“ไหวแน่นะยอดรัก”
ศรวัณอยากจะถอนหายใจแรง ๆ อยู่หรอกนะก็พี่คายเล่นถามซ้ำเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้แต่เพราะสีหน้าและน้ำเสียงห่วงใยนี่แหละที่ทำให้เขาไม่กล้าบอกความจริงไปว่า...อากาศที่ร้อนอบอ้าวทำให้อาการปวดศีรษะที่เป็นอยู่หนักขึ้น มิหนำซ้ำยังรู้สึกปวดเมื่อยตามตัวและร้อน ๆหนาว ๆ จนคิดว่าอาการไข้ที่ดีขึ้นแล้วอาจจะกลับมาเป็นหนักอีกรอบ
“ไหวฮะ พี่คายไม่ต้องห่วงผมถึงขนาดนี้ก็ได้ผมแค่ป่วยนิดเดียวเอง ตอนนี้ก็ดีขึ้นเยอะแล้วล่ะ อีกอย่างหวาย ตอเต่าและแว่นก็อยู่พวกนั้นไม่ปล่อยให้ผมเป็นอะไรแน่”
“ยอดรัก!”
“พี่คายอย่าโกรธซิครับ ผมรู้ว่าพี่เป็นห่วง”ศรวัณจับแขนพี่คายมาโอบรอบกายตัวเอง พลางเอนศีรษะอิงกับไหล่กว้าง“แต่ผมไม่ได้ป่วยหนักขนาดต้องประคบประหงบอย่างกับเด็กนะครับ”แต่โคตรรู้สึกดีที่มีพี่คายอยู่ใกล้ ๆ เท่านั้นแหละรู้สึกดีต่อใจที่สุดที่มีคนคอยดูแลแบบนี้
“ความเป็นห่วงมันห้ามกันไม่ได้พี่อยากเป็นคนปกป้องดูแลยอดรัก แต่พี่กลับทำไม่ได้”คายพูดเสียงเศร้าด้วยรู้สึกไม่ดีเลยที่ปกป้องยอดรักไม่ได้ถึงตอนนี้เขายังแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้เลยยังคงหาตัวการที่คอยทำร้ายยอดรักไม่ได้เลย แม่ง...ไอ้เลวนั่นเป็นใครกันแน่วะ แล้วมันเรื่องอะไรกันแน่ทำไมถึงได้คอยเล่นงานยอดรักอยู่แบบนี้
ถ้าคิดไปว่า...ยอดรักไปทำอะไรให้ใครไม่พอใจแต่นับตั้งแต่ที่เขาเจอและอยู่กับยอดรักมาแทบไม่มีสักครั้งที่อีกฝ่ายจะไปหาเรื่องคนอื่นก่อนหรือแม้กระทั่งถูกหาเรื่องหาราวยอดรักก็ยังพยายามหลีกด้วยการถอยห่างหรือไม่ถ้าหากจวนตัวจริง ๆ ก็จะยอมเป็นฝ่ายยอมรับผิดและเอ่ยคำขอโทษด้วยซ้ำเขาพยายามขบคิดจนปวดหัว แต่ก็ยังหาคำตอบไม่ได้
“แค่ที่พี่ทำให้ผม มันก็ดีมากแล้วครับไม่เคยมีใครทำให้ผมแบบนี้ พี่รู้ไหม ผมรู้สึกดีแค่ไหนที่มีพี่อยู่ใกล้ ๆมันดีจนผมรู้สึกกลัว...กลัวว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันจะไม่ใช่ความจริงกลัวว่าตอนนี้ผมกำลังฝันดีอยู่ แต่พอตื่นมา...ทุกอย่างกลับไม่เป็นอย่างที่ผมฝันผมกลัว...กลัวมากเลยครับ” ศรวัณพูดเสียงเบา เคยได้ยินคนเขาพูดกันว่า ให้ระวังเวลาที่คนเรามีความสุขมาก ๆ เพี้ยงเสี้ยววินาทีถัดไปเราอาจจะต้องประสบกับความทุกข์อย่างไม่คาดฝัน เขาไม่อยากเป็นอย่างนั้น
คายจับกายเพรียวค่อนข้างอวบขึ้นมานั่งบนตักพลางโอบแขนรัดรอบเอวสอบ มือข้างหนึ่งจับคางยอดรักเอาไว้
“ถ้าไม่อยากให้สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงแค่ความฝันก็เปิดใจยอมรับพี่สักทีซิ...รออยู่จนจะทนไม่ไหวแล้วนะ”สัญญาผูกมัดได้เพียงแค่ร่างกายแต่ไม่ใช่หัวใจที่ถ้าอยากได้ของแลกเปลี่ยนกับใจยอดรักไม่ใช่อะไรก็ได้แต่ความสำคัญมันจะต้องเท่ากันหรือมากกว่าเท่านั้น!
“พี่รอผมอีกหน่อยไม่ได้เหรอครับ” เออ...กูนะช่างกล้าพูดออกมาได้ แต่ก็คุ้มค่าอยู่นะเห็นพี่คายยิ้มอย่างสดชื่นแจ่มใสแล้วรู้สึกเหมือนโลกมันสว่างไสวอยากยิ้มตามยังไงก็ไม่รู้
ศรวัณอดคิดไม่ได้...ใจเขาคงจะเกาะติดคายอยู่นานแล้วไม่อย่างนั้นมันคงจะไม่หวั่นไหวไปกับทุกการกระทำของพี่คายใจที่เปิดรับคนตัวใหญ่เข้ามามีบทบาทในทุกการดำรงอยู่ของชีวิต ง่าย ๆ สั้น ๆคือ...เขาได้มอบใจให้กับพี่คายไปเรียบร้อยแล้ว แต่ถ้าถามว่าทำไมถึงยังลังเลที่จะมอบกายให้ทั้งที่คนเราเมื่อมีความรักมันจะยอมให้คนที่รักไปหมดทุกอย่าง หากผมกลับลังเลไม่ใช่ว่ารักน้อยไป แต่คงเป็นเพราะความกลัวที่ยังคงเกาะกุมใจอยู่คงเป็นเพราะ...กลัวว่าสุดท้ายแล้วคนที่อยู่ใกล้คนนี้จะหายไปที่มันทำให้ผมคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมาคือผมกำลังตกอยู่ในห้วงแห่งความฝัน
“ถ้าเรา...ชอบกันจริง ๆ มันไม่ง่ายเลยนะครับ”ศรวัณพูดเสียงเบาและก้มหน้าเศร้า ๆ ลงมองสองมือที่จับกันไว้ถึงเขาจะมีครอบครัวอยู่ แต่คนเหล่านั้นก็ไม่ค่อยจะสนใจเขาสักเท่าไหร่จะรักจะชอบใครก็ไม่มีใครห้าม ไม่มีใครขัดขวางหรือแม้กระทั่งตักเตือนหรือห้ามปรามว่านั่นไม่ดี ไม่ควรจะทำ
ถ้ามีเพียงคนสองคน...ทุกเรื่องมันก็ไม่ยากเกินไปทว่า...
“พี่ไม่ได้ตัวคนเดียวนะครับ พี่มีครอบครัวมีคนที่ต้องห่วงใย คนพวกนั้นเขาจะรู้สึกยังไง เขาจะรับกันได้ไหมถ้าหากพี่จะมาชอบผมที่เป็นผู้ชาย” มันไม่ใช่เรื่องง่าย ๆสำหรับคนเป็นพ่อเป็นแม่ที่จะยอมรับว่าลูกของตัวเองไม่เหมือนคนอื่นยิ่งเลือกที่จะรัก...เพศเดียวกันอีก
มันรู้สึกดี...ดีจริง ๆที่รู้ว่าศรวัณแคร์ความรู้สึกของคนรอบตัวเขา “ไม่ต้องห่วงหรอกพ่อกับแม่พี่ท่านใจดี พี่เชื่อว่า ไม่ว่าลูกจะเป็นยังไง ท่านต้องรับได้อยู่แล้ว”เขาเชื่อว่าไม่ว่าเขารักใคร พ่อกับแม่จะรักด้วย แต่ถึงพ่อกับแม่จะรับไม่ได้ถึงท่านจะคัดค้าน ก็ใช่ว่าเขาจะยอมปล่อยมือ ปล่อยศรวัณไปเขาพร้อมที่จะต่อพิสูจน์ให้ท่านรู้จะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้อยู่กับคนที่ถูกลิขิตมาให้เติมเต็มส่วนที่ขาดหายไป
ภายใต้โลกแสนกว้างใหญ่บูด ๆ เบี้ยว ๆ ใบนี้แม้นมีผู้คนดาษดื่นรายล้อมรอบ แต่บ่อยครั้งที่เขายังคงรู้สึกว่าโดดเดี่ยวมองรอบกายแล้วมันเหงาและอ้างว้างเสียจนไม่รู้จะพูดออกมาได้ยังไง
...เคยรู้สึกบ้างไหม แม้มีคนที่รักอยู่ข้างกายแต่ก็ยังรู้สึกว่านั่นยังไม่ใช่สิ่งที่ใจปรารถนามันยังไม่ใช่สิ่งที่ต้องการอย่างแท้จริง...
...เคยไหมที่ไขว่คว้า ค้นหาแต่กลับคว้าได้เพียงแค่ความว่างเปล่า…
...เคยรู้สึกไหมว่ากำลังรอคอยใครบางคนที่จะมาอยู่เคียงข้างกัน...
...บางครั้งก็อยากเดินจับมือกับใครคนนั้นมีบางคราที่เพียงแค่นั่งเงียบ ๆ ใกล้ ๆ กันก็เพียงพอแล้วมีเหมือนกันที่อยากจะเดินทางท่องเที่ยวไปกับคนที่รู้ใจมีอีกหลายครั้งที่อยากจะทำอะไรด้วยกัน เพื่อเป็นความทรงจำดี ๆ ที่มีร่วมกัน...
...สำคัญคืออยากมีคนที่อยู่เคียงข้างกันจากปัจจุบันจวบจนแก่เฒ่า...
พอได้มาเจอกับคนนี้ แวบแรกที่เห็นหน้าหัวใจมันกระตุกทันที ความรู้สึกบอก อยากเห็น...อยากรู้ ในวันหนึ่ง ๆคนคนนี้ทำอะไรบ้าง อยากนอนหลับเคียงข้าง ได้กดกอดแนบชิดตื่นนอนแล้วเห็นคนนี้อยู่ข้างกาย สมองยังไม่ทันจะได้สั่งการอะไรเขาก็ไม่รู้ตัวเหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น อยู่ดี ๆ เขาก็นั่งอยู่ใกล้ ๆกับคนคนนี้เสียแล้ว
“อีกอย่างพี่ก็ไม่ใช่ลูกชายคนโต...ที่จะต้องมีทายาทเพื่อสืบทอดตระกูล”
ถ้ารักจะคบกัน ก็ไม่ควรมีเรื่องปิดบังกันเพราะเขาถือคติที่ว่า เรื่องบางเรื่อง ควรบอกให้รู้ควรพูดให้เข้าใจกันตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะบางครั้งเรื่องที่เราคิดว่าเป็นแค่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไม่มีอะไรเลยแต่คนที่ได้ฟังเขาอาจจะไม่คิดแบบนั้น เรื่องเล็กน้อยที่อาจจะกลายเป็นชนวนก่อเกิดคลื่นพายุระลอกใหญ่ที่โหมซัดกระหน่ำเข้ามาในชีวิตทำเกิดหายนะได้
“แต่ไม่ว่าหนทางข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นเพียงแค่ยอดรักยอมเปิดใจ ยอมสู้เพื่อจะได้อยู่เคียงข้างพี่ไม่ว่าจะต้องพบเจอปัญหาอะไร พี่ก็พร้อมจะฝ่าฟัน...เพื่อให้เราได้อยู่ร่วมกัน”ในความเข้าใจไม่ต้องคิดหาเหตุผลอะไรมารองรับ คงใช้เพียงความรู้สึกที่มีเท่านั้น
หากตัดเรื่องสัญญาที่เขาคิดว่าไม่ได้มีอยู่จริงหันมามองสิ่งที่เกิดขึ้น ทุกการกระทำทุกคำพูดของพี่คายตอกย้ำให้ศรวัณรับรู้ถึงความจริงใจและเอาใจใส่กันเสมอเขาควรจะเลิกกลัวแล้วใช่ไหมเขาควรจะยอมรับความจริงของใจตัวเองที่เกิดขึ้นแล้วใช่ไหม
“มันยากที่จะยอมรับนะพี่ แต่...” ศรวัณยิ้มอย่างอาย ๆแบบว่ามันเขินมากเลยที่จะพูดออกไป “ผมว่า ผมชอบพี่นะ อื้อ...”
ไม่ทันจะสิ้นคำพูดศรวัณดีเลยคายก็จับปลายคางไว้แล้วกดจูบลงมา
‘อื้อฮือ...จูบพี่คายเร่าร้อนรุนแรงจนผมหายใจไม่ทันแล้วนะ’ ศรวัณรีบร้องประท้วงออกไป
“พี่คายนะ ไม่ต้องมาหัวเราะเลย จูบอย่างนี้ถ้าผมหายใจไม่ออกขึ้นมา จะทำไงเล่า” เว้ย!พี่คายชอบทำให้เขาอายจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนแบบนี้ทุกทีมันน่าทุบให้หลาบจำเสียจริง
“เขาให้หายใจทางจมูก ไม่ใช่ปาก...จูบอีกได้ไหม”
อื้อ...จะขอทำไมเล่า ถ้าสุดท้ายก็ไม่ฟังคำตอบนะหาเฮ้อ! สุดท้ายเขาก็โดนพี่คายจูบจะจนคิดว่าปากเจ่อแล้วล่ะแต่ก็ต้องยอมรับนะ พอยอมรับว่าตัวเองรู้สึกยังไงกับพี่เขารสชาติของจูบมันก็เปลี่ยนไป มันเร่าร้อนดูดดื่มก็จริงแต่มันแฝงความหวานละมุนเอาไว้ด้วย อื้อ...อยากโดนจูบอีกหลาย ๆ ทีจังเอ่อ...ความหื่นนี่มันติดต่อกันได้ไหมศรวัณคิดว่าตนเองชักจะหื่นเหมือนพี่คายแล้วนะ
“เอาไว้คราวหน้านะ พี่จะจูบ...ให้หมดทั้งตัวเลย”คายพูดเสียงนุ่มพลิ้ว พลางกดปากลงบนแก้มนุ่มฟอดใหญ่
ฉิบหายแล้วพี่คายแม่ง...หื่นจนศรวัณคิดว่า...ถ้าถูกกดติดเตียงเมื่อไหร่ได้รู้คำที่เขาพูดกันว่า ‘ฟ้าเหลือง’ เป็นแน่ เปลี่ยนใจตอนนี้ทันไหมครับ...
“เอ่อ...ไปกันดีกว่าฮะ ตอเต่าคงมารอแล้ว”ขืนอยู่กันสองต่อสองนานกว่านี้...เขาคงจะไม่ได้ไปมหาลัยและมีโอกาสที่จะถูกพาเข้าห้องทำอย่างที่รู้ๆ กันอยู่อย่างเร็วแน่เลย
“พี่ไม่ทำอะไรเราตอนนี้หรอกแต่หายป่วยเมื่อไหร่...มันก็ไม่แน่” คายกดปิดปากของคนน่ารักจูบเคล้าบดคลึงสลับขบกัดกลีบปากนุ่มก่อนจะสอดเรียวลิ้นเข้าไปกวาดไล้หาความหวานจากโพรงปากอุ่นจวบจนพอใจจึงยอมหยุดจูบ
“พี่คายนะ” ศรวัณประท้วง ไม่ใช่อะไรคือมันวูบวาบในท้องแบบแปลก ๆเพราะจูบของพี่คายที่ทั้งอบอุ่นและอ่อนหวานจนเขาเหมือนกับไอศกรีมที่ถูกแดดจนละลาย
“เฮ้อ! เสียดายจัง”
ศรวัณตวัดค้อนคนตัวใหญ่ที่ใบหน้าแสดงออกถึงความดีใจและยิ้มจนกว้างคิดผิด...กลับไปคิดใหม่ทันไหมนี่ เฮ้อ!
“ไปกันได้แล้วฮะ” ขืนอยู่ต่ออีกหน่อยอาจเป็นเขานี่แหละที่จะชวนพี่คายขึ้นเตียง
“ไปได้ยังไงกันล่ะ ยอดรักยังไม่อ้อนพี่เลยนะ”
หือ...อ้อน? ต้องอ้อนอะไรอีก?
หัวคิ้วศรวัณขมวดเข้าหากันก่อนจะหน้าร้อนผ่าวเมื่อสบกับสายตาคมเข้มวามวาวของพี่คาย
“ก็...จูบกันแล้วนี่ฮะ”
“นั่นพี่จูบยอดรักนะ แต่ยอดรักยังไม่จูบพี่เลยนี่น่า”
อ่า...เขาก็หน้าเหวอไปซิครับ พี่เขาเล่นพูดแบบนี้แล้วเวลาก็...ศรวัณก้มหน้าลงมองนาฬิกาข้อมือที่ถ้าไปช้ากว่านี้เขาอาจจะเข้าห้องเรียนไม่ทัน
“หลับตาก่อนได้ไหมฮะ...ผมเขิน”
พอพี่คายหลับตาศรวัณก็รีบแนบปากลงไปบนปากหนาก่อนจะรีบถอยออกมาแต่กลับถูกพี่คายรั้งตัวเอาไว้และกดจูบอย่างหนักหน่วงลงมาเสียเองเขาประท้วงก็ไม่ได้ เลยต้องยอมให้พี่แกจูบจนพอใจนั่นแหละ
“ที่เราทำนะ เขาไม่เรียกว่าจูบหรอกนะ แต่ไม่เป็นไรเดี๋ยวพี่จะสอนให้ จะได้เอาไว้เอาใจพี่ไง” คายตวัดปลายนิ้วบนจมูกเล็ก
นั่นไง เขาว่าแล้วแต่ก็เอาเถอะ...ความสุขพี่คายก็คือความสุขของเขานั่นแหละ
“ค่อย ๆ สอนผมนะฮะ ผมเป็นพวกโง่และโง่ต้องสอนต้องย้ำบ่อย ๆ ถึงจะเข้าใจ” คำพูดของเขาคงถูกใจคุณพี่เขาแหละถึงได้ยิ้มกว้างและดวงตาก็เป็นประกายสดใสด้วย
“ไปกันเถอะ ก่อนที่พี่จะทนไม่ไหว”
ไม่ต้องรอให้พี่แกชวนครั้งที่สองศรวัณรีบก้าวลิ่ว ๆ ไปนอกห้องนอนที่ตอนนี้เพทายรอจะไปม.อยู่แล้วที่พอเห็นเขากับพี่คายเดินออกมาก็รีบหยิบกระเป๋าเดินลิ่ว ๆนำเขาไปอย่างเร็วด้วยใบหน้าที่ไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่