ว่านอวิ๋นเฟยเดินนำเหล่าสาวใช้ผู้ติดตามของตนไปยังเรือนหลักด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เมื่อเหล่าสาวใช้ในเรือนหลักเห็นว่าเป็นางก็ต่างพากันก้มหน้าหลบสายตาที่หลบได้ก็รีบหลบที่หลบไม่ได้ก็พยายามทำหน้าที่ของตนเองด้วยความระมัดระวัง การปรากฏตัวของนางทำให้ทุกคนภายในเรือนหลักต่างพากันระมัดระวังไม่เว้นแม้แต่หวังซื่อและว่านอวิ๋นซีที่กำลังกินอาหารเช้าร่วมกันอยู่
“ไม่ได้มาแสดงความกตัญญูต่อท่านแม่มาหลายวันแล้ว หวังว่าท่านแม่จะไม่ถือสาข้านะเ้าคะ” ว่านอวิ๋นเฟยเอ่ยด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
ส่วนหวังซื่อที่ก่อนหน้านี้ยังพอกินอาหารลงได้บ้าง แต่เมื่อรู้ว่าว่านอวิ๋นเฟยมาหาที่เรือน นางถึงกับวางตะเกียบลงในทันที ด้วยรู้สึกว่าการที่ว่านอวิ๋นเฟยมาคงทำให้นางกินอะไรไม่ลงอีกต่อไปแล้ว เช้าวันนี้เป็เช้าแรกที่นางตื่นขึ้นโดยไม่มีเฝยชุ่ยคนปรนนิบัติและดูแลอยู่ข้างกาย จึงทำให้อารมณ์ของนางไม่ค่อยจะดีนัก
เฝยชุ่ยคือสาวใช้ที่ติดตามนางมาั้แ่เด็ก ในยามที่นางได้รับความยากลำบากสาวใช้ผู้นี้ก็คอยช่วยเหลือนางได้ไม่น้อย ในยามนี้เมื่อนางเริ่มจะมั่นคงในจวนตระกูลว่าน นางยังไม่ทันจะได้ตอบแทนสาวใช้ของนางเลย คิดไม่ถึงว่าเด็กเมื่อวานซืนอย่างว่านอวิ๋นเฟยจะทำให้นางต้องทอดทิ้งสาวใช้ที่ผูกพันกับนางมากที่สุดอย่างเืเย็นเช่นนี้
“เ้าล้มป่วย แม่หรือจะกล้าคิดถือสาเ้า” หวังซื่อเอ่ยพลางยกน้ำชาขึ้นมาจิบ เมื่อนางวางถ้วยชาอันว่างเปล่าลงว่านอวิ๋นเฟยก็เดินเข้ามารินน้ำชาให้นางจนเต็มถ้วย
“ท่านแม่ไม่ถือสาก็ดีแล้วเ้าค่ะ น้ำชาถ้วยนี้ถือว่าข้ารินให้เพื่อเป็การขอบคุณท่านแม่ที่หลายวันมานี้คอยดูแลข้าอย่างดีตลอดระยะเวลาที่ข้าป่วยนะเ้าคะ” ว่านอวิ๋นเฟยเอ่ยเช่นนี้มีหรือที่หวังซื่อจะกล้าปฏิเสธ แต่ในขณะที่นางกำลังจะยกถ้วยชาขึ้นมาดื่ม ว่านอวิ๋นเฟยกลับรั้งข้อมือของนางเอาไว้
“คิดอีกทีน้ำชาถ้วยนี้ไม่เหมาะกับท่านแม่สักเท่าไหร่ ปี้อวี้! ชาที่ข้าชงด้วยตนเองเ้านำมาด้วยมิใช่หรือยามนี้น่าจะอุ่นกำลังดีแล้วกระมัง” เมื่อว่านอวิ๋นเฟยเอ่ยเช่นนี้ปี้อวี้ก็หันไปรับถาดที่ใส่ชุดน้ำชาจากสาวใช้รุ่นเล็กที่ยืนอยู่ทางด้านหลังแล้วนำถาดใส่ชุดน้ำชามามอบให้แก่ว่านอวิ๋นเฟยในทันที
“ท่านแม่นี่คือชาที่ข้าชงเองกับมือ ใบชาด้านในมียาบำรุงร่างกายสูตรลับเฉพาะที่ช่วยปรับสมดุลของร่างกายผสมอยู่ด้วย ให้ลูกรินให้นะเ้าคะ” ว่านอวิ๋นเฟยเอ่ยพลางรินน้ำชาที่ปี้อวี้นำมาแล้วยื่นถ้วยชาให้แก่หวังซื่อด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
“พี่หญิงน้ำชาของท่านใส่สิ่งใดมาด้วยก็ไม่รู้ สูตรลับที่ท่านว่าบำรุงร่างกายจริงหรือไม่ก็ยังไม่รู้เลย ท่านจะมาบีบบังคับให้ท่านแม่ดื่มชาของท่านมั่วซั่วเช่นนี้ไม่ได้นะเ้าคะ” ว่านอวิ๋นซีเอ่ยคัดค้านขึ้นมาเมื่อเห็นท่าทีลังเลของมารดา
การกระทำของว่านอวิ๋นเฟยเมื่อคืนนี้ทำให้พวกนางแม่ลูกไม่กล้าคิดว่าว่านอวิ๋นเฟยคือลูกไก่ในกำมือของพวกนางอีกต่อไปแล้ว แต่อาจจะเป็งูพิษที่พร้อมจะแว้งกัดพวกนางได้ทุกเมื่อ ของกินที่ว่านอวิ๋นเฟยนำมามีหรือที่นางจะยินยอมให้มารดาดื่มกินง่ายๆ
“น่าเสียดายยิ่งนัก ในเมื่อท่านแม่ไม่กล้ารับความหวังดีของข้าเช่นนั้นข้าก็คงต้องดื่มเองเสียแล้ว” เมื่อเอ่ยจบว่านอวิ๋นเฟยก็ดื่มชาถ้วยนั้นจนหมดถ้วย แล้วจ้องมองหวังซื่อและบุตรสาวของนางด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยัน
“ก่อนหน้านี้ไม่ว่าท่านแม่ส่งสิ่งใดไปให้ลูกไม่เคยระแวงเลยสักนิดยินยอมกินดื่มอย่างเชื่อฟัง คิดไม่ถึงว่าตนเองเกือบถูกสาวใช้ผู้หนึ่งของท่านแม่ทำร้ายเอา แต่ท่านแม่กลับหวาดระแวงข้า แม้แต่ชาที่ใส่ยาบำรุงธรรมดาก็ยังคิดรังเกียจ เฮ้อ ช่างน่าน้อยใจยิ่งนัก” ว่านอวิ๋นเฟยเอ่ยมาเช่นนี้ทำให้หวังซื่อถึงกับต้องกำผ้าเช็ดหน้าในมือแน่นเพื่อสงบสติอารมณ์
ที่นี่คือเรือนใหญ่ของตระกูล ไม่ว่าพวกนางจะทำอะไรมีสีหน้าเช่นไรล้วนไม่พลาดไปจากสายตาที่คอยเฝ้าจับตามองหลายคู่เ่าั้ไปได้
“เ้า้าอะไรก็พูดมาตามตรง อย่าได้มัวอ้อมค้อมตีวัวกระทบคราดอยู่เลย” หวังซื่อเอ่ยถามว่านอวิ๋นเฟยด้วยน้ำเสียงแ่เบา
“ยามนี้ข้าหายป่วยดีแล้ว ได้ยินมาว่าจวนตระกูลลิ่วของลิ่วฉางโหวกำลังจะจัดการวันเกิดให้แก่ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลลิ่วซึ่งท่านแม่ย่อมได้รับเชิญเป็แน่ ข้าในฐานะบุตรสาวคนโตของท่านพ่อย่อมสมควรที่จะไปร่วมอวยพรฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลลิ่ว หวังว่าท่านแม่จะยอมอนุญาตให้ข้าติดตามท่านไปด้วยนะเ้าคะ”
“แต่ว่าสุขภาพของเ้าไม่ค่อยจะดีนัก ข้าไม่อยากให้เ้าต้องเหน็ดเหนื่อยมากจนเกินไป” คำพูดนี้ของหวังซื่อทำให้ว่านอวิ๋นเฟยยิ้มออกมาในทันที
“ท่านแม่คิดมากจนเกินไปแล้ว ยามนี้สุขภาพของข้านั้นดียิ่ง ตระกูลลิ่วคือตระกูลเดิมของท่านยายของข้า ยามนี้ข้าเติบใหญ่แล้วก็สมควรที่จะไปคารวะแสดงความกตัญญูต่อญาติทางฝ่ายมารดาของข้าบ้าง” ว่านอวิ๋นเฟยเอ่ยพลางหันไปมองว่านอวิ๋นซีแล้วก็พลันยิ้มเยาะออกมา
“อีกไม่กี่ปีน้องหญิงเองก็จะเข้าพิธีปักปิ่นแล้ว ญาติผู้ใหญ่ทางฝั่งตระกูลหวังก็ต่างล้มหายตายจาก ไม่มีสักคนที่จะมาเป็หน้าเป็ตาให้เ้าได้ หากข้าไปช่วยพูดจาดีๆ กับญาติผู้ใหญ่ทางท่านแม่ของข้าสักหลายประโยคไม่แน่ว่าพวกนางอาจจะยินยอมมาร่วมในพิธีปักปิ่นของเ้าเพื่อช่วยให้เ้าดูมีหน้ามีตามากยิ่งขึ้นก็เป็ได้” คำพูดนี้ของว่านอวิ๋นเฟยทำให้สายตาของว่านอวิ๋นซีแทบจะลุกเป็ไฟในทันที แต่เพราะมารดาส่ายหน้าห้ามเอาไว้นางจึงได้พยายามเก็บสีหน้าของตนเองลง
“เื่ของซีเอ๋อคงต้องพึ่งพาเ้าแล้วจริงๆ ต้องโทษข้าที่ถือกำเนิดในตระกูลต่ำต้อยทำให้ไม่มีญาติทางมารดาที่จะช่วยเชิดหน้าชูตาให้แก่ซีเอ๋อได้” หวังซื่อเอ่ยด้วยสีหน้าที่ดูน่าสงสารแต่ว่านอวิ๋นเฟยกลับไม่ได้สนใจท่าทีเสแสร้งของนาง
“เช่นนั้นเื่งานเลี้ยงที่จวนตระกูลลิ่วท่านแม่ยินยอมให้ลูกติดตามไปด้วยได้แล้วนะเ้าคะ ต้องขอบคุณท่านแม่มากเ้าค่ะ” ว่านอวิ๋นเฟยเอ่ยพลางหันไปวางถ้วยชาลงบนถาดน้ำชาที่ปี้อวี้ถือรออยู่
“ถ้าเช่นนั้นลูกก็ขอตัวกลับก่อนนะเ้าคะ หวังว่าอาหารในวันนี้จะถูกปากของท่านแม่นะเ้าคะ เมื่อเช้าลูกส่งคนไปกำชับที่โรงครัวเป็พิเศษว่าให้พิถีพิถันกับอาหารของท่านแม่ให้มากสักหน่อย” ว่านอวิ๋นเฟยเอ่ยพลางย่อกายคารวะเอ่ยอำลาเพียงแ่เบาแล้วเดินนำคนของนางกลับเรือนของตน
“เพล้ง! เพล้ง! ลูกทนไม่ไหวแล้ว ท่านแม่เหตุใดท่านจึงได้ยอมให้นางวางอำนาจบาตรใหญ่เหนือท่านเช่นนี้เล่าเ้าคะ” ว่านอวิ๋นซีกวาดอาหารทั้งหมดบนโต๊ะตกลงพื้นด้วยอารมณ์อันฉุนเฉียว เสียงจานชามหล่อนกระแทกพื้นดังลั่นไปทั้งเรือน เศษอาหารกระจายเกลื่อนจนเต็มพื้นแม้แต่ชายแขนเสื้อและชายกระโปรงของนางก็ล้วนเปรอะเปื้อนไปด้วยเศษอาหารจนไม่น่าดู
“สงบอารมณ์ของตนเองเดี๋ยวนี้ ถ้าหากว่าเ้ายังอยากใช้ชีวิตดีๆ อยู่ อย่าได้เอานิสัยใจร้อนของเ้ามาแสดงให้ผู้อื่นเห็นเช่นนี้” หวังซื่อดุบุตรสาวด้วยน้ำเสียงกดต่ำ นางใช้สายตาสั่งให้สาวใช้ช่วยกันเก็บกวาดเศษจานชามและเศษอาหารที่กระจายเต็มพื้นด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยจะดีนัก
“ซีเอ๋อ นางยโสโอหังเช่นนี้ใช่ว่าจะไม่ใช่เื่ดี เ้าต้องพยายามใจเย็นเข้าไว้ ที่นางพูดมาล้วนถูกต้องทุกอย่าง พวกเรายังต้องใช้ประโยชน์จากนางอยู่” หวังซื่อเดินไปกุมมือบุตรสาวแล้วกระซิบเอ่ยวาจากับบุตรสาวด้วยน้ำเสียงแ่เบา
“ลูกเกลียดนางยิ่งนัก”
“แม่ก็ไม่ต่างจากเ้าหรอก วางใจเถิดสักวันความหยิ่งผยองของนาง แม่ช่วยจะกระชากลงมากองไว้แทบเท้าให้เ้าเอง ถึงวันนั้นเ้าจะจัดการกับนางอย่างไรแม่ล้วนตามใจเ้าทั้งสิ้น” หวังซื่อเอ่ยกระซิบสัญญาพลางจูงมือของบุตรสาวเข้าไปในห้องชั้นในเพื่อให้สาวใช้ช่วยดูแลเื่เสื้อผ้าที่สกปรกของนางได้สะดวกขึ้น