ย้อนกลับไปหนึ่งวัน ช่วงเวลาหลังพักกลางวัน
“ได้ยินว่าเกิดเรื่องสนุก ๆ ขึ้นระหว่างฉันยังมาไม่ถึงหรือ”
เด็กสาวผู้เป็นเจ้าของใบหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพราเลิกคิ้วถาม ดวงตาใต้แพขนตาหนาเปล่งประกายขณะมองหัวหน้าทีมช่างแต่งหน้าซึ่งกำลังเกลี่ยรองพื้นราคาแพงบนผิวขาวใสของตนผ่านกระจกบานใหญ่ เธอมีใบหน้าน่ารักน่าเอ็นดูตามสมัยนิยม คางเรียวแหลม ปากนิด จมูกหน่อย ตากลมโตโฉบเฉี่ยว ผมสีน้ำตาลอ่อนดัดปลายผมซึ่งยาวเกือบถึงสะโพก
“ใช่ค่ะ เมื่อเช้านี้มีเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมคนหนึ่งทะเลาะกับรองผู้กำกับหวงจนเป็นเรื่องราวเสียใหญ่โต” คู่สนทนาขบเขี้ยวเคี้ยวฟันตอบ “คุณหนูจางคงมาไม่ทันเห็นฤทธิ์ชะนีบ้านป่าคนนั้น ทั้งที่เป็นแค่ตัวประกอบกระจอก ๆ ที่ทีมงานสุ่มเลือกจากหมู่บ้านชนบทเล็ก ๆ แต่ดันอวดดีอย่างกับตัวเองเป็นดาราคนสำคัญ พอถูกรองผู้กำกับหวงด่านิด ๆ หน่อย ๆ ก็ตีโพยตีพาย ปลุกระดมคนมาจะตบตีกับพวกเราค่ะ”
คุณหนูจาง หรือจางลี่เซียน ไอดอลสาวชื่อดังผู้มีผลโหวตสูงสุดในประวัติการจากรายการ ProduceXoX เมื่อปีที่แล้ว และผู้รับบทนักแสดงนำหญิงของภาพยนตร์เรื่อง ‘ลำนำพงไพร’ แสดงสีหน้าประหลาดใจ ก่อนกลั้วหัวเราะเอ่ย
“รองผู้กำกับปากสุนัขคนนั้นน่ะหรือ? ก็ดีนี่ ถูกตีสักทีสองที หมอนั่นจะได้หุบปากบ้าง”
“คุณหนูพูดไม่ผิด แค่ด่ายังน้อยไป” พี่สาวช่างแต่งหน้าจีบปากจีบคอประจบจางลี่เซียน “แต่ยัยเอ็กตร้าด่ารองผู้กำกับหวงคนเดียวไม่พอ ยังพลอยดึงทีมช่างแต่งหน้าอย่างพวกเรามาเป็นแพะรับบาปอีก หน้าไม่อายจริง ๆ”
“อ้อ” เด็กสาวรับน้ำส้มคั้นจากผู้จัดการตนมาจิบก่อนผลักคืน “เอาไปเปลี่ยน เปรี้ยวขนาดนี้ใครจะกินลง งานง่าย ๆ แค่นี้ยังทำไม่เป็น ไม่รู้ฉันจะจ้างเธอมาทำไม”
จางลี่เซียนกระดิกนิ้วส่งสัญญาณ “ไหนเธอว่าต่อสิ”
มองหยดน้ำเจิ่งนองบนพื้น หัวหน้าช่างแต่งหน้ากลืนน้ำลาย
“คุณหนูก็รู้ ฉันกับทีมช่างแต่งหน้าทำงานในกองถ่ายหนังมาหลายปี ไม่มีทางเผลอเติมลิปสติกสีแดงสดให้ตัวประกอบแน่ โดยเฉพาะในกองถ่ายหนังที่ผู้กำกับเจิ้งคุมเข้มขนาดนี้” คนพูดตีหน้าเศร้า “เพียงแต่เสียงเล็ก ๆ ของทีมงานอย่างพวกเราคงไม่ถึงหูผู้กำกับเจิ้งและคุณหมิง...”
ตอนแรกจางลี่เซียนไม่สนใจเรื่องหยุมหยิมอย่างเช่นความรู้สึกของทีมงานนักหรอก เรื่องทะเลาะเบาะแว้งของพวกคนงานเกี่ยวอะไรกับเธอ ทว่าต้องสะดุดใจเมื่อมีชื่อของบุคคลหนึ่งปรากฏในบทสนทนา
“พี่หมิงเกี่ยวอะไร”
เห็นสายตาวาวโรจน์สะท้อนบนแผ่นกระจกเขม็งมองมา ช่างแต่งหน้าอธิบาย “ตอนนั้นสถานการณ์ไม่ดีเลยค่ะ ชาวบ้านกับทีมงานทำท่าจะชกต่อยกันรอมร่อ คุณหมิงเลยออกมาไกล่เกลี่ย แถมยังต้องก้มหัวขอโทษชาวบ้านแทนทีมงานทุกคนเพ่ือไม่ให้เรื่องลุกลามไปมากกว่านี้ด้วยนะคะ”
“หา ว่ายังไงนะ”
“คะ คะ…?” ทีมงานช่างแต่งหน้าสะดุ้งเฮือกเมื่อแปรงแต่งหน้าในมือถูกปัดทิ้ง
“พี่หมิงต้องก้มหัวขอโทษ? ดาราดังระดับเขาที่ไปไหนก็มีแต่คนโค้งคำนับให้ กลับต้องทิ้งศักดิ์ศรีตัวเองเพื่อมาขอโทษคนไม่รู้หัวนอนปลายเท้าเนี่ยนะ”
“ใช่ค่ะ คุณหมิงรู้ความสำคัญของพวกเอ็กตร้ากิตติมศักดิ์ที่มีต่อเหล่านายทุนกับผู้กำกับดี เขาเลยอาสาเป็นคนกลาง” ทีมงานสาวละล่ำละลักบอก แม้เริ่มหวาดกลัวกับปฏิกิริยาตอบโต้ของคุณหนูท่านนี้ หากขี่หลังเสือยากจะลง[1] “ไม่พอนะคะ เพราะกลัวว่ายัยเอ็กตร้าเจ้าปัญหาคนนั้นจะก่อเรื่อง ผู้กำกับเจิ้งเลยวานให้เขาแสดงประกบคู่กับยัยนั่นเพื่อให้หล่อนพอใจด้วยค่ะ”
“แสดงประกบคู่หรือ” จางลี่เซียนหรี่ตามองผู้พูด น้ำเสียงเหี้ยมเกรียม “เธอล้อฉันเล่นรึเปล่า”
“โธ่ คุณหนูจาง ฉันไม่กล้าล้อเล่นกับคุณหนูหรอกค่ะ” หัวหน้าช่างแต่งหน้าขยับตัวอย่างอึดอัด “ถ้าคุณหนูไม่เชื่อลองเรียกทีมงานแถวนี้มาถามก็ได้ วีรกรรมของยัยนั่นมีใครไม่ทราบบ้าง ก่อเรื่องขนาดนั้นแล้วยังถือโอกาสใกล้ชิดกับคุณหมิงอีก หน้าด้านนัก”
“ใกล้ชิด!?”
ช่างแต่งหน้าสาวสะดุ้งเมื่อเห็นจางลี่เซียนโยนอายแชร์โดว์บนโต๊ะลงพื้นอย่างแรง เศษสีผงกระจาย
“เอ่อ...”
“ตอบสิ เธอเป็นใบ้รึไง ใกล้ชิดอะไรยะ”
“ก็… คุณหมิงให้ผ้าเช็ดหน้าของเขากับยัยนั่น นั่งทานข้าวข้างกัน เปิดขวดน้ำให้” หล่อนยุยงต่อ ยิ่งพูดใบหน้าผู้ฟังยิ่งบิดเบี้ยว “...คอยช่วยซ้อมบท พาเดินดูสถานที่ถ่ายทำ เล่าเรื่องตลกให้ฟัง ประมาณนี้ล่ะมั้งค่ะ”
“...กับฉัน เขายังไม่เคยเทกแคร์ดีขนาดนี้เลย” คุณหนูจางกำพนักเก้าอี้แน่น “ยัยนั่นมันเป็นใคร”
“คุณหนูจางอย่าลดตัวมาเสวนากับตัวประกอบชั้นต่ำเลยค่ะ” ช่างแต่งหน้าแตกตื่น
“คนอย่างเธอเนี่ยนะมาสั่งฉัน?” เด็กสาวกอดอก เลิกคิ้วถาม “ยัยนั่นชื่ออะไร”
“ฉัน… ฉัน...”
หัวหน้าช่างแต่งหน้าอึกอักขณะทำทีบังเอิญขยับตัวหลบจากทัศนวิสัยการมองของไอดอลสาวอย่างพอดิบพอดี มองผ่านกระจกเงา จางลี่เซียนเห็นชายหนุ่มในดวงใจตนยืนสนทนากับเด็กสาวคนหนึ่งใต้ร่มไม้ใหญ่ หล่อนแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าปอน ๆ และดูอย่างไรก็ไม่เหมาะสมกับเขา
ทว่าลมหนาวแห่งต้นฤดูใบไม้ผลิกลับพัดมาอย่างเป็นใจ เด็กสาวยิ้มเอียงอาย ยื่นมือไปหยิบเศษใบไม้แห้งที่ติดบนปกคอเสื้อชายหนุ่มออก เขาเลยมอบรอยยิ้มขอบใจเธอตอบแทน บรรยากาศหวานละมุนละไมราวกับฉากรักแรกพบในภาพยนตร์น้ำเน่า
“นังนั่นน่ะหรือ?” จางลี่เซียนบอกผู้จัดการตน “ไปสืบชื่อกับบทของมันมา”
“คุณหนู...”
“เงียบปาก ฉันรู้นะว่าเธอตั้งใจพูดเรื่องยัยนั่นต่อหน้าฉัน หยุดตอแหลสักที รำคาญ” จางลี่เซี่ยนหลับตา เอนตัวพิงพนักเก้าอี้ “พรุ่งนี้มันจะมาอีกไหม”
“ฉะ ฉันไม่แน่ใจ” หัวหน้าทีมช่างแต่งหน้าเหงื่อตก “แต่คิดว่าคงมาค่ะคุณหนู”
คิดแผนการออก จางลี่เซียนยิ้มเย็น
“ก็ดี คางคกริจะกินเนื้อหงส์[2] ฉันจะคอยดูความหายนะของมัน”
ในกองถ่ายภาพยนตร์ ไม่สิ ในเบื้องหลังวงการบันเทิง มีใครไม่รู้บ้างว่าคุณหนูจางผู้สูงศักดิ์มีใจให้หมิงฮ่าว ทุกครั้งที่ ‘บังเอิญ’ พบเขา จางลี่เซียนแสดงออกอย่างชัดเจนเสมอ ทีมงานตัวเล็ก ๆ อย่างพวกเธอไม่มีกำลังพอจะต่อกรกับเหล่าเอ็กตร้ากิตติมศักดิ์ที่ได้รับความสำคัญจากผู้กำกับเจิ้งและนายทุน
แต่จางลี่เซียนไม่ใช่
จางลี่เซียนคือใคร?
จางลี่เซียนคือไอดอลสาวอายุ 18 ผู้มีแฟนคลับติดตามทั่วทุกมณฑลในหัวเซี่ย[3] เธอคลุกคลีกับแวดวงดารามาแต่เล็ก เป็นฟรีเซนต์เตอร์ให้กับแบรนด์สินค้ามากมาย ด้วยรูปร่างหน้าตาสวยงามและน้ำเสียงอันมีเอกลักษณ์ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็น ‘เสียงนางฟ้าจากสรวงสวรรค์’ และมาโด่งดังเป็นพลุแตกในรายการ ProduceXoX เธอเดบิวต์เป็นศิลปินกลุ่มยังไม่ทันครบสองปี ก็ก้าวกระโดดมาคว้าบทแสดงนำในโปรเจกค์ภาพยนตร์ ‘ลำนำพงไพร’ ในขณะที่เพื่อนร่วมวงกำลังพยายามขยายฐานแฟนคลับอย่างยากลำบาก
มิหนำซ้ำ เบื้องหลังของเด็กสาวผู้นี้ไม่ธรรมดา เธอมีครอบครัวตระกูลจางหนุนนำ ครอบครัวของจางลี่เซียนเป็นเจ้าของหุ้นรายใหญ่ในวิสาหกิจเต๋อจิงซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเศรษฐีใหม่แห่งเมือง T พวกเขาทำธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องสำอางและเสื้อผ้า นอกจากนี้บิดาของจางลี่เซียนยังลงทุนร่วมกับเครือบริษัท Multimedia and Entertainment ที่เป็นหนึ่งในบริษัทที่ทรงอิทธพลแห่งอุตสาหกรรมบันเทิง
จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจ ว่าเหตุใดไอดอลสาววัยเยาว์ผู้ไม่เคยมีผลงานแสดงภาพยนตร์มาก่อนจึงสามารถคว้าบทนางเอกในภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่กำกับโดยผู้กำกับชื่อดังมาครอบครองได้
สวย รวย มากพรสวรรค์ ล้นอิทธิพล คุณหนูลี่เซียนแห่งตระกูลจาง
ช่างแต่งหน้ายิ้มเอาใจเด็กสาวพลางบรรจงเติมแต่งสีสันบนเปลือกตาเธอ ขณะเดียวกันหล่อนลอบส่งสายตาแฝงเลศนัยแก่เพื่อนร่วมงานตน บุคคลที่ถูกเฉินอิ๋งอิ๋งใส่ร้ายป้ายสี
ใช่แล้ว พวกเธอเป็นทีมงานตาดำ ๆ ทำอะไรชาวบ้านคนสำคัญของเหล่านายทุนไม่ได้ เช่นนั้นก็ให้นางฟ้าแห่งวงการบันเทิงผู้นี้เป็นคนกัดทึ้งยัยเด็กบ้านนอกนั่นจนตายเถอะ
โลกของวงการบันเทิงมีกฎเกณฑ์ของมัน คนที่ไม่ประมาณตัวย่อมสมควรได้รับบทเรียนอย่างสาสม
ตาต่อตา ฟันต่อฟัน!
รุ่งเช้าวันต่อมา
เนื่องจากถูกปลูกฝังวินัยอย่างเคร่งครัดจากคุณปู่ มู่เสวี่ยมักมาก่อนเวลานัดเสมอจนติดเป็นนิสัย
เป็นที่น่าแปลกใจว่าในวันนี้เฉินอิ๋งอิ๋งมาเร็วยิ่งกว่าเธอ เมื่อเห็นเพื่อนสาวยืนคุยกับดาราหนุ่ม มู่เสวี่ยค่อยบางอ้อว่าเพราะเหตุใด
วันนี้เขาอาจมีถ่ายงานแต่เช้ามืด เฉินอิ๋งอิ๋งจึงอุตสาหะตื่นมาให้กำลังใจเขา พอเพื่อนสาวสังเกตเห็นมู่เสวี่ยเดินออกมาจากห้องแต่งตัว จึงห้อตะบึงลากเพื่อนไปหานักแสดงหนุ่ม ยื่นโทรศัพท์ที่มีภาพหน้าจอเป็นรูปคู่เซลฟี่ของเธอกับหมิงฮ่าวแก่มู่เสวี่ย พลางเร่งเร้า
“มู่มู่ ถ่ายรูปคู่ฉันกับพี่หมิงให้หน่อยสิ”
“อ๋อ ได้สิ”
มู่เสวี่ยถ่ายรูปให้จนเฉินอิ๋งอิ๋งพอใจ
มองผ่านเลนส์กล้องมือถือ หมิงฮ่าวในภาพลักษณ์ของ ‘เสิ่นอวี้เทียน’ พระเอกภาพยนตร์ ‘ลำนำพงไพร’ ดูเป็นคนละคนกับชายหนุ่มสุภาพ เป็นมิตร และพราวเสน่ห์ในวัยสามสิบคนเมื่อวาน ช่างแต่งหน้าบันดาลความเยาว์วัยแก่หมิงฮ่าว ใบหน้าเขากลายเด็กหนุ่มอายุราว 17 - 18 ปีคนหนึ่ง แม้เงื่อนไขของการแต่งหน้าในคราวนี้คือเด็กหนุ่มบ้านป่าผู้มอมแมม รอยดินฝุ่นกลับไม่สามารถปิดบังความหล่อเหลาของเขามิด
เมื่อวานมู่เสวี่ยเห็นเขาจากระยะไกล เธอไม่ค่อยเข้าใจการแสดง แต่ตอนนั้นเขาได้กลายเป็นเด็กหนุ่ม เสิ่นอวี้เทียน ผู้มีชีวิตชีวา ป่าเถื่อน และไร้เดียงสาเต็มตัวจริง ๆ ซึ่งแตกต่างจากเวลานี้มาก
“ขอบคุณนะคะ ฉันจะเก็บภาพนี้ไว้เป็นอย่างดีเลยค่ะ ตลอดชีวิตเลย!” เฉินอิ๋งอิ๋งลูบภาพในมือถืออย่างปลาบปลื้ม “พี่หมิง วันนี้พี่หล่อมากเลยค่ะ หล่อขึ้นเพิ่มทุก ๆ วันเลย”
“ขอบคุณนะ เสี่ยวเฉิน” หมิงฮ่าวยิ้มรับคำเกี้ยวพาอย่างเคยชิน เสมองอีกคนเบื้องหลัง “อยากจะถ่ายรูปด้วยกันไหม เอ่อ...”
“คนนี้มู่มู่ค่ะ” เฉินอิ๋งอิ๋งบอก “เป็นเพื่อนฉันเอง”
“อ้อ เสี่ยวมู่”
“อ๊ะไม่ใช่นะคะ อันนั้นเป็นชื่อเล่นของเธอ มู่มู่แซ่ซุนค่ะ ชื่อมู่เสวี่ย” เฉินอิ๋งอิ๋งรีบแก้ หมิงฮ่าวมักเรียกชื่อสกุลของเหล่าเด็กสาวแทนชื่อจริงอย่างสุภาพ เขามีมารยาท แต่ไว้ตัวอย่างห่างเหินเสมอ “สำหรับพี่หมิงก็ต้องเรียกมู่มู่เป็นเสี่ยวซุนสินะคะ”
“อ๋อ งี้นี่เอง แต่เรียกเสี่ยวมู่ไม่น่ารักกว่าหรือ” หมิงฮ่าวเลิกคิ้ว ถามเจ้าของชื่อ “ถ่ายรูปกันไหมครับ”
“ยังไงก็ได้ค่ะ” เสี่ยวมู่ตอบซื่อ ๆ “แต่ฉันไม่มีมือถือนะคะ”
“งั้นมือถือผมเหรอ?”
“ตามใจคุณเลยค่ะ”
มู่มู่ว่างงแล้ว แต่หมิงฮ่าวยิ่งงงกว่า
“อ้อ โอเค...” ทำไมเขารู้สึกเหมือนตนเป็นฝ่ายขอถ่ายภาพคู่กับเด็กสาวแทนล่ะเนี่ย?
อีกด้านหนึ่ง จู่ ๆ เฉินอิ๋งอิ๋งก็หงุดหงิดมู่เสวี่ยขึ้นมา รู้สึกขัดหูขัดตาว่าทำไมมู่เสวี่ยถึงถูกเรียกว่า ‘เสี่ยวมู่’ ในขณะที่เธอถูกเรียกว่า ‘เสี่ยวเฉิน’ ด้วยนามสกุลล่ะ
“มู่มู่ เธอจะรบกวนเวลาพี่หมิงทำไม พี่หมิงยังต้องรีบไปถ่ายซีนอื่นอีกนะ ใช่ไหมคะ”
“ซีนต่อไปเป็นซีนของเสี่ยวจาง กว่าจะถึงคิวของผมก็บ่าย ๆ เย็น ๆ” สังเกตความไม่พอใจแปะบนหน้าเอ็กตร้ากิตติมศักดิ์ เขาฉีกยิ้มและขอตัว “แต่เดี๋ยวผมไปท่องบทก่อนดีกว่า ไม่รบกวนเวลาสาว ๆ แล้วครับ ไว้เจอกันนะ เสี่ยวเฉิน เสี่ยวมู่”
รอจนเขาลับสายตา เฉินอิ๋งอิ๋งเท้าสะเอวถาม
“เธอนี่ยังไงนะ ใช้ดาราใหญ่อย่างพี่หมิงมาถ่ายรูปให้”
มู่เสวี่ยไม่เข้าใจ “ก็เรียกเธอแล้วเธอไม่ขยับ เขาเลยเป็นฝ่ายถือโทรศัพท์เอง”
“ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นสักหน่อย” เฉินอิ๋งอิ๋งถอนหายใจ ก่อนเปลี่ยนมาคล้องแขนเพื่อนสาว “ช่างเถอะ เธอก็ไม่รู้เรื่องแบบนี้ตลอดแหละ ว่าแต่… นี่ ๆ เมื่อวานนี้เธอว่าฉันแสดงโอเคไหม เนี่ย แทบไม่มีคำสั่งคัทจากผู้กำกับเจิ้งเลยนะ ฉันว่าการแสดงของฉันต้องเข้าตาพวกเขาแน่ ๆ เลย”
มู่เสวี่ยทำหน้าบอกไม่ถูก
ย้อนนึกถึงซีนที่ 28 ซีน ‘เสิ่นอวี้เทียนเผชิญโลกภายนอก’
เนื้อหาการถ่ายทำเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเซ็ต ‘ตลาดชุมชน’ โดยตัวเอก ‘เสิ่นอวี้เทียน’ เพิ่งเคยเห็นกลุ่มผู้คนเป็นครั้งแรก เขาผู้ถือกำเนิดในป่าพิศวงและเลี้ยงดูโดยอมนุษย์ เมื่อเผชิญความครึกครื้นของฝูงชน เขาจึงตื่นเต้นคึกคัก วิ่งซ้ายแลขวา ฉวยหยิบข้าวของ ชนคนนู้นทีคนนี้ที สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้า
ในซีนนี้ เฉินอิ๋งอิ๋งรับบทเป็นสาวชาวบ้านผู้ถูกเสิ่นอวี้เทียนชนจนกระจาดส้มในมือหล่นกระจาย และเธอต้องล้มไปกองกับพื้น
บทพูดของเด็กสาว เป็นคำผรุสวาทว่า “โอ๊ย ชนมาได้ไม่ดูตาม้าตาเรือ พ่อแม่ไม่สั่งสอนรึไงยะ!”
ในการแสดง หมิงฮ่าวถลาชนเด็กสาวอย่าง ‘สมจริง’ จนเฉินอิ๋งอิ๋งล้มกระแทกพื้นเสียงดัง ‘พลั่ก!’ เจ็บจริง มือถลอกจริง ความดันขึ้นหน้าจริง เข้าถึงบทบาทคนโดนชนทั้งจิตวิญญาณจริง จึงตะโกนด่าหมิงฮ่าวอย่าง ‘สมจริง’
และก็ผ่านฉลุย
....นับเป็นการแสดงไหมนะ?
มู่เสวี่ยมองแผลถลอกปอกเปิกบนมือเพื่อนสาว ตอบรับ “อื้ม เธอแสดงดีมาก เก่งมาก”
“ใช่ไหมล่ะ” เด็กสาวยิ้มแก้มปริ “สงสัยเพื่อนเธอจะได้เป็นดาราดังแล้ว คิกคิก”
นึกถึงบทสนทนาเมื่อคืน มีสิ่งสำคัญหนึ่งที่มู่เสวี่ยต้องขัดความรื่นรมย์ของเพื่อนสาว
“อิ๋งอิ๋ง” มู่เสวี่ยไม่ถนัดเรื่องการเจรจานัก โดยเฉพาะบทสนทนาที่ต้องรักษาน้ำใจเด็กผู้หญิง “เรื่องของพี่สาวช่างแต่งหน้า เธอไปคุยกับทางนั้นหน่อยดีไหม”
“คุยอะไร” ผู้ฟังชักสีหน้าทันควัน
“เรื่องเกี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อวานนี้ไง เธอรู้ดีกว่าฉันว่าควรคุยอะไรนะ”
“คุยกับช่างแต่งหน้าไม่สำคัญคนหนึ่งในกองถ่ายน่ะนะ?” เฉินอิ๋งอิ๋งเชิดหน้า “ถึงตอนนี้ฉันจะเป็นแค่ตัวประกอบ แต่หลังจากวันนี้ที่ผู้กำกับเห็นแววนักแสดงในตัวฉัน สถานะช่างแต่งหน้าอย่างหล่อนมีหรือจะเทียบชั้นกับว่าที่นางฟ้าแห่งวงการบันเทิงคนต่อไปอย่างฉัน”
“เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสถานภาพสักหน่อย” มู่เสวี่ยขมวดคิ้ว เตือนด้วยความหวังดี “ทั้งผู้กำกับหวง ทั้งทีมงานช่างแต่งหน้าคนนั้น เธอทำแบบนี้ไม่น่ารักเลยนะ...”
เฉินอิ๋งอิ๋งปล่อยมือจากแขนมู่เสวี่ย
“มันสองคนมีอะไรน่าเสวนา คนหนึ่งด่าฉันเหมือนหมูเหมือนหมา ส่วนอีกคนแค่ทำผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ไม่ยอมรับผิด คนจิตใจคับแคบพรรค์นั้นคงอิจฉาที่ฉันถูกตาต้องใจพี่หมิงกับผู้กำกับเจิ้งเพราะตัวเองไม่มีปัญญาล่ะมั้ง”
“...นี่”
“พูดจริง ๆ นะ ถ้าหากไม่ต้องการให้เอ็กตร้าหน้ากล้องทาลิปสติกสีแดง ช่างแต่งหน้ากับรองผู้กำกับก็ควรสังเกตเห็นแต่แรกสิ ฉันเพิ่งเคยแสดงหนังเป็นครั้งแรกจะไปรู้กฎเกณฑ์บ้าบอของพวกเขามั้ยล่ะ พวกเขาเป็นมืออาชีพไม่ใช่รึไง เอะอะจะมาโทษว่าเป็นความผิดของฉันคนเดียวใช้ได้ที่ไหน ไม่มีเหตุผลที่ฉันต้องไปขอโทษพวกเขาสักนิด”
“...อิ๋งอิ๋ง”
“ยังมี!” เจ้าของชื่อแทรก “เธอบอกว่าฉันไม่น่ารัก แต่พี่หมิงชื่นชมฉันที่ยืนหยัดปกป้องชาวบ้านอย่างกล้าหาญ นี่มันไม่ค่อยเมกเซนส์เท่าไหร่เลยมั้ย?”
มู่เสวี่ยรู้สึกว่าพวกเธอพูดคนละประเด็นกัน
“เรื่องนี้เธอจะโทษฉันงั้นสิ เหมือนสองคนนั้นที่โยนความผิดมาให้ฉัน” เฉินอิ๋งอิ๋งทัดปอยผมปรกหน้าตน มองคู่สนทนาตาขวาง “มู่มู่ เพราะเธอเป็นเพื่อนฉันหรอกนะ ฉันถึงไม่ถือสา”
ทันใดนั้น ผู้ฟังพลันนิ่งงัน
“อ๋อ หรือเธอก็ยังอิจฉาฉันอีกคน? นี่ ไม่เอาสิ ถ้าเธออยากรู้จักพี่หมิงกับผู้กำกับเจิ้งบอกฉันตรง ๆ สิ พวกเราเป็นเพื่อนกัน ฉันจะพาเธอไปแนะนำให้ก็ได้ ตะกี้นี้พี่หมิงก็เรียกชื่อเธอไปแล้วนี่ ถ้าฉันไม่พาเธอมาเจอเขา เขาจะเรียกเธอว่าเสี่ยวมู่ไหม ทำไมเธอต้องมาพูดจาค่อนขอดกันอย่างนี้ด้วยล่ะ”
ความเงียบดำเนินไปอย่างยาวนาน จนกระทั่งมู่เสวี่ยผงกศีรษะ
“...ถ้าเธอคิดแบบนั้น ก็ทำตามเธอที่เธอสบายใจเถอะ ฉันจะไปหาทีมงานทางฝั่งนู้นก่อนแล้วกัน”
“นี่!” ยื่นมือรั้งคนก้าวถอยหลังทำท่าจะจากไปสุดแรง ใบหน้าเฉินอิ๋งอิ๋งบึ้งตึง กระแทกเสียง “จะหนีไปไหน แน่จริงก็พูดให้มันชัด ๆ สิ ทำไมเธอต้องทำตัวอย่างนี้ทุกทีที่ฉันไม่พอใจฮะ”
นัยน์ตาสุกใสดั่งภาพสะท้อนของผิวทะเลสาบไร้คลื่นลมจ้องตาเพื่อนตนนิ่ง
“เพราะเธอเป็นเพื่อนฉันและฉันรู้จักเธอดี ฉันถึงไม่อยากโกรธเธอ” มู่เสวี่ยบอก “เธอเคยบอกว่าฉันเข้าใจเธอที่สุด ส่วนฉันเองก็หวังว่าเธอจะเข้าใจฉันบ้างแม้สักส่วนหนึ่ง”
เฉินอิ๋งอิ๋งพลันกระวนกระวายใจเพราะน้ำเสียงเรียบเฉยจนน่าขนหัวลุกของมู่เสวี่ย ปกติคนตรงหน้ามักมีรอยยิ้มบาง ๆ ประดับหน้าเป็นนิจ ทว่าพอไม่ยิ้มและใช้น้ำเสียงราบเรียบกลับคล้ายทะเลสงบ ก่อนพายุจะมา
“อะไรเล่า ฉัน ฉัน...” ปล่อยมือราวของร้อน เฉินอิ๋งอิ๋งกอดอกดั่งปกป้องปราการ “เธอนั่นแหละผิด! มีอะไรก็ไม่ชอบพูดตรง ๆ !”
ถูกเพื่อนสาวเสียดสี มู่เสวี่ยสะทกสะท้อนใจ
“...เราเป็นเพื่อนกันมาตั้งนาน เธอไม่รู้เชียวหรือว่าฉันเป็นคนยังไง”
“จะไปรู้ได้ไง ฉันไม่ใช่พยาธิในท้องเธอ จะตรัสรู้ไหมว่าเธอคิดอะไร” เฉินอิ๋งอิ๋งอารมณ์เสีย “ใช่สิ ฉันมันผิดเอง ฉันมันไม่น่ารัก ฉันเอาแต่ใจ แต่แล้วจะทำไม ถ้าเป็นเพื่อนกันก็ต้องรับกันได้ทุกเรื่องสิ
“อีกอย่าง สาเหตุที่ฉันทะเลาะกับทีมงานส่วนหนึ่งก็มาจากเธอไม่ใช่หรือ ตอนเธอเปลี่ยนบทกับฉันทำไมเธอไม่เตือนฉันเรื่องลิปสติกล่ะ ฉันยังไม่โทษเธอ แล้วทำไมเธอต้องมาคอยจับผิดฉันด้วย คนอื่นเขาชมว่าฉันกล้าหาญ ชมว่าฉันให้คำแนะนำที่ดีมีประโยชน์ต่อทีมงาน แต่ดูเธอสิ มู่เสวี่ย!”
ฟังคำต่อว่า มู่เสวี่ยไม่อยากเชื่อสิ่งที่ตนได้ยิน เธอเม้มปากจ้องมองเพื่อนสาวอย่างทึ่มทื่อ
แค่ตั้งใจเตือนด้วยความหวังดี ทำไมถึงกลายเป็นอย่างนี้ได้กันนะ?
...เธอไม่เข้าใจเลย
ก่อนเหตุการณ์เลยเถิดไปมากกว่านี้ ทีมงานคนหนึ่งถือกล่องกระดาษพะรุงพะรังมาทางสองสาว ตะโกนเรียกพวกเธอ
“เอ้านี่” กล่องกระดาษแจกจ่ายแก่เด็กสาว “ทีมงานมีคนไม่พอ พวกเธอว่างพอดีนี่ ช่วยขนกล่องพวกนี้ไปทางฝั่งนู้นให้หน่อยสิ”
มองตามทิศทางที่ทีมงานชี้ เป็นตำแหน่งไกลออกไปทางป่าต้นสนหลังโรงเรียนซึ่งกองถ่ายภาพยนตร์ใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำในซีนต่อไป บริเวณนั้นแวดล้อมอยู่ด้วยผู้กำกับเจิ้ง ผู้ช่วย ทีมงานบางตา และเด็กสาวตัวเล็กร่างบางคนหนึ่งที่ยืนเด่นเป็นสง่า ณ เนินเขา
“ของในนี้เป็นอุปกรณ์ประกอบฉากเล็ก ๆ สำหรับซีนถัดไป ส่วนกล่องอีกใบเป็นกล่องรองเท้าของคุณหนูจาง ฉันวานพวกเธอขนไปทางนั้นหน่อย พวกเธอต้องระวังไม่ให้มีอะไรเสียหายนะ เข้าใจไหม”
“เอ๋ คุณหนูจาง จางลี่เซียน?”
เฉินอิ๋งอิ๋งตาโต ไม่คิดว่าตนจะโชคดี ได้พบไอดอลสาวชื่อดังอีกคนโดยไม่ต้องพยายาม
“ใช่สิ เอ้า รีบไปซะ” ไม่ปล่อยโอกาสให้เด็กสาวปฏิเสธ ทีมงานดันหลังพวกเธอทั้งคู่
มู่เสวี่ยถือของอย่างทุลักทุเลตามหลังเฉินอิ๋งอิ๋งไม่ห่าง ขณะย่ำฝ่าเท้าบนพื้นดินขรุขระ ในใจเธอเต็มไปด้วยความสงสัย พอเหลียวหลังกลับมองทีมงานผู้มอบหมายงานอีกครั้ง บุคคลผู้นั้นก็หายไปในฝูงชนแล้ว
ทีมงานคนนั้นบอกว่าพนักงานไม่พอ แต่ที่เต็นท์ข้างหลังพวกเธอยังเห็นทีมงานคนอื่น ๆ เดินขวักไขว่มากมาย ไฉนจึงปล่อยให้เหล่าตัวประกอบอย่างพวกเธอมารับส่งของให้กับดาราหญิงชื่อดังด้วย? ไม่กลัวจะมีเรื่องยุ่งยากหรือ?
คล้อยหลังสองสาว ทีมงานคนดังกล่าวรายงานใครบางคน
“จัดการตามแผนเรียบร้อยแล้วพี่”
“อืม ดีมาก ที่เหลือก็รอให้ ‘อุบัติเหตุ’ เกิดขึ้นกับคุณหนูจาง ยัยพวกนั้นก็ถึงคราวซวยบ้างละ”
เชิงอรรถ บทที่ 8
[1] ขี่หลังเสือยากจะลง (骑虎难下) : เรื่องราวดำเนินถึงจุดหนึ่ง แม้อยากจะหยุดกลางคันแต่ก็ทำไม่ได้เพราะสถานการณ์บังคับ จำเป็นต้องกระทำต่อไป
[2] คางคกคิดจะกินเนื้อหงส์ (癞蛤蟆想吃天鹅肉) : สุภาษิตจีนหมายความว่าการมุ่งหวังสิ่งเกินตัว คล้ายสำนวนไทยว่า หมาเห่าเครื่องบิน / ดอกฟ้ากับหมาวัด
[3] หัวเซี่ย : เป็นคำที่ใช้เรียกแทนคนจีน / ประเทศจีน หัวเซี่ยเป็นชนเผ่าดั้งเดิมซึ่งถือเป็นชนเผ่าต้นกำเนิดของอารยธรรมจีน ชนเผ่าหัวเซี่ยเป็นต้นกำเนิดของชนชาติฮั่นอีกที ซึ่งชนชาติฮั่นถือเป็นชนชาติสำคัญอันเป็นประชากรส่วนใหญ่ในจีน จนปัจจุบันลูกหลานชาวจีนก็ยังบอกว่าตนเองเป็นชาวชนชาติหัวเซี่ย
หมายเหตุ: เมือง T หรือย่อจาก ตี้ตู : ชื่อเมืองอีกชื่อหนึ่งของปักกิ่ง เพื่อความสะดวกและการส่งเสริมจินตนาการของท่านผู้อ่าน ขออนุญาตใช้ตัวอักษรสมมติแทนการยกชื่อเมืองที่มีอยู่จริงในประเทศจีนมาแทนนะคะ
Talk: อุ๊ฟฟฟฟส์ เหมือนจะมีเรื่องยุ่งยากตามมาซะะแล้ววววว รีไรท์แทบไม่มีแก้โครงเรื่องเลยนอกจากเกลาบทบรรยายและบทสนทนาให้ลื่นไหล ต้องเรียกว่าตั้งแต่บทที่ 8 - 15 แทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเนื้อเรื่องเลยแหละค่ะ เพราะเขียนมาพอใจมาก แค่มาเกลา ๆ ภาษาเท่านั้นเอง ดังนั้นบทหลังจากนี้น่าจะอัพนิยายได้เร็วขึ้นนะคะ - คุยเกี่ยวกับเนื้อเรื่อง พาร์จางลี่เซียนเป็นพาร์ทที่เขียนสนุกดีค่ะ หลังจากเขียนนิยายมาหลายเดือน ทำให้รู้ตัวค่ะเราน่าว่าชอบเขียนแนวผู้หญิงนิสัยร้าย ๆ ปากจัด ๆ หน่อย (ดูอย่างอิ๋งอิ๋ง ซูลี่ ลี่เซียน สิคะ แต่ละคน...) 55555 เขียนแล้วไหลลื่นมากเลยล่ะค่ะ - ส่วนบทช่วงท้ายระหว่างมู่มู่กับอิ๋งอิ๋ง เขียนยากพอตัวค่ะ
เวลาเขียนต้องคำนึงถึงความแตกต่างสุดขั้วของนิสัยทั้งสองสาว ทั้งสองคนเป็นเพื่อนที่ต่างกันมากจริง ๆ ไม่ใช่แค่นิสัย บุคลิก มุมมอง การแสดงออก แตกต่างกันมากซะจนวันหนึ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่เป็นผลลัพธ์มาจากการไม่ลงรอยทางความคิด ทั้งคู่เลยยิ่งไม่เข้าใจกันเพราะต่างคนมองต่างมุม
สุดท้ายก็เลยออกมาเป็นรูปแบบนี้ล่ะค่ะ เป็นเพื่อนกันน่ะแตกต่างกันได้ไม่เป็นไร แต่ที่สำคัญคือวิธีการเผชิญหน้ากันว่าทั้งคู่จะเผชิญหน้ากันด้วยวิธีไหน อีกอย่างหนึ่งคือพอแก้ปัญหาเสร็จ จะยินยอมพยายามทำความเข้าใจกันไหม อืม... ไว้มารอลุ้นกันค่ะ
อรัณย์ ARUNNE