ร่างในชุดคลุมสีขาวค่อย ๆ เดินนวยนาดเข้ามาหาเขาอย่างเชื่องช้าจนกระทั่งเขาสามารถเห็นใบหน้าของนางได้อย่างชัดเจน
“ไม่ได้เจอกันตั้งหลายวัน ท่านผอมลงหรือเปล่า” เหลียงซูถิงไม่พูดเปล่า แต่ยังยกมือขึ้นมาลูบแก้มขาวบนใบหน้าหล่อเหลาชวนหลงใหล และยกแขนอีกข้างขึ้นมาคล้องคอเขาด้วย ทำให้ร่างกายของสองหนุ่มสาวขยับเข้ามาใกล้ชิดกันโดยที่เจ้าของจวนยังไม่ทันตั้งตัว
เขาไม่คิดว่าอนุภรรยาจะต้อนรับการกลับมาของเขาในรูปแบบนี้ แต่มันก็ทำให้เขารู้สึกคุ้มค่าที่อุตส่าห์รีบจัดการเอกสารกองโตจนสามารถมาหานางได้ในค่ำคืนนี้
“ว่าไงล่ะใต้เท้าเซี่ยง” คราวนี้เธอลดมือลงข้างหนึ่งเพื่อดึงสายคาดเอวของตัวเองออก หลังจากสาบเสื้อเผยอออกจากกัน เซี่ยงมู่หยางก็ได้เห็นชุดด้านในที่เธอตั้งใจใส่มายั่วเขาโดยเฉพาะ และดูเหมือนมันจะได้ผลดี เพราะเธอเห็นดวงตาของเขาลุกวาบด้วยแรงปรารถนา จากนั้นเขาก็จัดการถอดชุดคลุมที่แสนเกะกะของเธอออกแล้วใช้มือกอบกุมบีบเคล้นก้อนเนื้อสองก้อนที่ผ้าซีทรูปิดไม่มิดและล่อตาล่อใจของเขาแทบจะตลอดเวลา
“ข้านึกว่าเจ้านอนแล้วเสียอีก”
“ใต้เท้าเซี่ยงกลับจวนทั้งที ข้าจะรีบนอนได้ยังไง”
“หากข้าไม่มาหาเจ้าในคืนนี้เล่า เจ้าจะไปหาข้าที่เรือนหลักหรือไม่”
คำถามนั้นทำให้เธอเลิกคิ้ว เท่าที่จำได้แม้แต่จางซูถิงก็ยังไม่เคยไปหาเขาที่เรือนหลักเลย แต่ดูเหมือนเขาก็ไม่เคยสั่งห้ามไม่ให้อนุภรรยาไปหาเขานี่นา
“ใครจะกล้าไปที่นั่น สาวใช้ท่านดุอย่างกับหม… เง้ย… ดุอย่างกับเสือ วันก่อนตอนที่นางเอาเสื้อผ้าท่านมาให้ที่นี่นะ นางทำท่าแบบนี้เลย” เหลียงซูถิงเปลี่ยนท่าทีจากยั่วยวนเป็นขึงขังในฉับพลัน แกล้งทำท่าว่ากำลังถือของบางอย่าง ยกไหล่ขึ้นเหมือนพวกอันธพาลแล้วเดินอาด ๆ ให้เขาดู
“แล้วนางก็บอกว่า ‘ข้าเอาเสื้อนายท่านมาให้!’” เธอแกล้งทำเสียงกระโชกโฮกฮากแล้วยัดเสื้อทิพย์ไปกระแทกหน้าท้องของเขาทีหนึ่ง
“หลังจากนั้นก็ยืนเถียงกับข้าอีกหลายคำ แต่ก่อนกลับนะ นางทำหน้าแบบนี้ด้วย” แล้วเธอก็ทำสีหน้าเลียนแบบนางร้ายละครไทยที่ดูเป็นประจำในชีวิตก่อน คือคว่ำปากให้สุดแล้วทำตาเถลือกถลนใส่กล้องที่จับภาพอยู่ เพื่อให้คนดูที่แม้จะกำลังกวาดบ้านหรือล้างจานอยู่หลังบ้านก็ยังเห็นว่าหล่อนกำลังโกรธแค้นนางเอกขนาดไหน
เซี่ยงมู่หยางทนดูต่อไปไม่ไหวถึงกับหลุดหัวเราะออกมา
“ทำหน้าอันใดของเจ้ากัน”
“ก็ทำหน้าเลียนแบบสาวใช้ของท่านไงเจ้าคะ ขืนข้าโผล่ไปที่เรือนท่านคงไม่ได้เจอท่านหรอก น่าจะโดนไล่กลับมามากกว่า”
“นางหรือจะกล้าทำเช่นนั้น”
“ต่อหน้าท่านคงไม่กล้า แต่ลับหลังก็อีกเรื่องหนึ่ง” เธอแกล้งเบะปากบ่นพึมพำ
“วันหลังหากเจ้าอยากไปหาข้าที่เรือนหลักก็ไปได้ ไม่มีใครห้ามเจ้าหรอก”
“ให้มันจริง!”
“มาต่อกันเถิด เจ้าคงไม่ได้เตรียมชุดนี้มาเพื่อให้มันเสียเปล่าหรอก จริงหรือไม่” มือของเขากลับมาซุกซนและซอกซอนไปได้ทั่วราวกับหนวดปลาหมึก ปากและจมูกของเขาก็ไม่ปล่อยว่าง ตามไปซุกไซ้คลอเคลียแก้มและซอกคอ จนเหลียงซูถิงเริ่มเคลิบเคลิ้มระทดระทวย
สุดท้ายใต้เท้าเซี่ยงก็ตัดสินใจอุ้มอนุภรรยาแล้วเดินจ้ำเข้าห้องนอนไปทำกิจสำคัญให้สาสมกับที่ต้องอดอยากมาตั้งหลายวัน!
เช้าวันถัดมา หลังจากช่วยเขาแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่อิ๋นซวงเอามาให้ในวันนั้น เธอก็ฉวยโอกาสออดอ้อนขอออกจากจวนในวันประมูลทันที
“ใต้เท้าเซี่ยงงงงงง... ถ้าข้าอยากออกจากจวนไปหาท่านแม่ ไปซื้อของ ไปเดินเล่น หรือไปกินอาหารอร่อย ๆ ที่เหลาบ้างจะได้รึปล่าวววววววว” ไม่ขอธรรมดา ยังกอดเอวเขา เอาคางยันแผ่นอกเขาพร้อมกับเงยหน้าทำตาปริบ ๆ เหมือนลูกหมาให้เขาใจอ่อนด้วย
เซี่ยงมู่หยางมองอนุภรรยาที่พยายามทำท่าน่ารักน่าเอ็นดูแล้วยกยิ้มน้อย ๆ
“หากข้าบอกว่าไม่ได้เล่า”
เธอผละออกมาดันเขาออกแล้วทำหน้างอ
“ทำไมอ้ะ!!!”
“เจ้าเคยบอกว่ามีคนปองร้ายอยู่อย่างไร ไม่กลัวว่าออกไปแล้วจะโดนปองร้ายอีกหรือ”
“เอ่อ……” เรื่องนั้นมันก็ใช่แหละ ถ้าเธอแต่งตัวเป็นจางซูถิงออกไปโต้ง ๆ ก็มีสิทธิ์กลายเป็นเป้าโจมตีได้
“ถ้าข้าปลอมตัวเป็นคนอื่นออกไปล่ะ”
“จะปลอมเป็นใครเล่า เป็นข้าหรือ”
“บร้าาาาา ใครจะปลอมเป็นท่านกัน ก็แบบว่า... ปลอมเป็นบ่าว หรือเป็นสาวใช้อะไรแบบนี้”
“หากคิดว่าปลอมตัวแล้วคนจะจับไม่ได้ก็ลองดู”
เหลียงซูถิงมองหน้าเขาอย่างไม่แน่ใจ
“แปลว่า... ท่านอนุญาตแล้ว?”
เธอเห็นอีตาจอหงวนแกล้งเล่นตัวด้วยการยกยิ้มเจ้าเล่ห์ไม่ยอมพูดอะไรอยู่ตั้งหลายวินาทีจนนึกหมั่นไส้
“อืม”
“เย่ย์!!! ขอบคุณเจ้าค่ะ” เธอตอบแทนความใจดีของเขาด้วยการกระโดดหอมแก้มเขาทีหนึ่ง แล้วหันหลังเดินเขย่งก้าวกระโดดออกไปอย่างร่าเริง
