ซูหยุนยืนเอามือไพล่หลังอยู่บนแท่นหินยกสูง กวาดสายตามองเหล่าศิษย์สายนอกที่มีสีหน้าแตกต่างกันไปเบื้องล่าง ในใจรู้สึกพอใจเงียบๆ...
อืม ไม่เลว ศิษย์ส่วนใหญ่ยังอยู่ที่ ขั้นทะเลิญญา มีส่วนน้อยที่ก้าวเข้าสู่ ขั้นสร้างรากฐาน แล้ว และพวกหัวกะทิไม่กี่คนที่ยืนอยู่หน้าสุดนั้น ดูเหมือนขาข้างหนึ่งจะก้าวเข้าไปแตะขอบเขต ขั้นผลัดเปลี่ยนกายา บ้างแล้ว...
หารู้ไม่ว่าเหล่าศิษย์ด้านล่างต่างก็มองเขาด้วยความประหลาดใจสุดขีด นี่มันไอ้หนุ่มหน้ามนที่เดินยิ้มร่าไปทั่วเมื่อวานไม่ใช่เรอะ? ไหงจู่ๆ กลายมาเป็ผู้ดูแลศิษย์สายนอกไปได้? แถมที่สำคัญ... ระดับพลังแค่นี้เนี่ยนะ?
ตามธรรมเนียมปกติ คนที่สำนักส่งมาดูแล อย่างน้อยๆ ต้องมีระดับ ขั้นผลัดเปลี่ยนกายา ขึ้นไป พวกเขาถึงจะไม่กล้าหือ แต่นี่ซูหยุนมีแค่ ขั้นสร้างรากฐาน่ปลาย โดๆ เด่ๆ แบบนี้ เกรงว่าจะเอาน้องๆ ไม่อยู่เสียแล้วกระมัง... หลายคนเริ่มมีความคิดลองของผุดขึ้นในหัว
ซูหยุนกวาดตามองปราดเดียวก็อ่านความคิดพวกนี้ออก เขายิ้มอย่างอ่อนโยน... ไม่ยอมรับงั้นรึ? ดี! แบบนี้แหละถูกใจ ถ้าพวกเ้าเชื่องเหมือนลูกเจี๊ยบ ข้าก็อดหาเื่ระบายอารมณ์น่ะสิ
เขายืนจ้องหน้าทุกคนโดยไม่พูดอะไร เหล่าศิษย์ก็จ้องกลับ บรรยากาศตึงเครียดจนเดาไม่ออกว่าผู้ดูแลคนใหม่จะมาไม้ไหน
ผ่านไปครู่ใหญ่ ซูหยุนถึงเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มเป็กันเอง "ข้าคือ ซูหยุน ผู้ดูแลคนใหม่ มาใหม่วันแรก ยังไงก็ฝากเนื้อฝากตัวกับศิษย์พี่ศิษย์น้องทุกคนด้วย"
พอได้ยินคำพูดอ่อนน้อมถ่อมตน ศิษย์สายนอกยิ่งได้ใจ พลังกากแล้วยังใจฝ่ออีกเหรอเนี่ย? แต่ติดที่ตำแหน่งผู้ดูแลค้ำคออยู่ เลยไม่มีใครกล้าโห่ฮาออกมา แต่พวกหัวโจกแถวหน้านั้นเก็บอาการไม่อยู่ สายตาฉายแววดูแคลนชัดเจน
ซูหยุนยังคงทำท่าทางเกียจคร้าน "ข้ารู้นะว่าพวกเ้าหลายคนคงไม่สบอารมณ์ คิดในใจว่า ไอ้หมอนี่มีดีอะไร แค่ขั้นสร้างรากฐานริอาจมาเป็หัวหน้า?... เอาล่ะ! ข้าเป็คนแฟร์ๆ และชอบใช้กำลังในการเจรจาที่สุด! วันนี้ข้าจะเปิดโอกาสให้ใครที่ไม่พอใจ ก้าวออกมา! มาดวลกับข้าสักตั้ง! ถ้าเ้าชนะ ต่อไปนี้เ้าจะทำอะไรในเขตนี้ข้าจะไม่ยุ่งแม้แต่ปลายก้อย! แต่ถ้าแพ้... ต่อไปข้าสั่งให้ไปตายก็ต้องไป!"
สิ้นเสียงประกาศ ลานกว้างก็แตกฮือเหมือนผึ้งแตกรัง
"ผู้ดูแลคนใหม่สมองกลับรึเปล่าเนี่ย?"
"นั่นสิ ข้าอยู่นี่มาสิบปี เพิ่งเคยเจอคนบ้าแบบนี้"
"โอ้โห พี่ชายอยู่มาสิบปีเลยรึ คารวะๆ!"
"ฮ่าๆ ไม่ต้องเกรงใจกันหรอกน้องชาย"
...
ในที่สุด หัวโจกแถวหน้าก็ส่งสายตารู้กัน หนึ่งในนั้นก้าวออกมาข้างหน้า สายตาท้าทาย "ถ้าพวกเราพลั้งมือหนักไป ท่านผู้ดูแลอย่าถือโทษโกรธเคืองนะขอรับ!"
ซูหยุนตาเป็ประกาย ตบเข่าฉาด "เยี่ยม! ข้าชอบลูกผู้ชายใจนักเลงแบบเ้าจริงๆ!"
พูดไม่ทันขาดคำ ร่างของเขาก็พริ้วไหวราวกับภูตพราย โผล่พรวดไปอยู่ตรงหน้าศิษย์คนนั้นในชั่วพริบตา! ท่ามกลางสายตาตกตะลึง ซูหยุนวางมือแปะลงบนบ่าของอีกฝ่ายเบาๆ ราวกับพี่ชายทักทายน้องชาย
"ไม่ต้องเกร็ง... ถ้าเ้าทำให้ข้าขยับได้แม้แต่ก้าวเดียว ข้าจะยอมรับว่าเ้าแน่!"
ศิษย์ผู้นั้นรู้สึกเหมือนโดนูเาทั้งลูกหล่นทับ! พลังปราณอันแข็งแกร่งมหาศาลทะลักเข้าสู่ร่างกาย ปิดกั้นจุดชีพจรทุกจุดจนขยับไม่ได้แม้แต่ปลายนิ้ว ร่างกายท่อนล่างจมฮวบลงไปในดินครึ่งตัว! แข้งขาอ่อนเปลี้ยหมดสภาพในพริบตา...
ศิษย์ด้านหลังมองซูหยุนด้วยสายตาเหยียดหยาม... ไอ้นี่มันเล่นทีเผลอนี่หว่า! ไร้ยางอายสิ้นดี!
แต่พวกหัวกะทิที่เหลือกลับหน้าเครียด... คนทั่วไปอาจดูไม่ออก แต่พวกเขารู้ดี คนที่โดนตบจมดินเมื่อกี้คือ เกาผิง ยอดฝีมืออันดับต้นๆ ของศิษย์สายนอก ต่อให้โดนลอบกัด แต่คนระดับเกาผิงไม่มีทางที่จะหมดสภาพโดยไม่ทันได้ตอบโต้แบบนี้แน่ เว้นแต่ว่า... ความห่างชั้นของพลังมันมากเกินไป!
ซูหยุนทำหน้าสำนึกผิด "อุ๊ยตาย ขอโทษที มือหนักไปหน่อย อย่าโกรธกันนะ" ...ย้อนคำพูดของเกาผิงกลับไปได้เจ็บแสบนัก
เขากวาดตามองหัวโจกที่เหลือ แล้วฉีกยิ้มใสซื่อ "พวกเ้า... เข้ามาพร้อมกันเลยดีกว่า!"
ครืนนน!
เสียงคำรามต่ำๆ ดังออกมาจากร่างของซูหยุน ราวกับมีสายฟ้าฟาดฟันอยู่ในเส้นชีพจร
พวกหัวโจกหน้าซีดเผือด แต่ศักดิ์ศรีมันค้ำคอ จะถอยก็เสียหมา แถมอีกฝ่ายกดดันมาขนาดนี้ ขืนมัวแต่เก๊กหล่อทีละคนมีหวังโดนเก็บเรียบ คิดได้ดังนั้นก็เลิกอาย รุมกินโต๊ะมันเลยละกัน!
ซูหยุนเห็นคนกลุ่มนั้นพุ่งเข้ามาพร้อมอาวุธและคาถา เขายืนนิ่งไม่ขยับ เพียงแค่กางแขนออกแล้วะเิพลังปราณกระแทกสวนออกไป!
ตูม!
กลุ่มหัวโจกรู้สึกเหมือนวิ่งชนกำแพงเหล็กที่มองไม่เห็น พลังปราณของพวกเขาแตกกระเจิง ร่างลอยละลิ่วปลิวว่อนไปคนละทิศละทาง ตกกระแทกพื้นดังแอ้ก! เืลมปั่นป่วนจนลุกไม่ขึ้น...
ลานกว้างเงียบกริบเป็ป่าช้า... ทุกคนกลืนน้ำลายดังเอือก นี่มันเื่บ้าอะไรกัน? ทำไมไอ้ผู้ดูแลนี่มันถึงแกร่งเวอร์ขนาดนี้? พลังระดับนี้มันน้องๆ ขั้นผลัดเปลี่ยนกายาแล้วมั้ง!
ซูหยุนยืนยืดเส้นยืดสายอย่างสบายอารมณ์... อืม ของเขาดีจริง! ยอมจ่ายค่าผ่านทางให้โม่หินไปตั้งเยอะ แลกกับพลังปราณบริสุทธิ์ระดับปีศาจแบบนี้ ถือว่ากำไรเห็นๆ!
เขายืนเอามือไพล่หลังวางมาดปรมาจารย์ผู้ไร้เทียมทาน ความฮึกเหิมแล่นพล่านจนเกือบจะะโออกมาว่า "ยังมีใครอีกไหม?!"
แต่ไม่มีใครกล้าหือ
ทันใดนั้น ซูหยุนชี้นิ้วไปที่ศิษย์คนหนึ่งที่อยู่ระดับขั้นสร้างรากฐานตอนต้น ตวาดเสียงดัง "เ้ายิ้มอะไร!"
ศิษย์คนนั้นทำหน้างงเป็ไก่ตาแตก "หะ... อะไรนะขอรับ?"
"ข้าถามว่าเ้ายิ้มอะไร?" ซูหยุนถามย้ำด้วยความอดทน
"ข้าไม่ได้ยิ้ม!" ศิษย์คนนั้นแทบร้องไห้
บ้าไปแล้ว! เห็นคนเก่งๆ ลงไปนอนกองเป็ผักปลาแบบนั้น ใครมันจะกล้ายิ้ม! อ้อ ลืมไป มีคนหนึ่งจมดินอยู่ครึ่งตัวด้วย!
ซูหยุนทำหน้าขรึม "เมื่อวานเ้ายิ้ม! ตอนข้าทักเ้า ข้าจำได้ว่าเ้าแอบยิ้มเยาะข้า!"
พ่อมึงสิ... ศิษย์คนนั้นสบถในใจ
แต่ซูหยุนไม่สนเหตุผล สะบัดมือวูบหนึ่ง ศิษย์คนนั้นก็ปลิวลงไปนอนกองกับพื้น
จากนั้นมหกรรม ชี้ตัวผู้ต้องหา ก็เริ่มขึ้น
"เ้า! เ้าด้วย... แล้วก็เ้า! เมื่อวานพวกเ้าหัวเราะเยาะข้าทุกคน!"
เงาร่างของซูหยุนวูบไหวไปมา เดี๋ยวตบ เดี๋ยวผลัก เพียงชั่วพริบตา คนที่ยังยืนอยู่บนลานก็เหลือไม่ถึงครึ่ง...
ซูหยุนขมวดคิ้ว เหมือนยังไม่สะใจ สายตาเล็งไปที่เป้าหมายถัดไปที่ยืนอยู่ไม่ไกล...
ศิษย์คนนั้นสะดุ้งโหยง รีบละล่ำละลักแก้ตัว "ท่านผู้ดูแล! เมื่อวานข้าไม่ได้ยิ้มนะ! ข้าไม่เห็นท่านด้วยซ้ำ!"
ซูหยุนยิ้มหวาน "รู้น่าๆ ข้ารู้..."
"แต่ว่า..." เขาเปลี่ยนน้ำเสียงเป็ห่วงใย "ดูเ้าสิ ยืนมาตั้งนานแล้ว ไม่เมื่อยแย่เหรอ? นอนพักสักงีบเถอะน่า..."
ศิษย์คนนั้นสมองแล่นปรู๊ดปร๊าดอย่างไม่เคยเป็มาก่อน เขาพยักหน้ารัวๆ "ท่านผู้ดูแลพูดถูก! ยืนนานๆ มันเมื่อยจริงๆ ด้วย..."
ปากพูดไป ตัวก็ค่อยๆ เอนลงไปนอนราบกับพื้นอย่างว่าง่าย... เขาคิดได้แล้วว่า ยอมนอนเองดีกว่าโดนตบจนต้องนอน อย่างน้อยก็ไม่เจ็บตัว!
ซูหยุนตาเป็ประกาย... ไอ้หนุ่มนี่มีแววรุ่ง!
"เ้าชื่ออะไร?"
"ข้าน้อยชื่อ จางซาน ขอรับ"
ซูหยุนพยักหน้า "จางซาน... อืม เ้าเป็คนว่านอนสอนง่าย ข้าจำเ้าได้แล้ว"
จางซานดีใจจนเนื้อเต้น แค่นอนเฉยๆ ก็ได้เป็เด็กปั้นของผู้ดูแลแล้วเหรอเนี่ย?
ซูหยุนหันไปมองคนที่เหลือ ทำหน้าสงสัย "พวกเ้าไม่เหนื่อยกันรึ?"
ถึงตอนนี้ ใครยังไม่เข้าใจก็สมควรไปเกิดใหม่ได้แล้ว! คนที่หน้าบางหน่อยก็หาข้ออ้างกันพัลวัน
"โอ้ย... เมื่อวานฝึกวิชาธาตุไฟเข้าแทรก... ขอนอนพักแป๊บ..."
"แรงกระแทกเมื่อกี้ทำข้าช้ำใน... ต้องนอนรักษาตัว..."
"ภารกิจเมื่อสามปีก่อนทำพิษ... ข้าไม่ไหวแล้ว..."
"ไอ้บ้า! ภารกิจสามปีที่แล้วมันเกี่ยวอะไรวะ!"
ส่วนพวกหน้าหนาหน่อย ก็หลับตาปี๋ ทิ้งตัวลงนอนตึงกันดื้อๆ
ในที่สุด... ทั้งลานกว้างก็เหลือเพียงซูหยุนยืนเด่นเป็สง่าอยู่คนเดียว
เขายิ้มอย่างพึงพอใจ รู้สึกสบายตัวสุดๆ กระแอมไอหนึ่งทีแล้วประกาศ "เอาล่ะ! วันนี้ถือว่าเราได้ทำความรู้จักกันแล้ว แยกย้ายกันไปทำมาหากินเถอะ..."
พูดจบก็เดินเอามือไพล่หลัง จากไปดื้อๆ ทิ้งปริศนาธรรมไว้ให้งงเล่น
เหล่าศิษย์ที่นอนเกลื่อนพื้นมองหน้ากันเลิ่กลั่ก... อะไรของมันวะ? นึกว่าจะอบรมสั่งสอน หรือตั้งกฎระเบียบเข้มงวดเพื่อสร้างบารมี ไหงตบคนเสร็จแล้วก็เดินหนีไปเฉยๆ?
ผ่านไปครู่ใหญ่ ศิษย์คนหนึ่งก็พูดขึ้นด้วยเสียงสั่นๆ "พวกเ้าว่า... เขาแค่อยากจะหาเื่ตบพวกเราเล่นเฉยๆ รึเปล่า..."
อีกคนพยักหน้าเห็นด้วย "ข้าว่า... เป็ไปได้สูง..."
"โรคจิตชัดๆ!"
"ชู่ววว! เบาได้เบา! พวกเ้าไม่รู้เหรอว่าหมอนั่นมันเ้าคิดเ้าแค้นแค่ไหน... อยากโดนตบอีกรอบรึไง!"
"เออจริง! เงียบๆ ไว้ดีกว่า!"
...
หลังจากวันนั้น ทุกคนต่างเตรียมใจว่าวันที่สองซูหยุนต้องออกมาวางมาดตั้งกฎแน่ๆ... แต่ซูหยุนไม่มา...
วันที่สาม... ก็ยังไม่มา...
วันที่สี่... วันที่ห้า...
จนกระทั่งทุกคนรักษาอาการช้ำในหายดี และเริ่มจะลืมเลือนผู้ดูแลจอมเพี้ยนคนนี้ไปแล้ว... ซูหยุนก็โผล่หัวออกมา!
และที่น่าตกตะลึงยิ่งกว่าคือ... เขาก้าวเข้าสู่ ขั้นผลัดเปลี่ยนกายา เรียบร้อยแล้ว!
ที่ศิษย์พวกนั้นเดากันไว้ไม่ผิดเลย ซูหยุนไม่ได้สนเื่กฎระเบียบอะไรทั้งนั้น เขาแค่อยากหาเื่ระบายความคันไม้คันมือเฉยๆ วันนั้นพอกลับถึงเรือนพัก เขาก็โยนงานบริหารทั้งหมดให้จ้าวหู่จัดการ ส่วนตัวเองก็ปิดประตูนั่งตบยุง... เอ้ย นั่งบำเพ็ญเพียร!
หลังจากผลาญสมบัติที่ปล้นมาจากกัวเลี่ยงจนเกลี้ยงคลัง ในที่สุดระดับพลังของเขาก็ทะลวงเข้าสู่ขั้นผลัดเปลี่ยนกายาตอนต้น!
พลังปราณในกายไม่เพียงแต่อัดแน่นขึ้น แต่ยังไหลมารวมกันที่ทะเลความรู้ ก่อตัวเป็ทะเลสาบขนาดย่อม หากเทียบกับตอนขั้นสร้างรากฐานแล้ว ปริมาณพลังต่างกันราวฟ้ากับเหว
แต่ตอนนี้... เขาต้องเผชิญกับด่านทดสอบแรกที่แท้จริงของผู้ฝึกตน
ขั้นผลัดเปลี่ยนกายา คือการสลัดทิ้งกายเนื้อแบบปุถุชน เพื่อหวนคืนสู่สภาวะบริสุทธิ์ไร้มลทินดั่งทารกแรกเกิด
ในขั้นตอนนี้ ผู้ฝึกตนต้องแยกพลังปราณออกเป็เส้นสายเล็กละเอียดนับล้านสาย แทรกซึมเข้าไปในทุกอณูของร่างกาย เพื่อขับไล่ สิ่งสกปรก ที่สะสมมาั้แ่เกิดให้ออกไปจนหมดสิ้น
ร่างกายของผู้ฝึกตนแม้จะแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไป แต่เมื่อเทียบกับพลังปราณอันเกรี้ยวกราดแล้ว มันก็เปราะบางราวกับกระดาษ ขั้นตอนนี้จึงต้องทำอย่างระมัดระวังที่สุด พลาดนิดเดียวอาจหมายถึงรากฐานเสียหาย หมดอนาคตในวิถีเซียนทันที
ร่างกายมนุษย์ซับซ้อนยิ่งนัก สิ่งสกปรกมักซุกซ่อนอยู่ในส่วนลึกที่สุด การจะขับออกให้หมดจดนั้นยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร ผู้ฝึกตนทั่วไปทำได้แค่เจ็ดส่วนก็ถือว่าหรูแล้ว และรีบทะลวงด่านต่อไป ผลที่ตามมาคือร่างกายกับพลังปราณจะไม่ประสานกันร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะส่งผลเสียต่อการฝึกขั้นสูงและทำให้พลังฝีมือลดทอนลง
ซูหยุนเข้าใจหลักการนี้ดี ยิ่งกายเนื้อบริสุทธิ์มากเท่าไหร่ การโคจรพลังและการใช้อิทธิฤทธิ์ก็จะยิ่งลื่นไหลไร้ที่ติ และด้วยความที่พลังปราณของเขาบริสุทธิ์ระดับพรีเมียมจากโม่หิน ขั้นตอนนี้สำหรับเขาจึงง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก
ดังนั้นเขาจึงไม่รีบร้อน ทะลวงด่านเสร็จปุ๊บ แทนที่จะนั่งปรับสมดุลพลัง เขากลับรีบแจ้นออกจากถ้ำทันที...
ทำเอาชาวเขายอดเขาชุ่ยเวยขวัญผวา... กลัวว่าไอ้ผู้ดูแลสติเฟื่องคนนี้ จะงัดไม้เด็ดอะไรออกมาเล่นงานพวกเขาอีก...