ราคาตลาดของโอสถอดอาหารนั้นไม่ได้สูงนัก โดยเฉพาะเมื่อเป็โอสถที่มีตำหนิ ทว่าหลินจือโซ่วกลับยินดีที่จะรับซื้อในราคาระดับคุณภาพสูง ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเขา้าแสดงความชื่นชมต่อคำพูดก่อนหน้าของโจวลั่ว และนี่คือสิ่งที่โจวลั่ว้าให้เป็
ไม่นานนักการซื้อขายก็เสร็จสิ้น หลินจือโซ่วกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า "กลับไปแล้วต้องหมั่นฝึกฝนให้มาก พยายามก้าวหน้าไปอีกขั้นให้ได้"
"ท่านลุงโซ่วโปรดวางใจขอรับ ข้าจะไม่ทำให้ความคาดหวังของตระกูลต้องสูญเปล่าแน่นอน" โจวลั่วตบอกรับคำอย่างหนักแน่น
"ไปเถอะ" หลินจือโซ่วโบกมือไล่
โจวลั่วพยักหน้าแล้วเดินจากไป เมื่อเขาลับสายตาไป หลินเหนียนที่ยืนอึ้งอยู่ก่อนหน้าก็อุทานออกมาด้วยความใ "ช่างน่าประหลาดแท้ ท่านปู่โซ่ว เ้าหมอนั่นทำได้อย่างไรกัน?"
หลินจือโซ่วหรี่ตาลง พลางกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม "เสี่ยวเหนียนเอ๋ย เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนยังมีคน"
หลินเหนียนผู้นี้คือหนึ่งในบรรดาหลานของเขา เนื่องจากพอจะมีพร์ในการปรุงยา จึงถูกเขานำมาไว้ข้างกายเพื่อคอยสั่งสอนเรียนรู้วิชา แม้เวลาจะล่วงเลยมาเกือบสิบปีแต่เขาก็ยังปรุงได้เพียงโอสถระดับพื้นฐานเท่านั้น เมื่อเทียบกับโจวลั่วแล้ว ช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน
ทว่าหลินเหนียนกลับยังรู้สึกไม่ยินยอม "แต่เขาเป็เพียงเขยแต่งเข้าตระกูลที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้า ทั้งยังมีรากปราณเพียงระดับเก้าเท่านั้นนะขอรับ"
ในสายตาของเขา คนที่ไร้ฐานะเช่นโจวลั่วแทบจะไม่ต่างอะไรจากบ่าวรับใช้
หลินจือโซ่วมองการณ์ไกลกว่านั้น เขาเอ่ยอย่างมีนัยสำคัญว่า "เขยแต่งเข้าตระกูลแล้วอย่างไร? หากสามารถสร้างผลประโยชน์ให้แก่ตระกูลได้ ต่อให้เป็บ่าวรับใช้ ตระกูลย่อมต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจส่งเสริมบ่มเพาะแน่นอน"
"ท่านปู่โซ่ว ท่านหมายความว่าตระกูลจะส่งเสริมเขาอย่างนั้นหรือ?" หลินเหนียนมองชายชราตรงหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อ
"เื่นี้ไม่ใช่สิ่งที่ข้าจะตัดสินใจได้" หลินจือโซ่วกล่าวอย่างเนิบนาบ ถึงจะเป็เช่นนั้น เขาตั้งใจจะเดินทางไปยังที่พำนักของสายหลักด้วยตนเองสักครั้ง
อาคารบ้านเรือนของตระกูลหลินตั้งเรียงรายหนาแน่นราวกับดวงดาว โดยมีเขตแกนกลางเป็ที่พำนักของคนในสายหลัก ซึ่งคนทั่วไปหากไม่ได้รับอนุญาตย่อมมิอาจย่างกรายเข้าไปได้ ทว่าหลินจือโซ่วซึ่งมีฐานะและตำแหน่งที่ต่างออกไปย่อมไม่มีใครกล้าขัดขวาง
เขาเร่งฝีเท้าไปยังลานเรือนทางทิศตะวันออกของเขตแกนกลาง ลานเรือนแห่งนี้ไม่ใหญ่นัก มีลักษณะเป็รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส รอบด้านแผ่แสงปราณจาง ๆ ออกมา ทั้งยังมีเหล่านักพรตในชุดองครักษ์คอยยืนเฝ้าอยู่โดยรอบ
ที่นี่คือที่พำนักของหลินเทียนสยง ผู้นำตระกูลหลิน
เมื่อเห็นว่าเป็หลินจือโซ่ว องครักษ์จึงไม่ได้ขัดขวางและปล่อยให้เขาเข้าไปข้างใน "จือโซ่ว ลมพัดหวนอันใดจึงนำพาเ้ามาถึงที่นี่ได้?"
บนม้านั่งหินในลานเรือน มีชายชราผู้หนึ่งนั่งอยู่ เขามีรูปร่างสูงใหญ่ ท่าทางดูน่าเกรงขาม ใบหน้าปรากฏร่องรอยตามกาลเวลา ทว่าดวงตากลับฉายแววเฉลียวฉลาดและล้ำลึก แม้ชุดคลุมที่สวมใส่จะดูเรียบง่าย แต่ก็มิอาจปกปิดความสง่างามและสูงศักดิ์ไว้ได้
เขาคือหลินเทียนสยง ผู้นำตระกูลคนปัจจุบันของตระกูลหลิน ข้างกายเขามีหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งหน้าตาสะสวยยืนอยู่อย่างนอบน้อม หากโจวลั่วอยู่ที่นี่ ย่อมต้องจำนางได้ในปราดเดียว นางก็คือคุณหนูสามหลินซินนั่นเอง
หลินจือโซ่วทำความเคารพอีกฝ่าย แล้ววางโอสถอดอาหารเม็ดนั้นลงบนโต๊ะหินตรงหน้า หลินเทียนสยงที่ถือจอกหยกขาวอยู่ในมือเหลือบมองเพียงเล็กน้อยพลางถามด้วยความสงสัย
"หรือว่าตระกูลจะมีลูกหลานที่เปี่ยมไปด้วยพร์การปรุงยาปรากฏขึ้นอีกคนแล้ว?"
หลินจือโซ่วกล่าวด้วยน้ำเสียงนอบน้อม "ท่านผู้นำตระกูลคาดการณ์ได้แม่นยำขอรับ แต่ว่าอีกฝ่ายไม่ใช่ลูกหลานในตระกูล เป็เพียงเขยแต่งเข้าตระกูลคนหนึ่งขอรับ"
"หืม?"
หลินเทียนสยงอุทานด้วยความฉงน เขาวางจอกน้ำชาลงแล้วหยิบโอสถอดอาหารเม็ดนั้นขึ้นมาพินิจพิจารณาอย่างละเอียด "เขยแต่งเข้าตระกูลคนหนึ่งกลับมีพร์เช่นนี้เชียวหรือ?"
ไม่นานนัก หลินจือโซ่วก็เล่าเื่ราวทั้งหมดให้อีกฝ่ายฟัง เมื่อฟังจบ ใบหน้าชราของหลินเทียนสยงก็ปรากฏร่องรอยแห่งความประหลาดใจวูบหนึ่ง
"นึกไม่ถึงเลยว่าเขยแต่งเข้าตระกูลตัวเล็ก ๆ จะสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองจนประสบความสำเร็จได้"
"ขอรับท่านผู้นำตระกูล ตามความเห็นของข้า เขาเป็ผู้ที่ควรค่าแก่การบ่มเพาะอย่างยิ่ง" หลินจือโซ่วกล่าวอย่างจริงจัง ในฐานะนักปรุงยาเหมือนกัน เขาเข้าใจดีถึงพร์ที่โจวลั่วแสดงออกมา
ทว่ายังไม่ทันที่ผู้นำตระกูลหลินเทียนสยงจะได้เอ่ยปาก หลินซินที่อยู่ข้างกายก็ขมวดคิ้วแล้วกล่าวว่า "ท่านปู่โซ่วเ้าคะ เพียงโอสถอดอาหารเม็ดเดียว คงยังไม่คุ้มค่าพอที่ตระกูลจะทุ่มเททรัพยากรเพื่อเขยแต่งเข้าตระกูลคนหนึ่งหรอกเ้าค่ะ"
สำหรับนาง การปรุงโอสถอดอาหารได้ไม่ใช่เื่แปลกประหลาดอันใด เพราะนางเองก็สามารถปรุงออกมาได้อย่างง่ายดาย
"คุณหนูสาม แต่โจวลั่วผู้นี้เขา..." หลินจือโซ่วยังคงอยากจะพยายามพูดต่อ
แต่หลินซินกลับกล่าวขัดขึ้นทันควัน "ท่านปู่โซ่ว ท่านก็น่าจะทราบดีถึงสถานการณ์ของตระกูลใน่หลายปีมานี้ ข้าเห็นว่าการสิ้นเปลืองทรัพยากรเพื่อบ่มเพาะนักปรุงยาที่เพิ่งจะเริ่มต้นเรียนรู้คนหนึ่งนั้น ช่างไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย"
เมื่อพูดถึงตรงนี้ นางจงใจเน้นย้ำว่า "ยิ่งไปกว่านั้น อีกฝ่ายยังเป็เพียงเขยแต่งเข้าตระกูลด้วยเ้าค่ะ"
หลินจือโซ่วรู้ความจึงไม่ได้กล่าววาจาใดต่อ ส่วนหลินเทียนสยงพยักหน้าเห็นด้วยเล็กน้อย "ที่ซินเอ๋อร์พูดมาก็มีส่วนถูก คงต้องเฝ้าสังเกตเ้าหนุ่มนี่ไปอีกสักระยะ อย่างน้อยก็เพื่อดูความจงรักภักดีที่เขามีต่อตระกูล"
"ข้าทราบแล้วขอรับ" หลินจือโซ่วพยักหน้าแล้วขอตัวถอยออกมา เมื่อเดินพ้นลานเรือน เขาเงยหน้ามองท้องฟ้าสีคราม เขารู้ดีว่าการตัดสินใจของผู้นำตระกูลนั้นไม่ผิด ทว่าเมื่อนึกถึงการแสดงออกหลาย ๆ อย่างของโจวลั่ว โดยเฉพาะความเต็มใจที่จะมอบโอสถอดอาหารเพื่อทำประโยชน์แก่ตระกูล ยิ่งทำให้เขารู้สึกว่าเด็กคนนี้ควรค่าแก่การส่งเสริม
"ช่างเถอะ ไปดูให้เห็นกับตาดีกว่าว่าระดับการปรุงยาของเขาเป็อย่างไรกันแน่" หลินจือโซ่วมีสีหน้าลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็ตัดสินใจได้
...
อีกด้านหนึ่ง โจวลั่วที่กลับถึงเรือนพักก็มุดตัวเข้าไปในห้องปรุงยาทันที
และไม่นานนัก หลินจือโซ่วเดินไพล่มือมาถึงหน้าเรือนพัก การปรากฏตัวของเขาดึงดูดความสนใจของหลินเฟยอิ่งและคนอื่น ๆ ทันที พวกนางต่างมีสีหน้าหวาดหวั่น รีบออกมาต้อนรับผู้หลักผู้ใหญ่ท่านนี้ด้วยความนอบน้อม
ในฐานะนักปรุงยาตัวจริง หลินจือโซ่วมีฐานะในตระกูลสูงส่งกว่าคนทั่วไปมาก ทำให้เหล่าสตรีในบ้านต่างยำเกรงเป็อย่างยิ่ง
แม้แต่หลินชิงหานที่ปกติจะเ็าก็ยังรีบเดินออกมาต้อนรับ และเชิญเขานั่งที่ตำแหน่งประธานในโถงรับแขก
"วันนี้ข้าเพียงแค่อยากมาพบโจวลั่ว เขาอยู่ที่ใดกัน?" หลินจือโซ่วเอ่ยถาม
"เรียนท่านปู่โซ่ว เขากำลังฝึกฝนอยู่ในห้องปรุงยาเ้าค่ะ เดี๋ยวข้าจะไปตามเขามาพบท่านนะเ้าคะ" หลินชิงหานกล่าวด้วยน้ำเสียงนอบน้อม
เมื่อได้ยินคำว่าห้องปรุงยา หลินจือโซ่วก็โบกมือห้ามทันที "ไม่ต้องหรอก ข้าจะเข้าไปดูเอง" พูดจบเขาก็เดินออกจากโถงรับแขก ภายใต้การนำทางของสตรีทั้งหลาย เขาเดินตรงไปยังหน้าห้องปรุงยาทันที เมื่อผลักประตูเข้าไป เขาก็เห็นโจวลั่วที่กำลังง่วนอยู่กับการค้นคว้าหน้าเตาหลอมในทันที
โจวลั่วเองก็เห็นอีกฝ่ายเช่นกัน เขามีสีหน้ายินดี "ท่านลุงโซ่ว ท่านมาได้อย่างไรกันขอรับ?"
ดูเหมือนว่าตระกูลจะให้ความสำคัญกับเขามากกว่าที่คิดไว้เสียอีก
"ข้ามาดูว่า วัน ๆ หนึ่งเ้าปรุงยาอย่างไรกันแน่"
หลินจือโซ่วกวาดสายตามองไปรอบห้องก่อนจะเดินไปหยุดอยู่ที่หน้าเตาหลอม ส่วนสตรีทั้งสี่คนต่างยืนรออยู่ที่หน้าประตูอย่างรู้ความ ไม่ได้ตามเข้าไปข้างใน
"ท่านลุงโซ่ว ข้าก็แค่ลองผิดลองถูกไปเรื่อยขอรับ" โจวลั่วทำท่าทางเก้อเขิน
หลินจือโซ่วพยักหน้าเล็กน้อย เป็สัญญาณให้เขาเริ่มปรุงยาต่อ โจวลั่วไม่รอช้า หยิบสมุนไพรข้างกายขึ้นมาเริ่มทำการปรุงโอสถอดอาหารทันที ทว่าเพื่อเป็การซ่อนเร้นความสามารถ เขาจึงจงใจทำท่าทางให้ดูเก้ ๆ กัง ๆ และเงอะงะอยู่บ้าง ซึ่งนี่ถือเป็การทดสอบทักษะการแสดงของเขาอย่างมาก
โชคดีที่ใน่เวลาที่ผ่านมา เพื่อป้องกันเหตุการณ์เช่นนี้ โจวลั่วได้ทำการฝึกซ้อมมาอย่างหนัก จึงไม่ได้เผยพิรุธใดออกมา
ไม่นานนัก การปรุงยาครั้งแรกก็สิ้นสุดลง และเป็ไปตามคาด เขาทำล้มเหลว เมื่อเห็นดังนั้นหลินจือโซ่วก็ไม่ได้ว่าอะไร เพียงแต่บอกให้เขาทำต่อไป โจวลั่วเริ่มการปรุงยารอบที่สอง และผลคือเขาก็ทำล้มเหลวอีกครั้ง หลินจือโซ่วยังคงมีสีหน้าสงบราวกับคาดการณ์ผลลัพธ์นี้ไว้แล้ว
เมื่อเห็นว่าสมควรแก่เวลา ในการปรุงยาครั้งที่สาม โจวลั่วจึงทำจนประสบความสำเร็จในการปรุงโอสถอดอาหารออกมาหนึ่งเม็ด เขาทำสีหน้าตื่นเต้นยินดีพลางส่งโอสถเม็ดนั้นให้อีกฝ่าย หลินจือโซ่วพิจารณาดูแล้วพยักหน้าเล็กน้อย
"อืม ไม่เลว มีความก้าวหน้าขึ้น"
สีสันและคุณภาพของโอสถอดอาหารเม็ดนี้เห็นได้ชัดว่าดีกว่าเม็ดก่อนหน้า การที่สามารถก้าวหน้าได้ในระยะเวลาอันสั้นเช่นนี้ ยิ่งทำให้หลินจือโซ่วมั่นใจว่าสายตาของตนไม่ได้มองคนผิด
"ล้วนเป็เพราะได้รับการส่งเสริมจากตระกูลขอรับ" โจวลั่วกล่าวอย่างถ่อมตัว
หลินจือโซ่วจ้องมองใบหน้าที่ดูจริงใจของโจวลั่ว ในใจรู้สึกซาบซึ้งยิ่งนัก เขาจึงเผยรอยยิ้มที่หาได้ยากพลางเอ่ยให้กำลังใจว่า "เ้ามีความคิดเช่นนี้ก็นับว่าดีมาก"
เมื่อพูดจบ เขาก็เอ่ยขึ้นมาอย่างกะทันหันว่า "เ้าสนใจจะมาเป็ผู้ฝึกหัดของข้าหรือไม่?"