้องรีบควบคุมอารมณ์ตัวเองให้เข้าที่แล้วหาทางอธิบาย                “ซันไม่ได้ไปงานโรงเรียนหนูเกลหรอกค่ะ พอดีว่ามีงานด่วนเข้ามาเลยต้องอยู่เคลียร์ พองานเสร็จก็เย็นมากแล้วไม่ทันการแสดงของหนูเกลแล้วละค่ะ” ฉันโกหกเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกตัวเองและเพื่อไม่ให้คุณภาคิณกังวลไปมากกว่านี้                “อ้าว แล้วแบบนี้หนูเกลไม่งอนแย่เหรอครับเนี่ย”                  “แกคงเข้าใจค่ะ” ฉันตอบเลี่ยง ๆ ไป                “แล้วตอนนี้คุณซันอยู่ที่ไหนครับ”                ฉันมองไปรอบ ๆ ตัว จะบอกเขายังไงดีล่ะ                “ซันเพิ่งเสร็จงาน ก็อยู่แถว ๆ ที่ทำงานนี่ละค่ะ”                ฉันตอบออกไปอย่างที่คิดว่าโกหกน้อยที่สุด                “แล้วเดี๋ยวคุณไปไหนต่อครับ กลับบ้านเลยหรือเปล่า ถ้าเกิดว่าผมจะ...” คุณภาคิณเว้นวรรคไปคล้ายลังเล ฉันก็รอฟังอยู่ว่าเขาจะพูดอะไรต่อ “คือถ้าคุณว่าง จะให้เกียรติไปงานกับผมได้ไหมครับ”ฉันอึ้งไปอีกครั้งเลยได้แต่เงียบ คุณภาคิณพูดต่อมาว่า “แต่ถ้าคุณเหนื่อยแล้ว อยากพักก็ไม่เป็นไรนะครับ ผมแค่ลองถามดูเผื่อว่า...คุณซันจะให้โอกาสผม”คุณภาคิณเข้ามาในเวลาที่กำลังลำบากหรืออ่อนแอแบบนี้ทุกครั้งเลย ผิดกับบางคนที่ฉันคาดหวังในตัวเขามาก กลับไม่เคยทำได้คุณภาคิณคนนี้ฉันไม่เคยคาดหวังหรือเรียกร้องอะไรจากเขา เขากลับเต็มใจช่วยเหลือและอยู่ข้าง ๆ ทุกครั้ง ถึงแม้ว่าบางครั้งเขาเป็นตัวเลือกสุดท้ายของฉันด้วยซ้ำ แต่เขาก็เต็มใจและจริงใจเสมอ แล้วทำไมฉันถึงได้มองข้ามเขามาตลอดเลยนะ              สายไม่ว่าง            ไม่ว่าผมจะโทร. ซ้ำอีกกี่ครั้ง สายก็ไม่ว่าง ผมเก็บหูฟังโทรศัพท์เข้าที่ ถอนใจยาวอย่างเหนื่อยอ่อน ตั้งใจว่าจะกลับไปรอดูหนูเกลก่อนแล้วค่อยปลีกตัวออกมาโทรศัพท์หาคุณซันเธออีกครั้ง ผมเป็นห่วงหนูเกลแทบขาดใจ หนูน้อยเป็นทั้งแก้วตาและดวงใจของผม ขออย่าให้เป็นอะไรมากเลยนะลูกนะ  “คุณซันครับ ผมทำให้คุณลำบากใจหรือเปล่า ผม...”“ตกลงค่ะ ซันจะไปงานกับคุณ แต่มันจะทันเหรอคะ ป่านนี้แล้วซันยังไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย”ฉันรับปากเขาแม้จะยังไม่ค่อยแน่ใจ นี่ก็ปาเข้าไปหกโมงกว่าแล้วฉันยังเป็นยัยเพิ้งอยู่เลย จะให้หอบสภาพแบบนี้ไปงานหรูระดับนั้น คุณภาคิณคงจะขายขี้หน้าและเลิกเป็นเพื่อนกับฉันแน่ ๆ“เรื่องนั้นไม่ต้องเป็นห่วงครับ ผมจัดการได้” เขารับปากอย่างมั่นใจแล้วนัดสถานที่ให้ฉันไปพบเพื่อจะพาไปแปลงโฉมก่อนเข้างาน ดูจากสถานที่ที่เขาบอกแล้วคงจะงานช้างแล้วละคราวนี้ ฉันสร้างความยุ่งยากให้เขาอีกแล้วสินะ แต่จะเปลี่ยนใจตอนนี้ก็คงไม่ทันแล้ว คุณภาคิณคงจะไปรอแล้วด้วยมั้งซันนะซันบ้าจี้อะไรไปตอบตกลงเขาเนี่ยจะบ้าจี้อะไรล่ะ ก็แค่คิดว่าไปกับคนที่เห็นความสำคัญของเรา ยังดีกว่าต้องมานั่งผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับคนที่เราไม่มีความสำคัญสำหรับเขาเลย              ประตูห้องฉุกเฉินถูกผลักออกพร้อมกับการปรากฏตัวของนายแพทย์หนุ่มในชุดเสื้อกาวน์สีขาวสะอาด ผมกับคุณครูที่นั่งรออยู่หน้าห้องถลันลุกพรวดขึ้นพร้อมกันราวกับนัดไว้                “ญาติของเด็กหญิงเกวลิน ใช่ไหมครับ”                “ครับคุณหมอ หนูเกลเป็นยังไงบ้างครับ”                นายแพทย์ส่งยิ้มเป็นเชิงปลอบใจให้กับคุณครูและผมด้วย คุณหมอคงพอจะรู้ว่าทุกคนเป็นทุกข์กันขนาดไหน                “ปลอดภัยแล้วครับ หมอเย็บให้สิบห้าเข็ม ตอนนี้ฟื้นแล้ว เจ้าตัวเล็กร้องไห้จ้าหาปะป๊าใหญ่เลย”                หัวใจผมถูกบีบเค้นแทบจะย่อยยับทันทีที่ได้ฟัง “ผม ผมเข้าไปหาลูกได้ไหมครับ”                “เอ่อ สักครู่ดีกว่านะครับเพราะพยาบาลกำลังทำแผลเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามตัวของน้องอยู่ เดี๋ยวทำแผลเสร็จแล้วก็กลับบ้านได้ครับ”“ไม่มีอะไรอันตรายใช่ไหมครับคุณหมอ”“เท่าที่ตรวจเช็กดูตอนนี้ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงครับ แต่ถ้ากลับบ้านไปแล้วคนไข้มีอาการปวดหัวหรือมีพฤติกรรมผิดปกติ  ก็ให้รีบพามาหาหมอโดยเร็วนะครับ”                  ภาพสะท้อนในกระจกเงาบานใหญ่คือภาพหญิงสาวผมยาวสลวยสีน้ำตาลเข้มรวมเป็นพวงไขว้ไว้ทางด้านขวา ใบหน้าเรียบเนียนถูกแต่งแต้มด้วยสีสันดูสดใสและอ่อนหวาน นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มคู่นั้นเป็นประกายระยับด้วยความตื่นเต้นยามจ้องมองตัวเองผ่านกระจกเงา รูปร่างอรชรสมส่วนถูกห่อหุ้มด้วยชุดราตรียาว ทำจากผ้าวูลซิลก์ที่เนื้อผ้าผสมกันระหว่างผ้าไหมไทยกับผ้าวูล ผ้าเนื้อหนาจึงนิ่ม มันเงาสวย แต่ไม่เล่นแสงจนเกินไป                ทรงชุดเข้ารูปตั้งแต่ทรวงอกลงมา จนครึ่งขาก็เปลี่ยนเป็นระบายผ้าตาข่ายสีเดียวกันซ้อนทบหลายชั้นฟูฟ่องยาวจนคลุมเท้า ที่เอวคาดด้วยแถบผ้าลูกไม้สีเดียวกับชุด ตกแต่งอย่างสวยงามเพื่อไม่ให้ดูเรียบเกินไป และยังเผยให้เห็นส่วนเว้าส่วนโค้งของผู้สวมใส่ได้เป็นอย่างดี สีงาช้างของชุดช่วยขับผิวพรรณของหญิงสาวให้ขาวผ่องขึ้นราวกับเปล่งประกายได้ หญิงสาวดูโดดเด่นและสง่างามขึ้นมากจนแม้แต่ตัวเธอเองยังต้องตกตะลึง“อุ๊ยต๊าย...” เสียงร้องแหลมของเจ๊ตุ๊ก เจ้าของห้องเสื้อที่เข้ามาดูความเรียบร้อยปลุกให้ฉันสะดุ้งตื่นจากภวังค์ “สวยมากเลยค่ะ หูย...หมุนหน่อยค่ะ หมุน ๆ ตายแล้ว...สวยไร้ที่ติจริง ๆ เลย”แล้วคุณเจ๊หุ่นล่ำผู้ใส่ชุดนำแฟชั่นก็หันไปเรียกใครบางคนที่รออยู่ข้างนอก “เสร็จแล้วค่ะ เข้ามาเลยเร็วเร้ว”คุณภาคิณสวมชุดสูทสีดำสนิทดูสง่างามราวกับเทพบุตรที่เดินออกมาจากเทพนิยาย ใบหน้าคมประปรายไปด้วยรอยยิ้มอบอุ่นฉายส่งมาให้ก่อนที่เจ้าตัวจะก้าวเข้ามาถึงซะอีก เขามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าฉัน นัยน์ตาสีเข้มประกายระยิบจ้องมองอยู่นานราวกับกำลังตกตะลึงจนฉันเริ่มรู้สึกร้อนบนใบหน้าด้วยความเขิน คุณเจ๊เจ้าของร้านเลยต้องสะกิดเรียกสติคุณภาคิณ เจ้าตัวยิ้มเขินออกมาไม่ต่างกับฉันที่ได้แต่ยืนก้มหน้าหลบสายตาคุณภาคิณเปิดกล่องผ้ากำมะหยี่สีแดงสดในมือแล้วหยิบสร้อยเพชรที่ส่องประกายวิบวับยามต้องแสงไฟออกมา เขาอ้อมมาทางด้านหลังฉันก่อนจะเอ่ยขอโทษเบา ๆ ในขณะที่ฉันกำลังยืนอึ้งจนพูดไม่ออก รู้ตัวอีกทีสร้อยเพชรเส้นสวยนั้นก็อยู่บนคอฉันเรียบร้อย“เอ่อ ให้ซันใส่สร้อยเส้นนี้เหรอคะ” ฉันเรียบเรียงคำพูดแล้วถามออกไปงง ๆ“ผมเตรียมไว้ให้คุณซันนานแล้ว แต่เพิ่งจะมีโอกาสให้คุณ มันเข้ากับคุณมากเลยนะครับ”พอได้ยินก็ถึงกับทำอะไรไม่ถูกเลยทีเดียว“หะ ให้ซันเหรอคะ” ฉันเผลอถามออกไปอย่างตะกุกตะกัก คุณภาคิณยิ้มรับ“เอ่อ...” ฉันขยับเข้าไปใกล้เขาแล้วกระซิบเบา ๆ พอให้ได้ยินกันสองคน “เดี๋ยวงานเลี้ยงเลิกแล้วซันจะถอดคืนให้นะคะ”คุณภาคิณยิ้มขำพร้อมกับส่ายหน้าเบา ๆ “เราเข้าไปในงานกันเถอะครับ จวนจะได้เวลาแล้ว”แล้วเขาก็ผายมือเชิญให้ฉันเดินนำออกไปอย่างแสนสุภาพ เล่นเอาฉันถึงกับทำตัวไม่ถูกเพราะไม่เคยได้รับการปฏิบัติแบบนี้จากใครมาก่อน ได้แต่ก้มหน้าก้มตาเดินออกจากห้องแต่งตัว พอมาถึงห้องโถงด้านนอกก็ได้ยินเสียงกระซิบกระซาบกันอย่างตื่นเต้นของพนักงานในร้านจนหน้าฉันร้อนขึ้นมาอีกรอบคุณภาคิณเดินนำออกจากร้าน เปิดประตูรถพอร์ชสีดำเงาคันงามซึ่งมาจอดรออยู่ก่อนแล้ว ผายมืออีกครั้งเชื้อเชิญให้ฉันขึ้นไปนั่ง ฉันหันไปยิ้มให้อย่างเขิน ๆ เอ่ยขอบคุณเบา ๆ เขาค้อมศีรษะให้แล้วอ้อมไปทางฝั่งคนขับ ก่อนจะขับรถมุ่งหน้าไปยังสถานที่จัดงาน
    ****************************************************************ฝากผลงานจ้า...Messy Buddy คุณบัดเดอร์ใช่เธอหรือเปล่า? (พิมพ์โดย สนพ. กรู๊ฟ พับลิชชิ่ง)error loaded
    #E-Bookพร้อมให้ดาวน์โหลด ที่ MEB ขอหัวใจ 5 ดวงด้วยนะค้าาา#หนังสือเล่มสั่งซื้อได้ที่เพจเฟสบุ๊ก Groove Publishingหรือเพจแสนแก้ว ได้เลยค่ะ ยินดีพูดคุยและเซ็นให้ทุกเล่มค่ะ