“โอบกอดฉันไว้ด้วยลมหายใจของเธอ”
-สี่ปีก่อน-
‘ชิน’
เสียงหวานที่ร้องเรียกทำให้เด็กหนุ่มร่างสูงเงยหน้าขึ้นมาจากกองอาวุธนินจาสารพัดตรงหน้าก่อนจะสบกับั์ตาสีสวยของผู้เป็แม่ที่ยืนนิ่งอยู่หน้าประตูในชุดกิโมโนสีชมพูอ่อนดูสบายตา
‘ครับ’
เด็กหนุ่มขานรับก่อนจะเดินไปหาะโข้ามไม้กระดานแผ่นที่แปดจากทางขวามือไปเพื่อไม่ให้ร่างเล็กนั่นต้องตกลงสู่กับดักที่มีอยู่แทบจะทุกตารางนิ้วของตัวบ้าน
‘ท่านพ่อเรียกจ้ะ’
คำบอกเล่าที่เล่นเอาหัวคิ้วคนฟังขมวดกันเป็ปมอย่างสงสัยั์ตาสีส้มทองของเด็กหนุ่มผิวเข้มฉายแววประหลาดใจชัด
ท่านพ่อเรียกหา...
ั้แ่เกิดมานี่คงจะเป็ครั้งแรกที่คนเป็พ่อเรียกหาเขา
เด็กหนุ่มพยักหน้าอย่างรับรู้ก่อนจะเดินผ่านร่างบางของผู้เป็แม่ไปใบหน้ายังคงเคลือบไว้ด้วยความติดใจในคำบอกเล่านั่น ก่อนที่ร่างเล็กๆจะหายวับไปตรงผนังบ้านข้างบันไดไม้ที่ทอดตัวขึ้นสู่้า
ห้องลับของตระกูล...คำบอกเล่าของใครสักคนที่เป็คนคอยสอนวิชานินจาทุกอย่างให้เขาใครสักคนที่ไม่ใช่พ่อแท้ๆของเขาใครสักคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับเขามากกว่าพ่อของเขาเองเสียอีกชินเคลื่อนตัวไปตามระเบียงไม้อย่างเงียบเชียบ โสตประสาทที่ไวต่อทุกเสียงัักำลังเงี่ยฟังทุกเสียงที่ดังขึ้นอยู่ในความมืดอย่างตั้งใจเขาเคยลงมาที่นี่แค่สองครั้งเท่านั้นครั้งแรกคือตอนที่ได้รับเลือกให้เป็ผู้สืบทอดตระกูลคนต่อไปั้แ่เขาเริ่มจำความได้ครั้งที่สองคือตอนที่เขาลงมารับการทดสอบจากใครก็ไม่รู้ที่เขาไม่เคยเห็นหน้า
แต่ในครั้งนี้...
ชื่อของคนที่ถูกเอามาอ้างว่าเรียกหามันทำให้หัวใจสั่นไหวอย่างแปลกๆจนอดไม่ได้ที่จะเร่งฝีเท้าขึ้นเพื่อมุ่งไปยังจุดหมายที่อยู่ไม่ไกลตรงหน้าลืมคำบอกเล่าที่ถูกสั่งสอนมาจนเสียสนิท
อย่าประมาท…
คำเตือนร้องดังขึ้นมาในหัวเมื่อพบว่าปลายเท้าตัวเองกำลังหยุดนิ่งมีมีดเล่มบางสะท้อนแสงจากประตูที่เปิดอ้ารออยู่ตรงหน้ากำลังจ่อเข้าที่คอหอยน้ำหนักมีดกดลงไปบนิั เรียกหยดเืสีแดงสดไหลซึมลงบนใบมีด
'ยังไม่ดีพอนะ'
เสียงหนึ่งดังขึ้นในความมืดก่อนที่มือใหญ่จะผลักเขาให้ก้าวไปข้างหน้าแล้วร่างนั่นก็หายวับไป
คงเป็ใครสักคนในบรรดานินจาของพ่อ...
ชินคิด เืในกายเย็นเฉียบเมื่อได้กลิ่นคาวจากหยดเืที่คอตัวเองเด็กหนุ่มใช้ปลายนิ้วถูาแก่อนจะเร่งฝีเท้าไปยังประตูที่เปิดรออยู่แสงไฟสลัวๆจากคบเพลิงส่องกระทบร่างของคนสองคนที่อยู่ข้างในเกิดเป็เงาวูบไหวที่ผนังด้านหนึ่งของห้อง
‘พลาดไปล่ะสินะ’
เสียงเข้มของพ่อเปรยขึ้นเสียงที่เคยได้ยินแค่ไม่กี่ครั้งแต่ชัดเจนเสมอในความทรงจำ
‘เข้ามานั่งนี่สิ ชิน’
มือใหญ่วาดไปยังเบาะนุ่มข้างตัวั์ตาคมเข้มสบตามองเขา แล้วร่างเล็กๆของเด็กหนุ่มก็เคลื่อนที่ไปนั่งโดยอัตโนมัติ
‘อาฮิราวะ ชินจิ สินะ’ ชายชราที่นั่งอยู่ตรงข้ามเขาเอ่ยขึ้น ั์ตาสีเทาเรียบลึกจ้องมองดูเขาอย่างประเมินท่าทีชินตัวแข็งทื่อ ก่อนจะได้ยินเสียงหัวเราะดังขึ้นเบาๆ
'ไม่ต้องเกร็งไปหรอก’คำพูดที่มาพร้อมกับรอยยิ้มของชายชราไม่ได้ช่วยให้เขารู้สึกใจชื้นขึ้นมาเลยสักนิดเด็กหนุ่มหันไปสบตาผู้เป็พ่อ แต่คนที่นั่งข้างๆกลับสนใจคนตรงหน้ามากกว่าตัวเขา
‘พร้อมแล้วรึ?’ ชายชราถาม หันมาจ้องมองเขาอีกครั้ง
‘ครับ’ พ่อตอบรับพร้อมกับก้มหัวให้
‘แล้วซากุระไม่ว่าอะไรรึไง?’
ชื่อของแม่ที่ถูกยกขึ้นมาทำให้เด็กหนุ่มสะดุ้งก่อนจะประสานสายตากับคนตรงหน้าที่จ้องมองเขาอยู่ ั์ตาสีเทาคู่นั้นกดดันเข้าไปถึงข้างในจิตใจจนเด็กหนุ่มอยากจะลุกหนีออกไปจากที่นี่ให้รู้แล้วรู้รอด
เสียงของพ่อเอ่ยขึ้นอยู่ข้างตัวราบเรียบ และไร้ความรู้สึกใดๆ
‘นั่นเป็เื่ที่เธอต้องยอมรับั้แ่แรกอยู่แล้วครับ’
ยอมรับ...?เื่อะไร!?
เด็กหนุ่มหันไปมองคนเป็พ่อไม่เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย
แล้วจู่ๆก็มีมือใหญ่วาดพรึบมาจากอากาศที่ว่างเปล่ากระแทกเข้าท้ายทอยของเด็กหนุ่มอย่างจังจนต้องล้มลงไปนอนกับพื้นชินกัดริมฝีปากแน่นแต่ก็ไม่อาจกลั้นเสียงโอดครวญอย่างเ็ปเอาไว้ได้ั์ตาสีส้มทองเหลือบมองคนข้างๆ น้ำตาไหลอาบใบหน้าเป็สาย แต่คนเป็พ่อก็ยังคงทำสีหน้านิ่งอย่างไร้ความเห็นใจ
‘ถ้าอย่างนั้นก็ได้เวลาแล้วล่ะ’ ชายชราเอ่ยเสียงเรียบไม่ได้สนใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย
‘อาโออิ’ เสียงแหบพร่าของชายชราเรียกชื่อใครสักคนก่อนที่เด็กหนุ่มจะได้ยินเสียงฝีเท้ากระทบพื้นไม้ดังมาจากด้านหลัง
ซ่อนตัว..!? ทำไมถึงทำได้แเีขนาดนี้
‘เอาความทรงจำของผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธวินดี้กลับคืนไป’
ความทรงจำ... ผู้พิทักษ์?
ตัวเขาในตอนนั้นยังไม่เข้าใจความหมายของมันเลยด้วยซ้ำรู้แต่เพียงหลังจากนั้น สติที่เคยมั่นก็พลันวูบดับไป
“อย่างนั้นเองน่ะเหรอเสียใจด้วยนะ”
เด็กสาวข้างตัวเอ่ยเสียงอ่อนชินสบตาเธอ ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเธอถึงต้องทำหน้าเศร้า
“ไม่ใช่เื่ที่น่าเสียใจอะไรสักหน่อยเป็ปกติสำหรับเด็กปีหนึ่งอย่างพวกฉันอยู่แล้ว”
เขาบอก
“แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็พยายามเพื่อมันมากเลยไม่ใช่หรือไง?”
“ก็ใช่...”ชินว่า “เพราะงั้นฉันถึงได้คิดว่ามันไม่สูญเปล่าหรอกนะยังไงล่ะ”
เด็กหนุ่มบอกเธอเลี้ยงลูกบอลในฝ่าเท้าไปมาอย่างคล่องแคล่ว เด็กหนุ่มส่งลูกบอลขึ้นสูง ใช้ศีรษะโหม่งเลี้ยงลูกไปมาราวกับเป็นักฟุตบอลมืออาชีพขณะที่เด็กสาวข้างตัวเขากำลังยืดเส้นยืดสายเตรียมจะฝึกซ้อมการเต้นในส่วนของวันนี้
กลายเป็ความเคยชินไปเสียแล้วล่ะมังชินเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำไม ทุกครั้งที่เลิกจากชมรมเขาจะตรงดิ่งมาที่นี่ฝึกเลี้ยงลูกไปตามเื่ตามราวของเขาพอดึกๆหน่อยเธอก็จะมาทั้งๆที่อยู่ในชุดเครื่องแบบ(ชินเพิ่งรู้ว่าเธอเป็นักเรียนของสตรีนามิทามะมิน่าล่ะถึงไม่เคยเห็นหน้าที่โรงเรียน) มีกระเป๋าใบใหญ่คล้องอยู่ที่ไหล่สำหรับใส่เสื้อผ้าไว้เปลี่ยนในตอนซ้อมเธอมักจะใช้ห้องน้ำในสวนสาธารณะเปลี่ยนเสื้อผ้า ซึ่งก็เป็ชุดวอร์มของโรงเรียนสีเขียวสดดูเรียบง่าย แล้วเขากับเธอก็จะอยู่ซ้อมด้วยกันไปจนดึกดื่นเขาฝึกเลี้ยงลูกบ้าง ยิงประตูบ้าง ส่วนเธอก็จะฝึกเต้นท่าใหม่ๆชินเคยถามเธอในการพบกันครั้งหนึ่งว่าทำไมเธอถึงเลือกที่จะมาฝึกซ้อมในสวนสาธารณะเวลามืดค่ำแบบนี้เธอตอบเขากลับมาด้วยน้ำเสียงสดใสว่า
‘ก็เพราะว่าในเวลากลางวันสมองของฉันมันไม่แล่นน่ะสิ’
‘เต้นนี่ต้องใช้สมองด้วยเหรอ?’
‘ใช้สิ! ไม่อย่างนั้นเธอจะคิดท่าเต้นใหม่ๆออกมาได้ยังไง’
‘ดูจากคนอื่นเอาก็ได้ การเต้นเนี่ยมันก็มีท่ามาตรฐานอยู่แล้วไม่ใช่เหรอไง?’
‘ถ้าเธอเอาแต่มัวทำตามคนอื่น เธอจะก้าวเหนือขึ้นไปกว่าคนอื่นได้ยังไงกันล่ะ?’
ชินยอมรับว่าเขาประทับใจในมุมมองความคิดของเธอมันทำให้เขาได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง ปกติเขาไม่เคยชอบพวกผู้หญิงดีแต่วุ่นวายแล้วก็ชอบยุ่งเื่ของคนอื่นไปทั่ว แต่เธอข้างตัวเขาไม่ใช่คนแบบนั้นเธอไม่เคยถามอะไรเขาขึ้นมาก่อน จะมีบ้างที่ถามเพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นแต่ส่วนใหญ่ก็เป็เื่ทั่วๆไป สภาพดินฟ้าอากาศ การเรียนในโรงเรียนสหศึกษาไม่ก็ข่าวคราวที่ขึ้นตามหน้าหนังสือพิมพ์เพราะอย่างนี้ล่ะมังเขาถึงได้รู้สึกผ่อนคลายเวลาที่ได้อยู่กับเธอ เหมือนกับว่าเขารู้จักเธอมานานทั้งที่เพิ่งพบกันได้แค่ไม่กี่อาทิตย์ขณะที่เขาซ้อมอยู่ในส่วนของเขา เธอก็จะซ้อมในส่วนของเธอไปโดยไม่มีการก้าวก่ายมีบ้างที่ถามความเห็นหรือเล่าเื่เรื่อยเปื่อยพอให้การซ้อมในตอนดึกไม่เงียบเหงามารู้สึกตัวอีกทีเขาก็ไว้ใจเธอถึงขั้นระบายเื่ราวในใจออกไปให้เธอฟังแล้ว
เื่ของเื่ก็คือเมื่ออาทิตย์ก่อนมีการคัดตัวนักกีฬา ผลปรากฏว่ามาโมรุเป็เด็กปีหนึ่งเพียงคนเดียวั้แ่ก่อตั้งชมรมมาที่ได้ลงเป็ตัวจริงในการแข่งขันฟุตบอลในงานประเพณีชินไม่ประหลาดใจกับการคัดเลือกในครั้งนี้เขารู้ว่ามาโมรุมีทั้งพร์และความพยายามถึงหมอนั่นจะชอบโดดซ้อมและทำหน้าเมื่อยตลอดเวลาที่เอ่ยถึงเื่ชมรมแต่พอได้ลงสนามทุกอย่างจะตรงกันข้าม หมอนั่นจะจริงจังในการเล่นขึ้นมาทันทีแม้แรกๆที่เข้าชมรมฝีมืออาจจะยังไม่เข้าที่เข้าทางนัก แต่ฝึกไปได้ไม่นานฝีมือหมอนั่นกลับพัฒนาขึ้นมาทันตาเห็นเหมือนดาบขึ้นสนิมที่ผ่านการขัดถูจนกลายเป็ดาบคมชินยอมรับในฝีมือของมาโมรุ แม้ตำแหน่งของเขาจะต่างจากหมอนั่นแต่เขาก็รู้ว่ามาโมรุทำหน้าที่ผู้รักษาประตูได้อย่างดีเยี่ยม
เขาเองก็อยากเป็แบบนั้นอยากเป็เด็กปีหนึ่งที่ได้ลงเป็ตัวจริงในสนามพิสูจน์ความสามารถให้คนอื่นๆได้เห็น เขาถึงได้พยายามซ้อมอย่างหนักทุกวี่ทุกวัน แต่ถึงกระนั้น ใช่ว่าความพยายามของเขาจะไม่สัมฤทธิ์ผลชินคิดว่าตัวเขาทำดีแล้ว แต่ก็ยังมีคนในชมรมอีกมากที่ทำได้ดีกว่าเขาและมันมากพอที่จะทำให้เขาหลุดจากตัวจริงกลายเป็ตัวสำรองข้างสนาม เป็ครั้งแรกที่เขาผิดหวังในความสามารถของตัวเองจนถึงขั้นอยากจะทิ้งชมรมไป
แต่แล้วเขาก็ได้พบเธออีกครั้งในวันที่เขารู้สึกแย่ขณะที่เขานั่งเหม่ออยู่บนชิงช้าในสนามเด็กเล่นโดยไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไปเธอก็มาปรากฏตัวตรงหน้าเขาเธอไม่ถามว่าเพราะเหตุใดเขาถึงได้ทำหน้าหมดอาลัยในชีวิตขนาดนั้นสิ่งที่เธอทำมีเพียงแค่ทิ้งตัวลงนั่งบนชิงช้าตัวข้างๆและนั่งอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งนาฬิกาในสวนสาธารณะตีบอกเวลาเที่ยงคืน เธอลุกขึ้นยืนและบอกกับเขาว่า
‘เช้าวันใหม่แล้วนะ เื่ที่เธอกังวลใจน่ะผ่านพ้นไปกับวันเก่าแล้วล่ะ’
ชินยิ้มให้เธอ
เป็ครั้งแรกที่เขายิ้มให้ผู้หญิงคนอื่นที่ไม่ใช่แม่ยิ้มเพื่อขอบคุณเธอที่ไม่ถามว่าเพราะเหตุใดเขาถึงได้ทำหน้าไม่สบายใจและยิ้มให้เพื่อขอบคุณเธอที่นั่งอยู่ข้างๆในวันที่เขารู้สึกแย่
กว่าเขาจะยอมเล่าเื่ที่ทำให้เขาทุกข์ใจให้เธอฟังเวลาก็ผ่านมาเป็อาทิตย์่เวลาที่ผ่านมานั้นเขาใช้มันเพื่อทำใจตอนนี้เขาคิดว่าเขาพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมันแล้ว เขาถึงได้กล้าเล่าให้เธอฟังและเธอก็ยังคงรับฟังเื่ราวอันแสนงี่เง่าไร้สาระของเขานั้นด้วยสีหน้าอบอุ่นเหมือนเช่นเคย
“เอาอย่างนี้นะฉันมีการแสดงบางอย่างให้เธอดู ถือซะว่าเป็ของขวัญต้อนรับเธอคนเดิมกลับคืนมาดีไหม?”
เด็กสาวบอกเสียงใสพร้อมกับหันมาหาเขาชินกดลูกบอลไว้ที่ปลายเท้า เลิกคิ้วก่อนจะหัวเราะขึ้นมาเบาๆ
“จะหลอกให้ฉันช่วยวิจารณ์ผลงานเธออีกล่ะสิ”
เขาเอ่ยอย่างรู้ทัน
“แหม...ไม่ใช่อย่างนั้นทุกครั้งซะหน่อย การเต้นนี่ฉันฝึกมานานแล้วยังไม่เคยให้ใครเห็นเลยนะ นี่ถือเป็ของขวัญจากฉันไงล่ะ”
เด็กสาวบอกอย่างสดชื่นขณะที่เคลื่อนตัวอย่างเชื่องช้าไปยังใจกลางลานกว้างชินยิ้มให้อย่างอ่อนแรงกับท่าทีไม่ยอมใครของเด็กสาวเขาทิ้งตัวลงนั่งบนชิงช้าตัวที่ว่าง เฝ้ามองการแสดงที่กำลังจะเปิดม่านขึ้นตรงหน้า
เด็กสาวตรงหน้าเขาโค้งตัวให้เขาอย่างอ่อนช้อยพอเธอเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งใบหน้างดงามที่ดูจริงจังของเธอนั่นทำให้เขารู้สึกเหมือนกับว่าเธอกลายเป็คนแปลกหน้าที่เขาไม่รู้จักมาก่อนเลย
เด็กสาวเริ่มขยับปลายขาแล้วร่างกายของเธอก็ขยับพลิ้วไหวราวกับสายลมยามค่ำที่พัดผ่านเธอเต้นรำได้อย่างอ่อนช้อยและงดงาม ใบหน้าของเธอเคร่งขรึมดูแข็งแกร่งสักพักก็แปรเปลี่ยนเป็อ่อนหวานมีหลายอารมณ์และบุคลิกปรากฏขึ้นอยู่ในการเต้นของเธอ ทั้งๆที่ไม่มีเพลงบรรเลงประกอบแต่การเต้นรำท่ามกลางความเงียบสงัดในยามค่ำกลับทำให้เขาตกอยู่ในภวังค์อย่างถอนตัวไม่ขึ้นชินไม่เคยดูการเต้นรำมาก่อนแต่เขารู้ได้ในทันทีว่าท่วงท่าที่เธอร่ายรำอยู่ตอนนี้วิเศษและน่าประทับใจมากแค่ไหน
เด็กสาวเคลื่อนไหวร่างกายอยู่รอบตัวเขาชินเฝ้ามองเธออย่างพึงพอใจ ยิ่งเธอขยับร่างกายเป็ท่วงท่ามากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งประทับใจและรู้สึกคุ้นเคยกับมันมากขึ้นเท่านั้นสีหน้าที่แสดงออกของเธอตอนที่เต้นรำเป็สีหน้าที่ชินไม่เคยเห็นมาก่อน ทั้งสุขเศร้า และโหยหา ทุกความรู้สึกอัดแน่นอยู่ในการเต้นรำของเธอ
แล้ว่เวลาแห่งความสุขก็หยุดชะงักลงเมื่อนาฬิกาในสวนสาธารณะตีบอกเวลาสี่ทุ่มตรงเด็กสาวหยุดการเต้นด้วยท่าจบที่เพิ่งคิดขึ้นมาเองสดๆร้อนๆร่างบางของเธอเซถลาไปเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าเธอเองก็ไม่คิดว่าเวลาจะหมดลงแล้วเช่นกัน
เธอส่งรอยยิ้มมาให้เขาอย่างอ่อนแรงแต่ถึงจะเหนื่อยสักแค่ไหน ใบหน้าของเธอยังคงอาบไล้ไปด้วยความสุข
“เป็ยังไงบ้าง?”
เธอถาม
“ก็ดี”
เป็คำตอบเดียวที่ชินคิดออกในตอนนี้เด็กสาวหัวเราะให้เขาอย่างพึงพอใจในคำตอบ เธอเดินไปเก็บข้าวของลงกระเป๋าขณะที่ชินลุกขึ้นยืนเดินไปเดินมาแก้เก้อ
“ฉันพยายามแกะท่านี้ตั้งนานกว่าจะทำได้ก็ใช้เวลาหลายปีเลยล่ะ เกือบจะเลิกล้มความตั้งใจไปแล้วด้วย”
“แล้วทำไมถึงยังทำต่อล่ะ?”
ชินถาม
“เพราะว่าในวันนั้นฉันได้พบกับเธอน่ะสิ”เด็กสาวบอกเขาพร้อมรอยยิ้ม “วันที่ฉันหกล้ม ฉันคิดว่าฉันจะเลิกแล้วล่ะกับการแสดงชุดนี้ฉันทำมันไม่ได้ ฉันแกะท่าเต้นออกมาจากความทรงจำของฉันไม่ได้จนกระทั่งฉันได้พบเธอ”
“ฉันไม่ได้ทำอะไรเสียหน่อย”ชินพูดเสียงแ่และไม่ยอมสบตาเด็กสาว
“เธอมาปรากฏตัวอยู่ต่อหน้าฉัน”เด็กสาวบอก “ฉันเลยคิดว่าอยากจะลองพยายามดูอีกสักครั้ง”
“ฉันมาเพราะว่าเธอร้องเสียงดังต่างหาก”
ชินรีบแก้ตัวพอได้สบกับั์ตาสีส้มทองสดใสของเธอแล้ว เขาก็ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมตัวเองถึงต้องรีบหลบตาเธอด้วย
“นี่คือผลจากความพยายามของฉันฉันอยากมอบมันให้เธอนะ เป็รางวัลที่เธอฝ่าฟันความผิดหวังและก้าวต่อไปได้”
“ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรขนาดนั้น”ชินบอก ฟังดูเหมือนเขาเป็เด็กเอาแต่ใจที่ไม่ยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง
เด็กสาวหัวเราะและส่งรอยยิ้มมาให้เขาอย่างอารมณ์ดีเธอยืดตัวขึ้นเมื่อจัดการเก็บข้าวของทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย
“ขอโทษนะวันนี้ฉันคงต้องกลับแล้ว”
เธอบอกปกติเวลากลับของเธอจะไม่แน่นอนเช่นเดียวกับเวลาที่มาปรากฏตัวแต่รวมๆแล้วเธอจะฝึกซ้อมวันละประมาณสองชั่วโมงแล้วก็รีบกลับชินไม่เคยไปส่งเธอที่บ้าน เธอบอกว่าพี่ชายของเธอมารอรับอยู่ที่หน้าร้านสะดวกซื้อเขาไม่เคยพบหน้าพี่ชายของเธอมาก่อน อันที่จริงแล้วั้แ่รู้จักกันมาพวกเขายังไม่ได้แนะนำตัวให้อีกฝ่ายได้รู้จักกันเลยด้วยซ้ำ
“ถ้างั้นก็ระวังตัวด้วยล่ะ”
ชินเอ่ยก่อนจะเฝ้ามองเด็กสาวไปจนลับสายตาแล้วจึงเดินทางกลับที่พัก
ในมุมหนึ่งของสวนสาธารณะเด็กหนุ่มร่างสูงโปร่งคนหนึ่งยืนพิงกำแพงอิฐสีหม่นเฝ้ารออย่างใจเย็น ั์ตาสีชาเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าพระจันทร์สีเหลืองนวลสุกสว่างลอยเด่นอยู่ท่ามกลางม่านเมฆสีทึมทึบสายลมเย็นรอบตัวพัดกรีดผิว ขณะที่เด็กหนุ่มระบายลมหายใจออกมาเป็ไอสีขาวขุ่น
เสียงลงฝีเท้าหนักๆดังขึ้นข้างตัว ก่อนที่ร่างของเด็กสาวจะปรากฏตัวออกมาด้วยท่าทางเหนื่อยหอบ
“ขอโทษที่ต้องให้รอนะคะ”
“ไม่เป็ไร” เด็กหนุ่มว่า“การซ้อมวันนี้เป็ยังไงบ้าง?”
“ฉันเต้นเพลงนั้นได้แล้วล่ะค่ะ จะต้องซ้อมได้ทันก่อนขึ้นแสดงในงานประเพณีได้แน่ๆ”
เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงยินดี ขณะที่เด็กหนุ่มส่งรอยยิ้มอ่อนมาให้ก่อนจะเดินเข้าไปรับเอากระเป๋าสะพายของเธอมาถือไว้แล้วออกเดินนำ
“เมมิ”เด็กหนุ่มเอ่ยเรียกเด็กสาวข้างตัวที่กำลังคุยจ้อถึงการเต้นรำที่เธอทำออกมาได้อย่างน่าประทับใจเด็กสาวหยุดพูด หันมามองเสี้ยวหน้าที่แฝงไปด้วยความกังวลใจของเด็กหนุ่ม
“คิดจะทำแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหนกัน?”
เขาถาม แต่ั์ตาสีชาคู่นั้นไม่ได้จับจ้องใบหน้าที่หมองลงของคนข้างตัว
“รู้ไม่ใช่เหรอว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าหมอนั่นจำเธอขึ้นมาได้ตัวเธอในตอนนี้ส่งผลกระทบต่อความทรงจำของหมอนั่น เธอเองก็รู้ดี” เด็กหนุ่มกล่าว“ที่ฉันไม่ยอมคืนความทรงจำของผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธวินดี้ให้ครบเพราะไม่้าให้หมอนั่นเกลียดเธอในวันที่จำทุกอย่างขึ้นมาได้แต่ทั้งที่เป็อย่างนั้น เธอกลับเลือกที่จะมาเจอหมอนั่น?”
“ฉันรู้ดีค่ะว่าจะเกิดอะไรขึ้นในวันที่ฉันให้ความทรงจำคืนเขาไป”เด็กสาวยิ้มขม รู้ดีว่า่เวลาแห่งความสุขกำลังจะหมดลงในอีกไม่ช้า “แต่ว่า...มีแค่่เวลาที่เขาจำฉันไม่ได้เท่านั้นที่ฉันจะสามารถพูดคุยกับเขาได้”
เด็กหนุ่มมองดูเธอ
“นี่จะเป็ครั้งสุดท้ายแล้วล่ะค่ะ”เธอบอกเสียงเศร้า “ขอโทษที่ทำให้วุ่นวายนะคะ พี่อาโออิ”