
แต่แม้เสียงของพายุจะดังสักเท่าไร เสียงหัวเราะของพ่อกลับดังยิ่งกว่า
เป็เสียงหัวเราะที่ไร้ความสุขอย่างสิ้นเชิง มันเป็เสียงหัวเราะของคนบ้าคลั่ง เสียงหัวเราะของคนที่ผิดหวังกับชีวิต เสียงหัวเราะของคนล้มเหลว เสียงหัวเราะของคนที่ถูกแย่งชิงทุกสิ่งทุกอย่างไป
ตอนนั้นดามิซไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ได้แต่คิดว่ามันคงมีส่วนเกี่ยวพันกับเื่ของแม่กับนายซัลลัมนั่นไม่มากก็น้อย
จนเมื่อกองทัพทรายสามารถเอาชนะความแข็งแกร่งของกระจกรถได้ เม็ดทรายนับร้อยนับพันกรูกันเข้ามาทิ่มแทงเขาเสียจนเ็ปไปทั่วร่าง เขาโผเข้ากอดมารดาเอาไว้ด้วยความกลัว ท่ามกลางเสียงหัวเราะของบิดาที่ดังก้องไม่หยุด จนในที่สุดก็สลบไปจนกระทั่งพายุสงบ
ตอนนั้นเราไม่เหลืออะไรเลย พายุทะเลทรายทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง รถยนต์เสีย ข้าวของกระจัดกระจาย แต่พ่อยังคงหัวเราะอยู่ ดามิซไม่รู้ว่าท่านหัวเราะอย่างต่อเนื่องมาจากเมื่อคืนหรือเปล่า หรือท่านอาจจะสลบไปก่อนแล้วตื่นขึ้นมาหัวเราะใหม่ เขาไม่มีทางรู้ได้เลย รู้เพียงแต่ว่าท่านก็ยังคงหัวเราะอยู่เท่านั้น
ทว่าแม่แตกต่างจากพ่ออย่างสิ้นเชิง ท่านเอาแต่ร้องไห้ ตอนนั้นดามิซไม่รู้จะทำอะไรได้นอกจากกอดแม่เอาไว้แล้วมองดูพ่อที่ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้เลย
จนกระทั่งพวกโจรทะเลทรายซึ่งคอยซ้ำเติมกองคาราวานที่ประสบภัยจากพายุร้ายผ่านมา พวกมันจึงจัดการเก็บข้าวของเครื่องใช้ของพวกเราไปจนหมดสิ้น พ่อไม่มีท่าทีจะต่อสู้ ท่านเอาแต่หัวเราะจนถูกโจรคนหนึ่งฟันเอาด้วยดาบยาวโค้งที่หลังด้วยความรำคาญ นั่นทำให้พ่อเงียบลงในที่สุด
ส่วนแม่ก็ถูกพวกมันฉุดกระชากไปจากอ้อมกอดของเขา พวกมันข่มขืนท่านต่อหน้าเขา หลังจากนั้นก็พาแม่ของเขาขึ้นม้าหายลับไปพร้อมกับลมทะเลทรายที่ทำให้ดามิซแสบร้อนไปทั้งตัว
พวกโจรไม่ทำอะไรเขาเพราะเห็นว่ายังเด็ก แต่ไม่ใช่เพราะพวกมันมีใจอ่อนโยนสงสารเด็กหรอกนะ หากเป็เพราะว่า พวกมันคิดว่าเด็กอย่างเขาคงไม่สามารถอยู่รอดได้ตามลำพังกลางทะเลทรายอันกันดารอย่างนั้นต่างหาก
ดามิซซึ่งเป็เพียงเด็กชายจึงได้แต่นั่งช็อกตัวแข็งอยู่กับภาพของบิดาที่ชุ่มโชกไปด้วยเื เขาเห็นน้ำตาของท่าน น่าแปลกที่เขารู้สึกว่าการที่น้ำตาของท่านไหลออกมานั้นเป็การแสดงอารมณ์ที่แท้จริงของท่านออกมาได้เป็อย่างดี ต่างจากเสียงหัวเราะก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิงเลยทีเดียว
แล้วในที่สุดแสงแดดที่แผดจ้ากลางทะเลทรายก็ทำให้ดามิซสลบไป ก่อนจะฟื้นขึ้นมาอีกทีในห้องสีขาวที่ประดับประดาไปด้วยเครื่องเรือนเก่าแก่โบร่ำโบราณ เขามารับรู้ภายหลังว่ากองคาราวานของแคว้นอับดุลมุอิซซึ่งเป็แคว้นที่ผลิตน้ำมันได้เป็อันดับหนึ่งของประเทศเป็กลุ่มคนที่ช่วยเขาเอาไว้
ดามิซกับบิดาซึ่งรอดตายมาได้อย่างปาฏิหาริย์ถูกพาตัวมาที่คฤหาสน์ของชี้คดาวุด อับดุลมุอิซ ผู้ครองแคว้นอับดุลมุอิซผู้มั่งคั่ง เขากับพ่อได้รับการรักษาอย่างดี ทว่าพ่อของเขาก็สาหัสเกิดกว่าที่จะเยียวยาให้หายได้ หมอบอกกับดามิซว่าท่านคงจะมีเวลาอยู่บนโลกนี้อีกไม่เกินสามวัน
ทว่า มันก็เป็สามวันที่ทำให้ดามิซรับรู้เื่ราวทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับท่านได้
ก่อนตาย บิดาของดามิซได้เล่าเื่ทั้งหมดให้เขาฟัง รวมทั้งเื่ที่ค้างคาใจของเขามานานเกี่ยวกับมารดาและนายซัลลัมนั่นด้วย
“ไอ้ซัลลัมกับไอ้อะดีบมันรวมหัวกันโกงพ่อ พวกมันใช้โรงแรมบุรูก อัล-อาหรับมาสูบเงินพ่อไปจนหมด ธนาคารที่พ่อกู้เงินมาลงทุนก็เป็พวกเดียวกับมัน แล้วมันยังใช้เล่ห์เหลี่ยมกับแม่ของลูก หลอกลวงว่าหากยอมนอนกับพวกมันแล้ว พวกมันจะยอมปล่อยพ่อ”
“แล้วทำไมพ่อถึงยอม” ดามิซท้วงตามประสาเด็ก ดวงตาและพวงแก้มของเขาชุ่มไปด้วยน้ำตา “พ่อไม่รักแม่เหรอ”
“พ่อไม่รู้ลูก” ท่านเอื้อมมืออันสั่นเทามาลูบศีรษะเขา “กว่าที่พ่อจะรู้ มันก็สายไปเสียแล้ว จำได้ไหมว่าพ่อมาถึงทีหลังลูกในวันนั้น”
