ร่างโปร่งของหนุ่มลูกครึ่งวางกระเป๋าลงที่โต๊ะทำงานในตอนเช้าของอีกวัน
ไม่รู้ทำไมเขาถึงรู้สึกว้าเหว่ชอบกล ทั้งที่เพิ่งมาทำงานได้สองวันแต่รู้สึกเหมือนคนในออฟฟิศที่นี่ไม่ค่อยมีใครคุยกับเขาเท่าไหร่
ทั้งที่สมัยก่อนเคยมีคนบอกว่าหน้าตาหล่อ ๆอย่างเขาคงเป็ที่นิยมในหมู่สาว ๆ แต่จากเท่าที่ผ่านมาเมื่อวานและวันนี้ฤทธิชัยไม่เห็นว่ามันจะจริงตรงไหน
‘หรือคนอื่นเกร็ง ๆ เพราะเราเป็ลูกครึ่ง’
คิดไปแบบนั้นแต่ก็ไม่รู้เหตุผลที่แท้จริง
ขนาดพิชิตซึ่งนั่งอยู่โต๊ะข้างกันยังไม่สนทนาอะไรกับเขาเลยั้แ่เมื่อวาน
...จะว่าไปเขารู้ว่าผู้ชายรูปร่างติดไปทางสูงโย่งคนนั้นชื่อพิชิตเพราะได้ยินหัวหน้าศุภกิจเรียก
เขาไม่ใช่คนมีปัญหาเื่การเข้ากับผู้อื่นแต่ทำไมพอมาอยู่ที่นี่กลับรู้สึกเข้ากับใคร ๆ ได้ยากจัง
ฤทธิชัยมองไปที่หน้าทางเข้าของออฟฟิศฝ่ายออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เขาเพิ่งเดินเข้ามาเมื่อครู่ก็เห็นพิชิตมาทำงานพอดี
ชายร่างโย่งมีใบหน้าที่ไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ เหมือนเช่นเคย
...ใบหน้าหล่อเหลา รูปร่างสูงจนโย่ง มีน้ำเสียงการพูดที่นุ่มนวลแต่ทำไมพิชิตถึงดูเป็คนหยิ่ง ๆ เก๊ก ๆ อย่างไรชอบกล ถ้าหากให้ผู้ชายสี่คนในฝ่ายนี้มายืนอยู่ด้วยกันคนที่จะเป็ที่สะดุดตาที่สุดก็คืออิทธิพงษ์ซึ่งเป็เหตุผลที่เข้าใจได้อยู่แล้วว่าเ้าตัวหล่อเนี้ยบแค่ไหนแต่รองลงมาก็พิชิตนี่แหละ ยิ่งตัวสูงก็ยิ่งมองเห็นได้ชัด
พิชิตไม่ได้มีใบหน้าหล่อเหลาเอาการมากระดับอิทธิพงษ์แต่ใบหน้าของพิชิตก็เป็ใบหน้าของผู้ชายที่ดูดีทีเดียวจะติดก็ตรงนิสัยส่วนตัวนี่แหละ... แต่จะว่าไป ถึงอย่างไรพิชิตก็เข้าถึงได้ง่ายกว่าอิทธิพงษ์อยู่ดี
เขาเดินมานั่งที่โต๊ะทำงาน
สายตาจับจ้องอยู่ที่แฟ้มซึ่งคาดว่าหัวหน้าศุภกิจคงจะนำมันมาวางั้แ่ไก่โห่สักพักจึงวางมันลงเพราะรู้สึกถึงสายตาของคนข้าง ๆ ที่มองมา
“ส...สวัสดีครับ”
เสียงของฤทธิชัยเอ่ยทัก พิชิตนิ่งไปราว ๆ ห้าวินาที
‘...เสียงน่ารักมาก เป็เสียงของผู้ชายที่น่ารักมากจริง ๆ’
นี่คือสิ่งที่ผุดเข้ามาในความคิด แต่พิชิตไม่พูดออกไปหรอก
“สวัสดีครับ”
เขาตอบออกไปเรียบ ๆ แค่นั้นแล้วทำทีเหมือนไม่ใส่ใจ ทั้งที่จริง ๆรู้สึกสนใจใคร่รู้เป็อย่างยิ่ง
‘อะไรจะน่ารักปานนั้น ทั้งหน้าตา เสียง การพูด นี่ถ้าเป็ผู้หญิงล่ะก็ป่านนี้...’
ไม่นึกว่าเลยชายหนุ่มลูกครึ่งไทยฝรั่งเศสพนักงานใหม่ที่เพิ่งจะมาทำงานเมื่อวานจะทำให้เขารู้สึกเช่นนี้ขึ้นมาพิชิตพยายามสะบัดศีรษะไล่ความคิดพิกล ๆ ออกไป
ไม่นะ เขาไม่อยากได้รับอิทธิพลจากอานุภาพและอิทธิพงษ์... ตัวอย่างที่โคตร เป็รูปธรรม
สมัยเรียนตัวเขาเองก็เคยแอบชอบสาวลูกครึ่งซึ่งเรียนอยู่คณะเดียวกันมาก่อนแน่นอนว่าเขาคิดฝันถึงขนาดมั่นใจว่าหากเป็ตนเองซึ่งเป็ชายร่างโย่งคงจะเข้ากันได้ดีอย่างน้อยที่สุดก็เื่ความสูง และเขาเชื่อว่าตัวเขาเองก็หน้าตาไปวัดไปวาได้ไม่อายใครแต่สุดท้ายเ้าหล่อนกลับไม่เลือกเขาแล้วไปเลือกเพื่อนของเขาแทน
สเปคของพิชิตชอบผู้หญิงออกสไตล์สายฝอ ฝรั่งเพราะดูมีความมั่นใจและเผ็ชร้อนเล็ก ๆยิ่งถ้าเป็สาวลูกครึ่งเขาจะยิ่งชอบมากเป็พิเศษ ฮ่ะ ๆฟังดูไม่สมกับตนเองหรือเปล่านะ แต่ไม่หรอก เพราะเขาเองมั่นใจว่าตนเองหล่อในระดับหนึ่ง
แต่นั่นคือในความคาดหวัง ไม่ใช่ความจริงที่เกิดขึ้นตอนนี้
พิชิตดึงตนเองกลับมาสู่สถานการณ์ปัจจุบันอีกครั้งเพราะคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เขาในออฟฟิศคือ ‘หนุ่มลูกครึ่ง’ ไม่ใช่ ‘สาวลูกครึ่ง’
พิชิตลุกออกจากโต๊ะเพื่อไปดูกำหนดการของวันนี้
และแล้วคิ้วของชายหนุ่มก็ขมวดมุ่น พึมพำกับตนเองว่า
‘อ้าว มีประชุมตอนบ่ายสองแฮะ’
คิดอย่างนั้นก็รู้สึกถึงมือของใครบางคนสะกิดที่แผ่นหลังพอหันกลับไปก็เห็นปรารถนาถือเอกสารในมือมาส่งให้
“นี่จ้ะพิชิต เอกสารที่จะใช้ในการประชุมวันนี้”
หญิงรุ่นพี่ผู้มีความสวยงามไม่สร่างซาเอ่ยขึ้น
“แจกั้แ่ตอนนี้เลยเหรอครับพี่หนา ยังเช้าอยู่เลย”
“เช้าอะไร เวลาน่ะไม่เคยคอยใครนะจ๊ะพิชิตเผื่อว่าวันนี้อาจมีเื่ยุ่ง ๆ ก็ต้องเตรียมการั้แ่ล่วงหน้าซิ”
วันนี้ปรารถนาอยู่ที่ออฟฟิศ ซึ่งเป็เื่ที่เกิดขึ้นได้ไม่บ่อยนัก เพราะหล่อนมักต้องออกไปติดต่องานข้างนอกบ่อยครั้ง
นึกไปถึงสมัยนั้น
...ปรารถนาจับคู่ทำงานกับอานุภาพเป็การจับคู่ที่เหมาะสมจนทำให้บริษัทของเขาซึ่งไปออกบูธจัดแสดงกวาดรายได้เป็กอบเป็กำ
คิด ๆ ไปแล้วก็ก้มลงดูเอกสารในมือ
เหมือนจะเป็งานประเภทนั้นอีกหรือเปล่า ? แต่สุดท้ายก็ต้องรอฟังในที่ประชุมล่ะนะ
บ่ายสองโมงตรงชายหนุ่มมุ่งหน้าไปยังห้องประชุมเล็ก
เขาไม่ได้สายแต่ก็เรียกว่ามาทันเวลาพอดีซึ่งมันคงดูไม่ดีนักเมื่อคนอื่น ๆ มากันจนครบก่อนตัวเขาแล้วแม้กระทั่งฤทธิชัย
พิชิตเลือกที่นั่งติดกับเขมนิจเหมือนที่เคยเป็มา ศุภกิจกับปรารถนานั่งอยู่ด้านหน้าส่วนอิทธิพงษ์นั่งอยู่บริเวณหัวโต๊ะประชุมทรงเรือ แน่นอนว่าที่เป็เช่นนี้ ส่วนหนึ่งนอกจากเพราะชายหนุ่มเป็ผู้จัดการฝ่ายแล้วสาเหตุหลัก ๆ อีกข้อเลยก็คือเพราะที่นั่งข้างผู้จัดการฝ่ายมักจะ ‘ว่าง’ ตลอด
พิชิตคิดไม่ออกว่าถ้าอานุภาพอยู่ ณ ที่นี้ด้วย จะไปนั่งตรงนั้นไหมนะ
หัวข้อในการประชุมวันนี้เป็ไปอย่างที่พิชิตคาดไว้แต่ทีแรก
เื่จับคู่กันออกแบบแพคเกจของผลิตภัณฑ์ใหม่... เดิมทีที่ฝ่ายของเขาไม่ค่อยให้ทำงานกันเป็คู่มาก่อนแต่คราวนี้...
เพราะตัวอย่างจากปรารถนาและอานุภาพกระมัง ที่แสดงให้เห็นว่าสองคนดีกว่าคนเดียว
พิชิตมองไปรอบ ๆ ห้องประชุมเล็ก ดูหน้าค่าตาของเพื่อนพนักงานคนอื่น ๆที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้
‘จะคู่กับใคร ?’
ความคิดนี้ผุดเข้ามาในสมองเป็ลำดับแรก ๆและแน่นอนว่ามันทำให้เขาลำบากใจ
เขาไม่ใช่อานุภาพถึงได้จะไปจับคู่กับปรารถนาได้และเขมนิจเองก็คู่กับพนักงานหญิงคนอื่นไปแล้ว ศุภกิจเป็หัวหน้าฝ่ายนี่ไม่ใช่งานของศุภกิจ
เหลือแต่ตัวเขาเนี่ย...
สุดท้ายการประชุมก็จบลงโดยที่พิชิตเดินออกมาจากห้องประชุมด้วยความคิดเื่งานอยู่เต็มสมองเขาคิดบทสรุปเอาเองว่าแบบนี้คงหนีไม่พ้นต้องคู่กับฤทธิชัยเสียแล้วล่ะมั้ง
ว่าแล้วก็กลับเข้ามาที่ออฟฟิศใน่ราว ๆ บ่ายสามโมง
เขานั่งลงที่โต๊ะทำงานของตนเองและเริ่มเปิดปากพูดคุยกับฤทธิชัยก่อนเป็ครั้งแรก
“เอ้อ...” ชายร่างโย่งว่า“เื่งานที่ให้จับคู่ออกแบบแพคเกจซอฟต์แวร์ตัวใหม่ไปเสนอน่ะครับถ้าคุณเบสท์ยังไม่มีคู่...”
ฤทธิชัยมองเขาอย่างตั้งอกตั้งใจ เหมือนรู้ว่าเขาจะสื่ออะไร
เสียงน่ารักตอบกลับมาว่า
“ได้สิครับ ขอรบกวนด้วยนะ”
จบลงไปหนึ่งเื่
แต่ที่น่าแปลกคือพิชิตสงสัยว่าทำไมตนเองต้องใช้คำพูดสุภาพกับอีกฝ่ายขนาดนั้นแต่คงเป็เพราะยังไม่สนิทล่ะมั้ง
“แล้วคุณพิชิตคิดว่าจะออกแบบประมาณไหนดีครับ ? ผมน่ะถนัดทั้ง Photoshop กับ Illustratorนะ”
ฤทธิชัยว่าออกมาเช่นนั้น พิชิตจึงตอบไปว่า
“ผมเองก็ถนัดทั้งสองโปรแกรมเหมือนกัน”
ที่จริงก็ควรจะเป็เช่นนั้นแหละ พนักงานของฝ่ายออกแบบผลิตภัณฑ์จะต้องเชี่ยวชาญเื่การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เป็อย่างดีและจะต้องใช้ได้มากกว่าหนึ่งโปรแกรม
หึ แต่จะว่าไปก็เคยมีอยู่คนหนึ่งล่ะน้า ที่ไม่ถนัด Illustratorเอาเสียเลย แต่ก็ได้ ‘ครูดี’ช่วยสอน...
แต่นี่คือเขา ไม่ใช่อานุภาพ !
เขาคือพิชิตและเขาไม่้าทั้งครูหรือพี่เลี้ยงเขาไม่ใช่คนว่านอนสอนง่ายอย่างอานุภาพที่ตามติดปรารถนาแจและลงท้ายด้วยการเป็แฟนกับผู้จัดการฝ่ายอย่างอิทธิพงษ์
“ผมดีใจมากเลยนะครับที่คุณพิชิตยอมพูดกับผม”
จู่ ๆ ฝ่ายนั้นก็เอ่ยออกมา เล่นเอาไปต่อไม่ถูกทีเดียว
“อ้า”
ชายร่างโย่งได้แต่เอ่ออ่าเขาไม่รู้ว่าฤทธิชัยคิดอะไรอยู่ถึงได้พูดออกมาแบบนี้
“คือผมเพิ่งเข้ามาทำงานได้สองวันก็ยังไม่มีเพื่อนเท่าไหร่มันคงจะดีถ้าหากคุณจะกรุณาเป็เพื่อนกับผม...”
“อ่า คือ...”
พิชิตตอบไม่ถูก ตัวเขาไม่เคยเจอสถานการณ์เช่นนี้มาก่อนเขาไม่เคยสนใจใคร นอกจากเื่สอพลอเ้านายเป็บางครั้งเื่อย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของตนเอง พิชิตไม่เคยจะสนและไม่คิดว่าจะต้องสนด้วย
เท่าที่ดูฤทธิชัยเป็ลูกครึ่งก็อาจมีความกังวลเื่การปรับตัวจึงทำให้พูดออกมาแบบนั้นพิชิตได้แต่ยิ้มแกน ๆ แต่ไม่ได้พูดตอบรับหรือปฏิเสธ