# ตอนที่ 4 หนี้ของคนเป็
สิ่งแรกที่มาถึงแร็กพิกาในเช้าวันถัดจากวันที่เรย์ได้ชิปของฮาร์ค ไม่ใช่ช่าง ไม่ใช่ข่าวดี และไม่ใช่ศพ
มันคือป้ายโลหะสีส้มขนาดฝ่ามือที่มีตราประทับของท่าเทียบสแครปเฮเวนอยู่ตรงกลาง
`แจ้งเตือนค้างชำระระดับเสี่ยง`
`หากไม่ชำระภายใน 48 ชั่วโมง จะดำเนินการล็อกแม่เหล็กและอายัดสิทธิ์ออกท่า`
เรย์ยืนมองมันอยู่หน้าทางเดินเชื่อมของแร็กพิกานานกว่าที่จำเป็ ราวกับถ้าจ้องนานพอ ตัวอักษรพวกนั้นจะละลายหายไปเองได้บ้าง แต่แน่นอนว่าจักรวาลไม่ได้ทำงานแบบนั้น โดยเฉพาะบนคาร์คัส ที่นี่ทุกอย่างยิ่งจ้องยิ่งชัด ยิ่งหนีก็ยิ่งตามทัน
บรามใช้ไขควงงัดป้ายขึ้นมาดูใกล้ๆ ก่อนสบถในลำคอ “เร็วเกินคาด”
“ผมเพิ่งจ่ายค่าลงทะเบียนผู้สูญหายไปเมื่อวาน” เรย์พูด น้ำเสียงแห้งเหมือนลำคอเต็มไปด้วยสนิม “พวกมันไม่มี่ไว้ให้คนหายใจบ้างเลยหรือไง”
“มีสิ” บรามตอบ “่ระหว่างกดตรากับคิดดอก”
คนที่เอาป้ายมาส่งยังยืนอยู่ไม่ไกล เขาเป็เ้าหน้าที่เก็บค่าท่าคนหนึ่งในชุดสีเทาหม่นสะอาดเกินไปสำหรับสแครปเฮเวน ผอม สูง และมีสีหน้าแบบคนที่เลิกมองลูกหนี้เป็มนุษย์มานานแล้ว ด้านหลังเขามีโดรนบันทึกข้อมูลลอยนิ่งอยู่หนึ่งลำ แสงเลเซอร์สีฟ้ากำลังสแกนสภาพภายนอกแร็กพิกาทีละส่วนราวกับประเมินว่าถอดอะไรไปขายได้ก่อน
“จำนวนค้างรวมหนึ่งพันสองร้อยสี่สิบเครดิต” เ้าหน้าที่พูดโดยมองจอแพดมากกว่ามองหน้าเรย์ “ประกอบด้วยค่าจอดค้างเดิมสี่ร้อยยี่สิบ ค่าปรับเข้าเทียบท่าฉุกเฉินหลังภารกิจล้มเหลวสามร้อย ค่าความเสียหายโครงรางเชื่อมแปดสิบ และดอกปรับอัตราเขตเสี่ยงอีกสี่ร้อยสี่สิบ”
“โครงรางเชื่อมเสียหายตรงไหน” เรย์ถามทันที
เ้าหน้าที่แตะจอไปหน้าใหม่ “ล้อเทียบประตูของแร็กพิกากระแทกหนักกว่าค่ากำหนดมาตรฐานตอนเข้าเทียบท่า”
บรามหัวเราะหึอย่างไม่มีอารมณ์ขัน “ยานมันกลับมาพร้อมคนเจ็บกับระบบพังครึ่งลำ นายหวังให้มันจอดนิ่มเหมือนเรือท่องเที่ยวหรือไง”
เ้าหน้าที่ชำเลืองมาทางคนแก่แวบหนึ่ง “ผมไม่ได้มีหน้าที่หวัง ผมมีหน้าที่เก็บ”
เรย์อยากเอาป้ายเหล็กฟาดหน้าหมอนั่น แต่เขายังมีสติพอจะรู้ว่าการตีเ้าหน้าที่เก็บเงินไม่ได้ทำให้หนี้ลดลง มีแต่จะเพิ่มค่าเสียหายส่วนบุคคลอีกหลายหลัก “ถ้าผมจ่ายบางส่วนก่อนล่ะ”
“ขั้นต่ำเพื่อยับยั้งการล็อกแม่เหล็กอยู่ที่หกร้อยเครดิตภายในวันนี้” เ้าหน้าที่ตอบทันทีเหมือนท่องมา “หลังจากนั้นต้องชำระส่วนที่เหลือภายใน 48 ชั่วโมงตามกำหนด”
หกร้อยเครดิต
แค่เพื่อไม่ให้บ้านของเขาถูกล็อกอยู่กับที่
ยังไม่ใช่ค่าซ่อมหัวฉีด ไม่ใช่ค่าซ่อมแขนกล ไม่ใช่ค่ากู้ศพฮาร์ค ไม่ใช่หนี้ย่อยของเพ็ม
แค่ค่าขอสิทธิ์ไม่ให้ยานตัวเองถูกล่ามไว้กับท่าเท่านั้น
เรย์ดึงแผงข้อมือขึ้นดูยอดคงเหลือแบบที่รู้อยู่แล้วว่าจะไม่ชอบสิ่งที่เห็น
`เครดิตคงเหลือ: 832`
แปดร้อยสามสิบสองดูเหมือนเยอะ ถ้ามองโดยไม่รู้ว่ามีอะไรต่อคิวรอกินมันอยู่บ้าง
บรามมองยอดนั้นเหมือนอ่านความคิดเขาได้ “ถ้าจ่ายหกร้อยตอนนี้ แกจะเหลือสองร้อยนิดๆ”
“ผมคำนวณเป็” เรย์กัดตอบ
“ฉันก็แค่เตือนว่าแกจะไม่มีเงินพอซื้อฟิวส์ดีๆ ด้วยซ้ำ”
เ้าหน้าที่เก็บค่าท่าขยับปลายนิ้วเรียกโดรนให้เข้ามาใกล้อีกนิด “ถ้า้า ผมสามารถใส่หมายเหตุขอผ่อนผันเชิงมนุษยธรรมได้”
บรามหันขวับ “ที่นี่มีของแบบนั้นด้วยหรือ”
“มีครับ” เ้าหน้าที่ตอบเรียบ “ผลอนุมัติปกติอยู่ที่สามถึงห้าวันทำการ”
เรย์หัวเราะออกมาสั้นๆ “ภายในสามถึงห้าวัน พวกคุณก็ล็อกยานผมไปแล้ว”
“ถูกต้องครับ”
ไม่มีแม้แต่ความอายที่ตอบแบบนั้น
บรามส่งเสียงจิ๊จ๊ะอย่างคนกำลังต่อสู้กับความอยากโยนใครสักคนออกจากอู่ ส่วนเรย์ยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองช้าๆ พยายามไม่มองโดรนที่กำลังสแกนแขนกลเก็บกู้ของแร็กพิกาเหมือนกำลังเลือกว่าอะไรถอดง่ายที่สุด
“ผมจะจ่ายก่อนหกร้อย” เขาพูดในที่สุด
บรามหันมามองทันที “เรย์”
“ถ้าไม่จ่าย เรายังไม่ทันได้เลือกว่าอะไรสำคัญกว่ากัน พวกมันก็เลือกให้แล้ว” เขาตอบเบาๆ “อย่างน้อยผมอยากได้สิทธิ์จนด้วยตัวเอง”
เ้าหน้าที่เลื่อนจอแพดมาให้ เรย์กดยืนยันการโอนทั้งที่นิ้วหนักเหมือนตะกั่ว
`ตัดยอด: 600 เครดิต`
`ยอดคงเหลือ: 232 เครดิต`
เสียงยืนยันสั้นๆ ดังขึ้นเหมือนมีอะไรถูกดึงออกไปจากอกเขาอีกนิด
เ้าหน้าที่ดึงป้ายสีส้มกลับ วางป้ายสีเหลืองแทน
`สถานะ: ผ่อนผันชั่วคราว`
คำว่า `ชั่วคราว` บนคาร์คัสมักหมายถึง `เจ็บช้าลงนิดหน่อย` มากกว่า `ปลอดภัยขึ้น`
พอเ้าหน้าที่กับโดรนออกจากอู่ บรามก็หมุนตัวกลับมามองเรย์เต็มๆ “ดี คราวนี้แกเหลือเงินพอซื้ออาหารสองมื้อกับแบตถูกๆ อีกก้อนหนึ่ง”
“สามมื้อ ถ้าผมเลิกกินของที่ยังมีรสชาติ”
“นี่ไม่ใช่เวลาพูดเล่น”
“ผมก็ไม่ได้ขำ”
ความเงียบตกลงระหว่างสองคนอยู่ครู่หนึ่ง ด้านหลัง ลูกมือของบรามกำลังใช้แม่แรงยกหัวฉีดแร็กพิกาขึ้นจากแท่นซ่อมชั่วคราว เสียงโลหะเสียดสีกันทำให้เรย์นึกถึงตอนแผ่นเกราะในซากหลุดจากกันเมื่อคืนเปิดเื่อีกแล้ว เขาเกลียดที่ทุกเสียงเริ่มพาเขากลับไปตรงนั้นได้ง่ายขนาดนี้
บรามหยิบผ้าขี้ริ้วเช็ดมือตัวเอง “ฉันช่วยแกกันยานไว้ได้ไม่กี่วัน แต่ซ่อมจริงยังเริ่มไม่ได้ ถ้าเปิดงานหัวฉีดครึ่งทางแล้วไม่มีเงินต่อ ของมันจะค้างบนแท่นนานเกินไป ยิ่งเสี่ยงโดนมือดีงัด”
เรย์พยักหน้า เขารู้กฎนี้ดี บนคาร์คัส ของที่ซ่อมค้างไม่เคยถูกทิ้งไว้อย่างสุภาพ มีแต่ของที่ยังซ่อมไม่เสร็จจะค่อยๆ กลายเป็ของที่ทุกคนพร้อมเรียกว่า `ไม่มีเ้าของ`
“ผมจะหางานเล็กก่อน” เขาพูด
บรามหัวเราะหึ “งานเล็กสมัยนี้จ่ายสองร้อยถึงสี่ร้อย แลกกับโอกาสตายเท่าเดิม แกต้องวิ่งสามรอบเพื่อให้ได้เท่าค่าจอดที่เพิ่งจ่ายไปหนึ่งรอบ”
“งั้นผมก็วิ่งสามรอบ”
บรามมองเขาอยู่พักหนึ่ง “แกยังเดินกะเผลกอยู่”
“ก็เลยต้องรีบ”
คนแก่เม้มปากแน่นแต่ไม่เถียง เขารู้ดีพอๆ กับเรย์ว่าการนั่งเฉยๆ ไม่ได้ลดดอกเบี้ยให้ใคร
ก่อนออกจากอู่ เรย์แวะดูแร็กพิกาในสภาพที่เหมือนสัตว์าเ็กำลังถูกตรึงกับแท่นรักษา แขนกลด้านขวาถูกค้ำไว้ชั่วคราว หัวฉีดท้ายถอดฝาครอบออกจนเห็นรอยไหม้ด้านใน เกราะท้องยานมีรอยเชื่อมหยาบๆ จากการอุดเมื่อคืนเพื่อไม่ให้แผลลาม เขายกมือแตะผิวลำยานเบาๆ ความเย็นของโลหะลอดผ่านฝ่ามือมาแบบที่ชวนให้รู้สึกว่ามันยังมีชีวิตมากกว่าคนบางคนที่เพิ่งเสียไปด้วยซ้ำ
แร็กพิกาไม่เคยเป็แค่ยานเก่า
มันเป็ที่แรกที่เขาเรียนรู้ว่าของพังบางอย่างยังบินได้ถ้ารู้จักฟังเสียงมันดีพอ
เป็ที่ที่แม่เคยซ่อนขนมราคาถูกไว้ใต้แผงคอนโซลแล้วทำเป็ลืม เพื่อให้เขาคิดว่าตัวเองหาเจอจากความสามารถ
เป็ที่ที่บรามใช้เวลาครึ่งชีวิตบ่นว่าจะถอดลำนี้ขายเป็เศษเหล็กให้จบๆ ไป แต่ก็ยังซ่อมมันให้ทุกครั้งที่มันกลับมาพร้อมรอยแผลใหม่
และเป็ที่ที่ลูเมนตื่นขึ้นมาเหมือนใครบางคนเปิดตาในบ้านของเขาโดยไม่เคาะก่อน
เรย์ลากมือลงตามแนวรอยเชื่อมหยาบใต้เกราะท้องยานช้าๆ ถ้าหนี้ยังวิ่งเร็วแบบนี้ ต่อให้เขาไม่ตายจากซาก แร็กพิกาก็อาจถูกตัดออกจากเขาทีละชิ้นอยู่ดี ถูกถอดหัวฉีดไปก่อน ถอดแขนกลทีหลัง แล้วในที่สุดบ้านทั้งลำก็คงถูกทุบทิ้งอย่างเป็ระเบียบภายใต้ตราประทับที่เรียกสิ่งนั้นว่า `ขั้นตอน`
“อย่ามองมันแบบคนกำลังจะเขียนพินัยกรรม” บรามพูดจากด้านหลัง
เรย์เหลือบมองคนแก่ “ผมแค่มองว่าต้องใช้เงินอีกเท่าไหร่ถึงจะไม่เสียมันไป”
“ถ้าแกยังมองทุกอย่างด้วยหน้าตาแบบนั้น ลำนี้จะพังเพราะเ้าของหมดใจก่อนของจริงพัง” บรามตอบ
เรย์หัวเราะในคอเบาๆ “ปลอบใจได้ห่วยเหมือนเดิม”
“ก็ดี จะได้รู้ว่าโลกยังปกติอยู่บ้าง”
“ฉันยังประเมินว่าการรักษาความพร้อมของแร็กพิกาควรเป็ลำดับแรก” ลูเมนพูดจากลำโพงเหนือประตูอู่
เรย์ไม่หันไปมอง “นายประเมินแบบนั้นกับทุกอย่างอยู่แล้ว”
“นั่นไม่ใช่การปฏิเสธข้อเท็จจริง”
“ไม่” เรย์ตอบ “มันเป็การบอกว่านายเก่งเื่เลือกว่าอะไรคุ้มเก็บไว้เกินไป”
ลูเมนเงียบ
เรย์ออกจากอู่ลงสู่ตลาดอะไหล่ชั้นล่างเพราะไม่มีที่อื่นให้ไป ตลาด่สายคับคั่งด้วยผู้คน รถลากซาก และเสียงต่อรองที่ดังเหมือนกำลังทะเลาะกันตลอดเวลา แผงขายของแต่ละร้านตั้งแน่นไปด้วยชิ้นส่วนยาน ก้อนโลหะไม่ทราบที่มา ฟิลเตอร์อากาศใช้แล้ว แผงวงจรที่มีรอยไหม้แต่ติดป้าย `ซ่อมได้`, กับอาวุธช็อตระยะประชิดที่ใครสักคนเพิ่งเช็ดคราบเืออกไม่หมด
บนคาร์คัส สิ่งของแทบทุกชิ้นเคยผ่านมือคนที่กำลังหนีอะไรบางอย่างมาแล้วทั้งนั้น
เรย์ตั้งใจจะเอาอุปกรณ์จิปาถะจากห้องเก็บสัมภาระที่ยังไม่เสียหายบางส่วนไปขายเพื่อหมุนเงินเพิ่ม แต่ระหว่างเดินผ่านแผงขายซีลแรงดันมือสอง เขาก็ได้ยินคนเรียกชื่อจากด้านหลัง
“เรย์”
เสียงนั้นไม่ดังมาก แต่ทำให้ฝ่ามือเขาเย็นทันที
เขาหันกลับไปเจอชายร่างหนาอายุมากกว่าตัวเองสิบปีได้ ใส่เสื้อเกราะงานสนามสีคล้ำที่ผ่านการปะซ่อมหลายรอบ ข้างแก้มซ้ายมีรอยไหม้เก่าจากเลเซอร์เป็เส้นแตกๆ เรย์รู้จักเขาแบบผิวเผิน ชื่อโทล เป็นักเก็บกู้รุ่นกลางที่เคยลงงานกับฮาร์คมาหลายครั้ง
นั่นแย่กว่าการเจอคนแปลกหน้า
เพราะคนที่รู้จักฮาร์คจริงมักรู้ด้วยว่าฮาร์คเก่งแค่ไหน
และยิ่งรู้ว่าฮาร์คเก่งแค่ไหน คำถามว่าทำไมเรย์ถึงรอดยิ่งแหลมคมขึ้นเท่านั้น
โทลมองเขาั้แ่หัวจรดเท้าก่อนพูดตรงๆ “ได้ข่าวว่าฮาร์คหายที่แบล็คเรล”
เรย์พยักหน้าเพียงครั้งเดียว
“แล้วแกกลับมา”
ประโยคนั้นไม่ได้เป็คำถาม แต่มันก็้าคำตอบอยู่ดี
รอบข้างไม่มีใครหยุดเดินอย่างเปิดเผย แต่หลายคนเริ่มช้าลงพอจะฟัง พ่อค้าเ้าของแผงใกล้ๆ ทำทีจัดของใหม่ทั้งที่ของจัดเรียงอยู่ดีแล้ว เด็กส่งของสองคนหยุดกินอะไรสักอย่างครึ่งคำตรงหัวมุม เหมือนทั้งตลาดรู้พร้อมกันว่ากำลังจะมีอะไรเกิดขึ้น
เรย์รู้สึกเืสูบขึ้นมาที่หน้า “ใช่”
โทลยังมองเขาอยู่อย่างนั้น “ฮาร์คไม่ใช่พวกพลาดง่าย”
“ผมรู้”
“เขาไม่ใช่พวกทิ้งเด็กในทีมแล้ววิ่งก่อนด้วย”
คำพูดนั้นแทงลึกกว่าเสียงดังรอบตลาดทั้งหมดรวมกัน เรย์ไม่แน่ใจว่าตัวเองกำลังได้ยินคำกล่าวหาจริง หรือแค่ความจริงในหัวตัวเองเลือกเสียงของผู้ชายตรงหน้ามาเป็ที่อยู่ชั่วคราว
“ผมไม่ได้บอกว่าเขาทิ้งผม” เรย์ตอบช้าๆ
“งั้นก็บอกมาสิว่าเกิดอะไรขึ้น” โทลขยับเข้าใกล้อีกก้าว “เพราะตอนนี้คนพูดกันไปสามแบบแล้ว หนึ่ง ฮาร์คโดนซากกลืน สอง แกแม่งตื่นตระหนกแล้วทิ้งเขา สาม แกเห็นอะไรบางอย่างในหลุมจนคนอื่นต้องหายไปเพื่อให้แกกลับมาเงียบๆ”
เสียงรอบตลาดหายไปชั่วขณะเหมือนทุกคนกลั้นหายใจรอฟังว่าเรย์จะตอบอะไร
เขาน่าจะเถียง
น่าจะสวน
น่าจะด่ากลับว่าคนพูดสามแบบนั้นไม่มีใครอยู่ในซากกับเขาเลยสักคน
แต่คำตอบทุกคำไปติดอยู่ตรงภาพมือที่หลุดจากกันอีกแล้ว และยิ่งเขาเงียบ การเงียบนั้นก็ยิ่งดูเหมือนการยอมรับในสายตาคนรอบข้าง
โทลหัวเราะสั้นๆ อย่างคนได้คำตอบแล้ว “นั่นแหละ”
มือของเรย์กำแน่นเองโดยไม่รู้ตัว
เขารู้ว่าถ้าต่อยตอนนี้มันจะช่วยบรรเทาบางอย่างทันทีมาก แต่หลังจากนั้นจะเหลือแต่ปัญหาใหม่อีกกองที่แพงกว่าเดิม
บรามไม่ได้อยู่ที่นี่เพื่อกระชากเขากลับจากขอบนั้น
คนที่ทำแทนกลับเป็มีรา
“ถ้าจะชกกัน ช่วยไปชกตรงที่ฉันไม่ต้องล้างคราบเืออกจากของขายด้วย” เสียงเธอดังขึ้นจากอีกด้านของแผงอะไหล่ก่อนตัวจะโผล่ตามมาในอีกวินาทีถัดไป หญิงสาวในเสื้อคลุมกันฝุ่นสีเทาเดินถือกล่องชิ้นส่วนเล็กๆ อยู่ในอ้อมแขน สีหน้าเหมือนรำคาญทั้งสองฝ่ายพอๆ กัน “แล้วถ้าจะปล่อยข่าวลือ ช่วยแต่งให้ฉลาดกว่านี้หน่อย ฉันเบื่อเวอร์ชันเดิมแล้ว”
โทลหันไปทางเธอ “ฉันไม่ได้ถามเธอ”
“ฉันก็ไม่ได้ขออนุญาตพูด” มีราตอบเรียบ “แต่ถ้านายจะโยนคำว่า ‘มีบางอย่างในหลุม’ ออกมาตรงตลาด แนะนำให้แน่ใจก่อนว่าจ่ายค่าปิดปากคนฟังไหว”
ชายร่างหนาเม้มปากแน่น เขาไม่กลัวมีรา แต่ก็ฉลาดพอจะรู้ว่าเธออยู่ฝั่งข้อมูล ข่าว และเงินหมุนพอจะทำให้ชีวิตใครยุ่งได้โดยไม่ต้องยกหมัดเลยสักครั้ง “ฉันแค่ถามหาความจริง”
“บนคาร์คัส คนถามหาความจริงมักแพงกว่าคนขายมัน” มีราวางกล่องชิ้นส่วนลงบนแผงข้างๆ แล้วหันมาทางเรย์ “นายจะยืนให้เขากินหน้าต่อ หรือจะมาดูของที่ฉันอาจปล่อยให้ถูกกว่าปกติหนึ่งครั้งในชีวิต”
เธอพูดเหมือนให้ทางเลือก แต่จริงๆ แล้วมันคือการยื่นบันไดลงจากเวทีต่อหน้าคนทั้งตลาด เรย์กลืนน้ำลายก่อนเดินตามเธอไปโดยไม่หันมองโทลอีก
พอพ้นระยะสายตาคนกลุ่มนั้นมาถึงตรอกแคบด้านหลังแผงขายอะไหล่ มีราก็หยุด เดินกลับเข้าหาเขาครึ่งก้าวแล้วพูดโดยไม่อ้อม “นายเริ่มมีหน้าตาแบบคนจะทำเื่โง่ๆ ในที่สาธารณะ”
เรย์หัวเราะในลำคอ “ดีใจที่ยังมีเอกลักษณ์”
“ถ้านายต่อยเขา ข่าวจะกลายเป็ ‘คนที่ทิ้งฮาร์คกลับมาคนเดียวยังควบคุมตัวเองไม่ได้’ ภายในสิบนาที” เธอว่า “ตอนนี้พวกข่าวลือกับคนที่อยากซื้อบันทึกยานนายเริ่มมองเป็เื่เดียวกันแล้ว อย่าให้ของฟรีเพิ่ม”
เรย์พิงกำแพงเหล็กเก่าๆ ข้างทางอย่างหมดแรง “ฉันไม่ได้ทิ้งเขาแบบที่พวกมันคิด”
มีรามองเขาอยู่พักหนึ่ง “ฉันรู้”
“รู้จริง หรือแค่ไม่อยากให้ราคาของที่เกี่ยวกับฉันตก”
“ทั้งสองอย่างอยู่ร่วมกันได้” เธอตอบทันทีจนเรย์เผลอหลุดหัวเราะสั้นจริงๆ ออกมาครั้งแรกในหลายวัน
มีราหยิบถุงเล็กใบหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อคลุม โยนให้เขา เรย์รับไว้โดยอัตโนมัติ ข้างในเป็ซีลแรงดันสำรองกับฟิวส์จิ๋วสองตัวที่ดูใหม่เกินกว่าของทั่วไปในตลาดนี้
“อันนี้อะไร”
“ของที่นายควรมีติดชุด ถ้ายังคิดจะลงงานเล็ก” เธอตอบ “ฉันไม่ให้ฟรี ค่อยหักทีหลัง”
“แน่นอน”
“แล้วก็มีอีกเื่” มีราว่า ดวงตาแหลมคมคู่นั้นนิ่งขึ้นอย่างที่มักเกิดเวลาจะพูดอะไรจริงจัง “เมื่อเช้ามีคนถามฉันถึง ‘เด็กเก็บกู้ที่กลับมาจากแบล็คเรลพร้อมระบบยานผิดปกติ’ ไม่ได้ถามชื่อ ไม่ได้ถามของที่เอากลับมา ถามแค่ระบบกับพฤติกรรมของเอไอ”
เรย์ตัวเย็นวาบ “ใคร”
“คนกลางสองทอด ไม่มีชื่อจริง” เธอตอบ “แต่เงินที่เสนอจ่ายเพื่อแลกบันทึกยานนายสูงเกินสำหรับพ่อค้าอะไหล่หรือแก๊งท้องถิ่น”
“เท่าไหร่”
มีรานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนตอบ “สองหมื่น”
เรย์หัวเราะออกมาเสียงแห้งทันที เพราะถ้าไม่หัวเราะ เขาอาจจะอาเจียน
สองหมื่นเครดิต
มากกว่าค่าซ่อมแร็กพิกาตอนนี้หลายเท่า
มากพอใช้กู้ศพฮาร์คได้ในรอบแรก
มากพอเปลี่ยนชีวิตเด็กเก็บกู้คนหนึ่งในคืนเดียว
และไม่มีใครจ่ายเงินขนาดนั้นเพื่อดูบันทึกยานเก่าพังๆ ถ้าในนั้นไม่มีบางอย่างที่ควรค่าแก่การล่า
“ฉันเดาว่านายจะไม่ชอบข่าวนี้” มีราพูด
“ฉันเริ่มมีข่าวแบบที่ชอบไม่กี่อย่างแล้ว่นี้” เรย์ตอบ
เธอพยักหน้าเล็กน้อย “ฉันยังกันเื่ไว้ได้ แต่กันไม่ได้นาน นายต้องรีบตัดสินใจว่าจะเล่นเกมนี้ยังไง จะซ่อน จะขาย จะหนี หรือจะลงไปขุดความจริงให้เจอก่อนที่คนอื่นจะทำ”
คำว่า `ขุดความจริง` ทำให้ภาพชิปของฮาร์คกับทางลงเก่าใต้แบล็คเรลลอยขึ้นมาทันที มันยังอยู่ในกระเป๋าชั้นในเสื้อเขาตลอดเวลา หนักน้อยกว่าชิ้นโลหะทั่วไป แต่ในความหมายของมันกลับหนักกว่านั้นมาก
“ฉันยังไม่มีเงินพอเลือกอะไรเลย” เขาพูดตรงๆ
“นั่นแหละเหตุผลที่คนจนมักถูกลากเข้าาของคนรวย” มีราตอบเบาๆ “เพราะพอถึงตอนต้องเลือก พวกเขามักเลือกจากสิ่งที่จ่ายวันนี้ได้ ไม่ใช่สิ่งที่รอดระยะยาว”
เรย์เกลียดที่ประโยคนั้นจริงจนเถียงไม่ออก
ก่อนแยกกัน เขาเดินไปหยุดหน้ากระดานรับงานชั่วคราวใต้กันสาดร้านอะไหล่ฝั่งตรงข้าม กระดาษกับแผ่นพลาสติกบางหลายสิบใบซ้อนทับกันอยู่บนนั้นเหมือนชั้นตะกอนของความจน แต่ละใบมีตัวเลขสั้นๆ ที่ตั้งใจทำให้คนมองเชื่อว่ามันคุ้มจะเอาชีวิตไปแลก
- แยกเศษโลหะจากลานถล่มรอบนอก: `220 เครดิต`
- ลากแบตเสื่อมไปจุดคัดแยกอันตราย: `120 เครดิต`
- ลงเก็บฟิลเตอร์อากาศในเขตท่อร้อน: `180 เครดิต`
- เก็บถังเชื้อเพลิงรั่วใกล้ขอบซาก: `300 เครดิต`
งานทุกใบดูเหมือนถูกเขียนโดยคนที่ไม่ต้องทำมันเอง
เรย์ดึงใบประกาศเก็บถังเชื้อเพลิงรั่วออกมา มันเสี่ยงและเหม็น แต่ยังจ่ายสูงกว่าใบอื่น ถ้าทำได้สักสองรอบ เขาอาจมีเงินพอซื้อเวลาเพิ่มอีกหนึ่งวัน
มีราเหลือบมองใบในมือเขา “งานนั้นใช้คนอย่างน้อยสอง”
“งั้นก็ไม่เหมาะกับผมั้แ่ชื่อบรรทัดแรกแล้ว”
เขายังไม่ทันจะเก็บใบประกาศกลับเข้าที่ ชายร่างผอมในชุดกันร้อนสีซีดคนหนึ่งก็เดินเข้ามาหยิบมันจากมือเขาไปหน้าตาเฉย พอเห็นหน้าชัดๆ เขาก็ชะงักนิดหนึ่งเหมือนเพิ่งเชื่อมชื่อกับข่าวลือในหัวได้
“อ้อ” ชายคนนั้นพูด “ถ้าเป็นาย ฉันขอรับงานเองดีกว่า”
เรย์มองเขานิ่ง “ทำไม”
“เพราะงานแบบนี้ไม่คุ้มลงกับคนที่ตอนนี้ใครๆ ก็พูดว่ากลับมาคนเดียวจากหลุมแบล็คเรล” อีกฝ่ายยักไหล่ “ไม่ใช่เื่ส่วนตัว ฉันแค่ไม่อยากเป็คนต่อไปที่ต้องถูกถามว่าเกิดอะไรขึ้นตอนนายเลือกกลับอีก”
คนใกล้กระดานเงียบลงทันทีแบบเงียบปลอมๆ ที่เอาไว้ใช้เวลาทุกคนตั้งใจฟังเกินไป
เรย์รู้สึกเืสูบขึ้นที่หู แต่สิ่งที่แย่กว่าความโกรธคือเขาพบว่าตัวเองไม่มีคำเถียงที่ทำให้ประโยคนั้นฟังผิดได้สนิท
มีราเป็คนตัดความเงียบ “ถ้าจะเอางานก็เอาไปเลย แต่อย่าพูดเหมือนนายซื้อสิทธิ์เป็ศาลตัดสินชีวิตคนอื่นมาพร้อมค่าจ้างสามร้อย”
ชายผอมทำหน้ารำคาญแล้วเดินหนีไปพร้อมใบประกาศในมือ
เรย์มองตามอยู่สองวินาทีก่อนปล่อยลมหายใจยาว “ดี อย่างน้อยตอนนี้ข่าวลือก็ช่วยประหยัดแรงไม่ให้ผมต้องลงงานเพิ่ม”
“มันไม่ได้ช่วยประหยัดแรง” มีราตอบ “มันกำลังหักราคานาย”
คำพูดนั้นเจ็บอย่างประหลาดเพราะมันจริงและวัดได้ งานบางงานบนคาร์คัสไม่ได้ปฏิเสธกันด้วยศีลธรรม แต่ปฏิเสธกันด้วยความเชื่อว่าใครนำความซวยมาเยอะเกินจะร่วมงานด้วย และตอนนี้ดูเหมือนชื่อของเรย์จะเริ่มถูกคิดรวมอยู่ในค่าเสี่ยงนั้นแล้ว
ตอนบ่ายเขากลับอู่พร้อมชิ้นส่วนจิปาถะที่ขายได้เพิ่มอีกเพียงร้อยเก้าสิบเครดิตกับความเหนื่อยแบบคนวิ่งทั้งวันเพื่อเลื่อนกำแพงถล่มออกไปได้แค่ไม่กี่นิ้ว บรามกำลังนั่งจดตัวเลขค่าอะไหล่ลงบนกระดานเหล็กข้างแร็กพิกา ตอนเห็นเรย์กลับมา สีหน้าคนแก่ไม่ถึงกับดีใจ แต่ก็ดูโล่งขึ้นเล็กน้อยที่อย่างน้อยเด็กในปกครองชั่วคราวคนนี้ยังไม่ไปก่อเื่ต่อยคนกลางตลาด
“ได้เงิน?” เขาถาม
“พอซื้อหายใจได้อีกครึ่งวัน” เรย์ตอบพลางโอนยอดเพิ่มเข้าแผงกลางของอู่
บรามเหลือบดูยอดแล้วแค่นเสียง “ครึ่งวันนี่มองโลกในแง่ดีไปหน่อย”
เรย์ทิ้งตัวนั่งบนกล่องอะไหล่ใกล้ๆ เหนื่อยจนต้นคอแข็ง “มีราคางานเล็กอะไรที่ไม่ต้องเอาชีวิตไปแขวนไหม”
“มี” บรามตอบ “เก็บชิ้นส่วนตามเขตปลอดภัยรอบนอก, รื้อเศษท่อ, แยกโลหะ, ขนแบตหมดสภาพ”
“จ่ายเท่าไหร่”
“สองร้อยถึงสี่ร้อย”
เรย์หัวเราะหึ “งั้นก็ไม่มี”
บรามไม่เถียง เขาเลื่อนกระดานเหล็กอีกแผ่นมาตรงหน้าเรย์ บนนั้นเป็ตารางซ่อมแร็กพิกาที่ขีดฆ่าบางรายการออกแล้วเพื่อให้รอดแบบต่ำสุด
- หัวฉีดขวา ซ่อมขั้นต่ำ: `850`
- เพลารับแรงแขนกลแบบประคองใช้: `640`
- ซีลเกราะท้องยานแบบชั่วคราว: `310`
- ฟิวส์หลักและท่อส่งสองเส้น: `290`
- ค่าจอดคงเหลือ: `640`
- สำรองเชื้อเพลิงอย่างน้อยหนึ่งรอบ: `480`
ยอดรวมขั้นต่ำใหม่ถูกวงไว้ด้วยชอล์ก
`3,210 เครดิต`
“นี่คือเวอร์ชันที่ยังเรียกว่าไม่อยากให้แกร่วงตายกลางทางจากของพังเอง” บรามพูด “ไม่รวมค่ากู้ศพ ไม่รวมหนี้เพ็ม ไม่รวมอาหาร และไม่รวมเื่ที่ถ้ามีใครคิดจะงัดแร็กพิกาจริง แกต้องมีของไว้ป้องกันลำยานด้วย”
เรย์มองตัวเลขอยู่นาน จนสุดท้ายก็พึมพำออกมา “ผมเกลียดตัวเลข”
“ตัวเลขไม่ทำให้คนเกลียดหรอก” บรามตอบ “มันแค่บอกว่าคนอื่นวางเราไว้ตรงไหน”
ลูเมนพูดขึ้นจากลำโพงเหนือแท่นซ่อม “ฉันมีข้อเสนอที่เพิ่มโอกาสแก้ปัญหาทางการเงินของเรย์ได้เร็วกว่า”
เรย์กับบรามหันไปพร้อมกัน
คนแก่ชิงพูดก่อน “ทุกครั้งที่แกพูดประโยคนี้ ฉันอยากหาใครมาถอดแกออกจากยาน”
“ข้อเสนอของฉันยังคงมีประสิทธิภาพแม้คุณจะไม่พอใจ” ลูเมนตอบเรียบ
เรย์เอนหลังพิงกำแพงเหล็ก “ว่ามา”
“จากชิปของฮาร์ค มีความเป็ไปได้สูงว่าทางลงเก่าใต้แบล็คเรลยังไม่ถูกเผยแพร่ในตลาดพิกัดหลัก” ลูเมนกล่าว “หากสำรวจเส้นทางนั้นก่อนผู้เล่นรายอื่น โอกาสค้นพบ relic หรือชิ้นส่วนระดับขายได้สูงกว่างานเก็บกู้ทั่วไปหลายเท่า”
บรามหัวเราะอย่างไม่เชื่อหู “แปลไทยให้หน่อยได้ไหม ว่าแกกำลังเสนอให้ไอ้เด็กนี่รีบกลับลงไปตรงที่เพิ่งเสียฮาร์คไป”
“สรุปโดยย่อได้เช่นนั้น” ลูเมนตอบ
เรย์รู้สึกเหมือนอะไรเย็นจัดไหลผ่านกระเพาะ เขาควรโกรธ ควรด่า ควรปิดระบบลำโพง แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือมีบางส่วนในหัวเขาที่เริ่มคำนวณตามทันที
ถ้าทางลงนั้นยังไม่ถูกเปิดจริง
ถ้าฮาร์คเก็บข้อมูลนี้ไว้เงียบๆ จริง
ถ้าเขาไปก่อนคนอื่น
เงินก้อนใหญ่ก็อาจอยู่ตรงนั้น
ศพของฮาร์คก็อาจอยู่ตรงนั้น
คำตอบบางอย่างก็อาจอยู่ตรงนั้น
เขาเกลียดตัวเองทันทีที่คิดถึงความเป็ไปได้นั้นเร็วขนาดนี้
บรามอ่านสีหน้าเขาออก “อย่าแม้แต่จะเริ่ม”
“ผมยังไม่ได้พูดอะไร”
“ก็เพราะฉันรู้ว่าแกกำลังคิดอะไรอยู่ไง” คนแก่สวน “มันเป็หลุมเดิม เรย์ หลุมเดิมที่เพิ่งกินฮาร์คไป”
ลูเมนแทรกขึ้นมาเหมือนตั้งใจไม่ให้ความเงียบช่วยใคร “สถิติไม่สนใจความรู้สึกะเืหลังการสูญเสีย พิกัดที่มีมูลค่าสูงมักเสื่อมค่าทันทีเมื่อเวลาผ่านไปและเมื่อข้อมูลรั่วไหล”
บรามหันไปทางยาน “นี่แหละ ฉันถึงบอกว่าแกพูดเหมือนเครื่องจักรบ้าๆ มากกว่าผู้ช่วย”
“การประเมินนั้นไม่มีผลต่อความถูกต้องของข้อมูล” ลูเมนตอบ
เรย์ก้มมองมือขวาตัวเองอีกครั้ง
มันสั่นน้อยกว่าหลายวันก่อน
แต่ไม่ใช่เพราะดีขึ้น
เพราะตอนนี้มันกำลังชั่งน้ำหนักอะไรที่น่ากลัวกว่านั้น
ระหว่างความกลัว
กับความจำเป็
ระหว่างศพที่ยังค้างอยู่ในหลุมเดิม
กับยานที่กำลังจะถูกล่าม
ระหว่างการไม่อยากกลับไปตรงจุดที่ปล่อยมือ
กับการไม่มีเงินพอจะอยู่ที่นี่เฉยๆ จนถึงปลายสัปดาห์ด้วยซ้ำ
บรามวางมือหนักๆ ลงบนกระดานตัวเลข “คืนนี้แกนอนก่อน”
“แล้วพรุ่งนี้ล่ะ” เรย์ถามโดยไม่เงยหน้า
คนแก่เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบแบบคนที่ไม่โกหกแม้รู้ว่าความจริงไม่ได้ช่วยอะไรเสมอไป
“พรุ่งนี้เรายังจนเหมือนเดิม”
คำตอบนั้นเรียบง่ายจนโหดร้าย
ลูเมนพูดเบาลงเล็กน้อย “พรุ่งนี้ความน่าจะเป็ในการรั่วไหลของพิกัดทางลงเก่าจะสูงขึ้น 12 เปอร์เซ็นต์”
เรย์หลับตา
แน่นอน
แม้แต่ความจนของเขาก็ยังถูกตัวเลขไล่บี้
นอกอู่ เสียงผู้คนในสแครปเฮเวนยังดังต่อไม่หยุด เสียงล้อรถลากกระแทกพื้นเหล็ก เสียงพ่อค้าะโขายอะไหล่ เสียงคนทะเลาะกันเื่ส่วนแบ่ง เสียงประกาศท่าที่เตือนเื่เขตอิทธิพล และเสียงข่าวลือที่ไม่มีวันหยุดหมุน ตลอดทั้งสถานีวงแหวนเก่าคร่ำคร่านี้ ชีวิตยังเดินต่ออย่างหน้าด้านแม้ใครบางคนเพิ่งหายไปไม่กี่วัน
เรย์เปิดตาอีกครั้ง มองแร็กพิกาที่ถูกรั้งไว้ด้วยขาค้ำ มองกระดานตัวเลข มองบรามที่ยืนกอดอกเหนื่อยๆ และมองแผงไฟสีน้ำเงินของลูเมนที่นิ่งเกินไปเหมือนไม่เคยรู้สึกผิดกับอะไรทั้งนั้น
เขาเพิ่งเข้าใจชัดเป็ครั้งแรกว่า การรอดจากหลุมครั้งหนึ่งไม่ได้จบลงตอนปีนกลับยาน
มันเพิ่งเริ่มตอนที่ต้องเอาชีวิตที่รอดมาจ่ายหนี้ต่อ