โรงเรียนมัธยมปลายวรยุทธ์ตงไห่แห่งที่สามมีการจัดการแบบปิดตาย นักเรียนจะได้รับอนุญาตให้หยุดพักเฉพาะใน่วันหยุดเทศกาลหรือ่สองวันสุดท้ายของเดือนเท่านั้น
ภายในโรงเรียนมีซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ โรงอาหาร และอาคารห้องพยาบาลแยกต่างหาก สภาพการรักษาพยาบาลไม่ได้ด้อยไปกว่าโรงพยาบาลภายนอกเลย ต่อให้แกล้งป่วยก็ไม่มีทางใช้เป็ข้ออ้างเพื่อออกจากโรงเรียนได้
คิดจะหนีออกไปตรง ๆ งั้นเหรอ?
ประตูใหญ่ทั้งสี่ทิศ ตะวันออก ใต้ ตะวันตก และเหนือ ล้วนแต่มียอดฝีมือระดับมหาโธรนยุทธ์ขั้นหกจากทางการคุนหลุนมาประจำการอยู่
เพื่อให้มั่นใจว่าอนาคตของชาติจะปลอดภัย และไม่ถูกสัตว์ร้ายรบกวน
การคิดจะหนีเรียนภายใต้สายตาของระดับมหาโธรนยุทธ์นั้นเป็เพียงความฝันเพ้อเจ้อ
สภาพแวดล้อมเช่นนี้สำหรับพวกห้อง 5 แล้ว มันไม่ต่างอะไรกับการติดคุกเลยสักนิด!
พวกเขารอคอยโอกาสที่จะได้ออกไปดูโลกภายนอกเหมือนรอคอยดวงดาวและดวงจันทร์ และในที่สุดโอกาสนั้นก็มาถึงเสียที!
วินาทีนี้ไม่มีใครสนเื่รักษาท่าทีอีกต่อไป พวกเขาเพียงหวังให้ซูหยางช่วยพาออกไปข้างนอกสักครั้งในวันนี้
ซูหยางถึงกับอึ้งไปเลย
ั้แ่เมื่อไหร่กันที่เขาเคยเห็นพวกห้อง 5 ยอมอ่อนน้อมถ่อมตนขนาดนี้!?
แต่พอมาคิดดูอีกที ก็นับว่าสมเหตุสมผลอยู่
พวกห้อง 5 รักสนุกมาก แต่ในโรงเรียนกลับไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกด้านความบันเทิงใด ๆ เลย แถมสัญญาณโทรศัพท์ในเขตหอพักนักเรียนยังถูกตัดเกือบตลอดเวลา มือถือจึงทำได้เพียงแค่เอาไว้ดูเวลาเท่านั้น
มันมีความรู้สึกเหมือนติดคุกอยู่จริง ๆ นั่นแหละ
แต่ก็นะ... ช่วยไม่ได้
ใครใช้ให้พวกเธอไม่มีปัญญาสอบเข้าโรงเรียนมัธยมแห่งที่หนึ่งกันล่ะ เลยต้องมาลงเอยที่มัธยมแห่งที่สามที่เป็ระบบปิดแบบนี้
เมื่อเห็นทุกคนในห้อง 5 ยอมลดท่าทีลง ซูหยางก็ไม่ได้ลืมตัวจนเหลิง หรือใช้เื่นี้มาข่มขู่พวกเขา
เพราะนั่นขัดกับหลักการศึกษาของเขา
นี่เป็โอกาสทองที่จะสร้างความสัมพันธ์กับพวกห้อง 5 เขาต้องคว้าไว้ให้มั่น
ทว่าการพานักเรียนออกนอกโรงเรียนนั้นยุ่งยากมาก
หากเกิดอะไรขึ้นกับนักเรียนข้างนอกโรงเรียน ครูประจำชั้นจะต้องเป็ผู้รับผิดชอบทั้งหมด
และที่สำคัญ พวกห้อง 5 กลุ่มนี้ก็ขึ้นชื่อเื่การก่อเื่วุ่นวายซะด้วย
ซูหยางครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะชูนิ้วขึ้นมาหนึ่งนิ้วแล้วกล่าวว่า "ครู... พาออกไปได้แค่คนเดียวเท่านั้น และต้องรับประกันว่าจะไม่ก่อเื่เดือดร้อนให้ครู ไม่อย่างนั้นหลังจากนี้ ครูจะไม่พาใครออกไปอีกเลย"
พอสิ้นเสียงคำพูด เหล่านักเรียนห้อง 5 ก็พากันพับแขนเสื้อ ดวงตาทุกคู่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะต่อสู้
"มาเลย!"
"วันนี้จะมีแค่คนเดียวจากห้อง 5 ที่ได้ออกไป!"
ซูหยางเห็นท่าทางเตรียมจะสู้กันจนตัวตายของพวกห้อง 5 เขาก็กลอกตาอย่างเอือมระอา
"เพื่อความยุติธรรม ใช้เป่ายิงฉุบตัดสิน!"
...
ใน่บ่าย หลี่อีิเดินตามหลังซูหยางด้วยความกระวนกระวายใจ เตรียมตัวออกจากโรงเรียน
ซูหยางมองด้วยความสงสัย "เธอชนะเป่ายิงฉุบมาได้แล้ว ทำไมครูไม่เห็นสีหน้าดีใจของเธอเลยล่ะ?"
ผมจะดีใจออกได้ยังไงล่ะครับ?
ถึงแม้เขาจะอยากออกไปข้างนอกใจจะขาด... แต่พอหลี่อีินึกถึงสีหน้าขบเขี้ยวเคี้ยวฟันของคนอื่น ๆ ในห้อง 5 หลังจากที่เขาชนะ เขาก็อดรู้สึกขยาดไม่ได้
"ช่างมันเถอะ ไม่สนใจแล้ว!" หลี่อีิรีบเร่งเร้า "เร็วเข้าครับเหล่าซู ผมไม่ได้เห็นโลกภายนอกมาครึ่งเดือนแล้ว ตอนนี้รอไม่ไหวแล้วครับ"
ซูหยางกะพริบตาปริบ ๆ
ไม่คิดเลยว่าจะโดนเรียกเหล่าซูตรง ๆ แบบนี้
นี่หรือคือมนต์ขลังของการออกจากโรงเรียน?
ซูหยางพาหลี่อีิมาถึงประตูทิศเหนืออย่างรวดเร็ว
ชายชราวัยเกินหกสิบคนหนึ่งนั่งขัดสมาธิหลับตาเฝ้าอยู่ที่ประตู
แม้ใบหน้าจะดูอ่อนโยนมาก แต่อยู่ห่างออกไปก็ยังััได้ถึงแรงกดดันจางๆ
กลิ่นอายของยอดฝีมือระดับมหาโธรนยุทธ์ขั้นหกนั้นช่างดุดันและทรงอำนาจแบบนี้เอง!
"ผู้าุโหลิวครับ"
ซูหยางเอ่ยเรียก ชายชราจึงลืมตาขึ้นเล็กน้อย น้ำเสียงแฝงความเกียจคร้านอยู่หลายส่วน "เสี่ยวซู มีอะไรเหรอ?"
ในขณะที่พูด ชายชราก็เหลือบมองหลี่อีิที่ยืนข้างซูหยาง
หลี่อีิสะดุ้งตัวโยน เขาแอบเบียดตัวเข้าหาแผ่นหลังของซูหยางโดยไม่รู้ตัว
"ผมจะออกไปข้างนอกสักหน่อยครับ นี่คือใบลาที่หัวหน้าระดับอนุมัติแล้ว"
ซูหยางยื่นใบลาที่หลิวเจิ้นเซ็นอนุมัติแล้วให้ผู้าุโหลิว เขากวาดตามองครู่หนึ่งก่อนจะหยุดที่หลี่อีิ "เด็กคนนี้ดูหน้าคุ้น ๆ นะ"
"เหมือนฉันเคยจับตัวได้ครั้งหนึ่ง"
หลี่อีิไม่กล้าส่งเสียงแม้แต่คำเดียว เขาเพียงรู้สึกเสียวแปลบที่ก้นขึ้นมาทันที
ยอดฝีมือเฝ้าประตูโรงเรียนลงมือมีผ่อนหนักผ่อนเบา
ไม่ให้าเ็แม้แต่นิด แต่จะทำให้เจ็บไปเป็สิบวันครึ่งเดือน
หลังจากพวกห้อง 5 โดนกันไปคนละครั้ง ก็ไม่มีใครกล้าแอบหนีอีกเลย
ซูหยางเองก็พอจะรู้ประวัติดำมืดของพวกห้อง 5 อยู่บ้าง เขาแอบขำในใจก่อนจะรีบแก้ต่างให้ "ผมกะจะพาเขาออกไปทำธุระนิดหน่อยครับ"
"อืม ระวังความปลอดภัยด้วยล่ะ"
เมื่อมีซูหยางที่เป็ครูคอยรับรอง ผู้าุโหลิวย่อมไม่ขัดขวาง
หากเกิดเื่ขึ้นนอกโรงเรียน นั่นก็เป็ความรับผิดชอบของซูหยางเอง
พวกคนเฝ้าประตูไม่ชอบสอดรู้เื่ไร้สาระมากนัก
ไม่นาน หลี่อีิก็เดินตามซูหยางออกมาสู่โลกกว้างภายนอก สายตาของเขาเริ่มมองไปทั่วถนนราวกับคนบ้านนอกเข้ากรุง
ดูเอาเถอะว่าเด็กคนนี้ถูกกักขังจนเป็อย่างไร เกือบจะถอยหลังลงคลองกลายเป็มนุษย์ถ้ำไปแล้ว!
"โหยพี่ ดูนั่นสิ ทั้งใหญ่ทั้งขาวเลย!"
"ขายาวมาก! เหมือนนางเอกหนังที่ผมเคยดูเลยครับ!"
ไหน ๆ?
ซูหยางมองตามโดยสัญชาตญาณ ก่อนจะฉุกใจคิดขึ้นมาได้
เชี่ย! เกือบโดนไอ้เด็กนี่ลากลงคลองไปแล้ว!
ที่แท้พวกแกกำลังจ้องเื่นี้อยู่ใช่ไหมเนี่ย!?
ช่างร้ายกาจจริง ๆ!
"แล้วเื่ที่เธอพูดน่ะที่อยู่เว็บอะไร ครูจะได้ไปช่วยวิจารณ์... แค่ก!" ซูหยางกระแอมเบา ๆ "ถ้าเธอยังมองไปทั่วแบบนี้ ครูจะส่งเธอกลับโรงเรียนเดี๋ยวนี้เลย!"
"ออกมาข้างนอกแล้ว ทุกอย่างต้องฟังครู"
"..."
หลี่อีิรีบเบนสายตากลับทันทีและรีบเดินตามซูหยางไป
"เราจะไปไหนกันครับ?"
"สมาคมวรยุทธ์"
หลี่อีิอึ้งไป "ไปทำไมครับ?"
"ถามมากทำไม ตามมาก็พอ"
"นั่งแท็กซี่เถอะครับ! ไกลขนาดนั้นยังจะเดินไปอีกเหรอ? ประหยัดเวลาหน่อย เราจะได้ไปเที่ยวเล่นกันต่อไงครับ"
"ใครบอกว่าจะเดินล่ะ? วิ่งไปสิ เป็การฝึกฝนไปในตัวด้วย!"
"..."
ซูหยางไม่มีทางยอมรับหรอกว่าตอนนี้เขาต้องประหยัดทุกอย่างที่ทำได้ พยายามไม่ควักเงินในทุกจุดที่หลีกเลี่ยงได้
สมาคมวรยุทธ์ไม่ได้ไกลมากนัก ระยะทางสิบกว่ากิโลเมตรสำหรับนักรบแล้ว ใช้เวลาเพียงสิบกว่านาทีเท่านั้น
ทั้งคู่จึงวิ่งเต็มฝีเท้าไปตลอดทาง
แน่นอนว่าต้องหยุดรอสัญญาณไฟจราจรตามกฎ
ไม่นาน ซูหยางก็พาหลี่อีิมาถึงหน้าสำนักงานสมาคมวรยุทธ์เมืองตงไห่
"ครูจะเข้าไปทำธุระข้างใน เธอห้ามเดินไปไหนเด็ดขาด รออยู่ตรงนี้ เดี๋ยวครูกลับมาซื้อส้มให้กิน"
หลี่อีิรีบพยักหน้ารับทันที
เ้าเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาภาคบังคับเก้าปีคนนี้ แม้แต่มุกส้ม*ก็ยังไม่เข้าใจ... ซูหยางบ่นอุบในใจ ก่อนจะกำชับให้หลี่อีิอยู่นิ่ง ๆ อย่าซน แล้วรอจนกว่าเขาจะทำธุระเสร็จ
ทุกปีทางโรงเรียนจะจัดให้มีการตรวจร่างกายบุคลากรครูที่นี่ ซูหยางจึงคุ้นเคยกับเส้นทางเป็อย่างดี เขาเข้าไปในโถงบริการ รับบัตรคิว และรอการประเมินระดับพลัง
กระบวนการทั้งหมดไม่ซับซ้อน เป็การทดสอบด้วยเครื่องจักรล้วน ๆ ก่อนเข้าต้องผ่านการตรวจความปลอดภัยอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันการโกง
ส่วนหลี่อีิที่อยู่ด้านนอกก็บิดี้เี รู้สึกปลอดโปร่งทั้งร่างกายและจิตใจ
ท้องฟ้าข้างนอกดูเหมือนจะแจ่มใสกว่าที่โรงเรียนตั้งเยอะ
เมื่อเห็นซูหยางหายเข้าไปในโถงบริการแล้ว หลี่อีิก็แสยะยิ้ม
คุณคิดว่าผมเป็คนซื่อสัตย์หรือไง?
ในเมื่อได้ออกมาทั้งที ถ้าไม่เที่ยวให้หนำใจก่อนกลับจะเสียเที่ยวได้ยังไง!?
หลี่อีิใส่เกียร์หมาพุ่งตรงไปยังร้านชานมที่อยู่ใกล้ ๆ ทันที
ในโรงเรียนไม่มีชานมหรือชาผลไม้ขายเพื่อโภชนาการที่ดีของนักเรียน หลี่อีิอยากลิ้มลองรสชาตินี้มานานแสนนานแล้ว
"สวัสดีค่ะ รับอะไรดีคะ?"
"เอาชามะนาวเสาวรสแก้วนึงครับ เพิ่มน้ำแข็ง หวานน้อย!"
"ได้ค่ะ รับอะไรเพิ่มอีกไหมคะ?"
หลี่อีิเริ่มมีมโนธรรมขึ้นมาบ้าง เลยตัดสินใจสั่งให้ซูหยางอีกที่
"ขอชามะนาวเสาวรสอีกแก้ว แต่ไม่ต้องใส่เสาวรสนะ แต่ใส่มะนาวมาเยอะ ๆ จนเปรี้ยวตายไปข้างเลยครับ!"
—---
*หมายเหตุ: มุกส้ม (橘子梗) เป็ มุกตลกทางอินเทอร์เน็ตของจีน (จากวรรณกรรมของจูจื้อชิง) ที่ซูหยางใช้ล้อเลียนหลี่อีิว่า ‘ยืนรอตรงนี้นะ เดี๋ยวพ่อไปซื้อส้มมาให้’ ซึ่งหมายถึงการวางตัวเป็พ่อ