ฝากติดตามนิยายเสียงของไรท์ด้วยค่ะhttps://m.youtube.com/watch?v=FGhTXePOIcU
--------------------------------
หลังเล่าเื่ราวทุกอย่างจบ เฉิงตงขอให้ซูเหวินและซูลี่ไปเก็บข้าวของและเดินทางไปกับพวกเขา
ซูเหวินหน้าแดงเล็กน้อยก่อนจะกล่าวขึ้นว่า
"ข้าวของที่ต้องเก็บ เอ่อ คาดว่าจะไม่มีขอรับ"
เมื่อมองไปที่สภาพบ้านของพวกเขา เฉิงตงได้แต่เอามือเกาหน้าแก้เก้อเล็กน้อย พวกเขาคงอยู่อย่างยากลำบากมากจริงๆ
แต่ซูลี่กลับมีท่าทีอึกอัก จนเฉิงตงต้องถามขึ้นว่า
"คุณหนู ท่านมีอันใดหรือ"
"เอ่อ ข้าหิว"
เมื่อกล่าวจบ เสียงท้องของนางก็ดังขึ้นเพื่อยืนยันคำพูดของนาง จนซูลี่อดหน้าแดงขึ้นไม่ได้
คนในกลุ่มองรักษ์จึงอาสาจัดการไก่สองตัวนั้นทำเป็อาหารเช้า ก่อนออกเดินทาง
จางเหมยยังไม่ได้จากไปไหน นางอดไม่ได้ที่จะสอดปากถามขึ้นว่า
" ท่านองครักษ์ ถ้าอย่างนั้น นาง เอ่อ น้องซูลี่กับพี่ซูก็ต้องตามพวกท่านกลับเมืองหลวงงั้นหรือ"
"ใช่สิ่ เ้ามีปัญหาอันใดหรือ"
เฉิงตงถามอย่างสงสัย ความจริงเขาสงสัยมานานแล้วว่าแม่นางผู้นี้คือใครกัน ถึงได้มายุ่งวุ่นวายอยู่ที่บ้านหลังนี้
จางเหมยกรอกตาไปมาสองครั้งอย่างเ้าเล่ห์ นางก็อยากไปเมืองหลวงด้วยเหมือนกันนะ นางจึงรีบพูดขึ้นว่า
"ข้าเป็ว่าที่คู่หมั้นพี่ซูเหวิน"
ทุกคนในที่นี้มองไปที่ซูเหวินเป็ตาเดียวกันด้วยความสงสัย
ซูเหวินที่ถูกกล่าวถึงมีสีหน้างุนงงไม่แพ้กัน ก่อนจะกล่าวขึ้นว่า
"ข้าไปเป็คู่หมั้นของเ้าั้แ่เมื่อใดกัน"
จางเหมยกรอกตาไปมาอีกครั้งก่อนจะตอบว่า
"ข้าชอบท่าน ข้ารู้ว่าท่านก็พึงพอใจข้า เราต่างคนต่างชอบพอกันและกัน ในอนาคตอย่างไรท่านย่อมไปสู่ขอข้า จึงกล่าวว่าท่านเป็ว่าที่คู่หมั้นข้า"
นางรีบหาเหตุผลขึ้นมากล่าวอ้าง นางมีพ่อเป็ถึงหัวหน้าหมู่บ้าน หน้าตานางก็สวยกว่าสาวในหมู่บ้านคนอื่นๆ จะมีเหตุผลอะไรให้เขาปฏิเสธนาง จากที่ฟังเฉิงตงเล่า ซูเหวินน่าจะมีฐานะไม่น้อยในเมืองหลวงแน่นอน นางต้องรีบจับเขาไว้ให้แน่น ก่อนที่เขาจะหลุดมือไป
ทุกคนหันไปมองทางซูเหวินอีกครั้ง
ซูเหวินเบิกตากว้างมองไปทางคนนั้นทีคนนี้ทีอย่างขอความช่วยเหลือ เขาไปพึงพอใจจางเหมยตอนไหนกัน
"เอ่อ แม่นางจางเหมย ข้าแสดงออกตอนไหนว่าพึงพอใจเ้า"
แม้แต่คำเรียกขานเขาก็เรียกเต็มยศ
"ท่าน ท่านจะไม่ผิดชอบข้างั้นหรือ"
ผู้คนที่ได้ยินพากันเบิกตากว้างมองไปทางซูเหวิน ลูกองรักษ์ซูเป็คนไม่มีความรับผิดชอบเช่นนั้นหรือ
ซูเหวินเริ่มโกรธขึ้นมาบ้างแล้ว เขาเหลือบตามองไปทางซูลี่นิดหนึ่งแล้วเอ่ยด้วยเสียงดังขึ้นว่า
"แม่นางจางเหมย เ้าพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร"
"เวลาข้าหาบน้ำที่หนักๆจากแม่น้ำ ท่านมักให้ความช่วยเหลือข้า เวลาข้ามาขอยืมฟืนจากท่าน ท่านก็ไม่เคยปฏิเสธ นี่ไม่เรียกว่าชอบพอข้า แล้วจะเรียกว่าอะไร"
จางเหมยพูดอย่างมั่นใจ
ลูกน้องหนึ่งในกลุ่มเฉิงตงหัวเราะพรืดออกมา ก่อนจะพูดว่า
"แบบนี้ไม่เรียกว่าชอบพอ เขาเรียกว่ามีน้ำใจ เ้ารู้จักหรือไม่"
"ไม่จริง หากไม่ชอบพอข้า จะมาช่วยข้าทำไม ท่านว่าจริงหรือไม่"
นางคิดเช่นนี้จริงๆ ก่อนส่งสายตาไปทางซูเหวินอย่างยั่วยวน
"ข้าว่าแม่นางจางเหมยคงเข้าใจผิด"
ซูเหวินพูดออกมาอย่างหนักแน่น เขาไม่สนใจสายตาของจางเหมยแม้แต่นิดเดียว
เมื่อได้ยินเช่นนี้จางเหมยได้แต่อับอายจนวิ่งหนีไป
ทุกคนได้แต่ถอนหายใจแล้วกลับไปทำหน้าที่ของตัวเอง
ไก่สองตัวถูกย่างจนหอนกรุ่น ผู้คนในลานบ้านต่างแยกย้ายจัดการ
จวบจนยามเฉิน ผู้คนเตรียมออกเดินทาง แต่กลับมีเสียงโหวกเหวกดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมเสียงสะอื้นดังไม่หยุด
"พวกเ้าจะไปไหน ซูเหวินเ้าทำอะไรกับลูกสาวข้า เ้าต้องรับผิดชอบ"
หัวหน้าหมู่บ้านเดินมาด้วยหน้าตาบึ้งตึง จ้องไปทางซูเหวินราวกับจะกินเืกินเนื้อ เขาพาชายหนุ่มในหมู่บ้านติดตามมาอีกสามคน เตรียมมาเอาเื่ซูเหวินเต็มที่
ซูเหวินมองตอบด้วยสีหน้างุนงง ก่อนจะถามขึ้นว่า
"ท่านหัวหน้าหมู่บ้านจางเกิดอันใดขึ้นขอรับ"
"ยังมีหน้ามาถามอีกหรือ เ้ารังแกลูกข้าร้องห่มร้องไห้จนไม่กล้าไปพบหน้าใครแล้ว เ้ายังไม่รับผิดชอบอีกงั้นหรือ"
หลังจากที่จางเหมยวิ่งจากไป นางได้แต่ร้องไห้แล้วก็พึมพำว่าไม่มีหน้าไปพบผู้คนอีก ทำให้พ่อของนางเข้าใจผิด จางเหมยก็ไม่คิดแก้ความเข้าใจผิดนั้น หวังว่าพ่อของนางออกหน้าจะช่วยให้นางสมหวังได้
แต่ความคิดนั้นเป็อันต้องพับเก็บเมื่อมีเสียงหนึ่งดังขึ้น
" ท่านหัวหน้าหมู่บ้านจาง พี่ชายข้าแค่ช่วยเหลือแม่นางจางเหมยยกน้ำ และให้นางยืมฟืน ถึงกับต้องรับผิดชอบนางอย่างไรงั้นหรือเ้าคะ เช่นนั้นต่อไปคงไม่มีใครกล้าช่วยเหลือแม่นางจางเหมย ด้วยกลัวว่าจะต้องรับผิดชอบนางในภายหลังกระมัง"
เสียงพูดไม่แข็งไม่อ่อนทำให้ผู้คนในที่นี้มองไปที่ซูลี่ ั้แ่ต้นจนจบนางไม่ได้พูดอะไรสักคำเดียวจนถึงตอนนี้ พอนางพูดขึ้นมา ทั่วทั้งลานถึงกับเงียบกริบ หัวหน้าหมู่บ้านมองไปทางลูกสาวของตนที่ก้มหน้างุดลงไป เขาถึงได้เข้าใจว่านางทำให้ตนเข้าใจผิดจนต้องออกหน้ามาเช่นนี้ เขาได้แต่มองไปทางจางเหมยก่อนถามขึ้นเสียงเข้มอีกครั้งว่า
"เป็เช่นนั้นหรือ"
ต่อหน้าผู้คนมากมาย จางเหมยรู้แล้วว่าไม่สามารถโกหกได้ จึงได้แต่พนักหน้าช้าๆ ก่อนจะก้มหน้าสะอื้นตามเดิม
หัวหน้าผู้ใหญ่บ้านรู้สึกเสียหน้าอย่างยิ่ง จึงตะคอกว่าจางเหมยไปหลายคำ ก่อนจะกล่าวขอโทษซูเหวินแล้วรีบกล่าวลา
เมื่อจบเื่กลุ่มคนทั้งหมดได้ออกเดินทางสู่เมืองหลวง
ระยะทางค่อนข้างไกล หากขี่ม้าใช้เวลาเพียง 4-5 วัน แต่หากเดินทางด้วยรถม้าใช้เวลาถึง 8-9 วัน บวกกับซูลี่ที่เพิ่งฟื้นจากการาเ็ ทำให้การเดินทางกินเวลาถึง 12 วัน
เมื่อเข้าวันที่ 12 ขบวนคนทั้งหมดเข้าสู่เมืองหลวง มุ่งหน้าสู๋จวนเสนาบดีไป๋ ผู้มีฐานะเป็ลุงของซูลี่
เฉิงตงเป็องรักษ์คนสนิทของเสนาบดีไป๋ จึงเข้าจวนอย่างไม่ติดขัด เมื่อเข้าสู่จวน เฉิงตงขอให้ทั้งสองรอที่ห้องรับรอง ก่อนจะไปรายงานเสนาบดีไป๋
ซูเหวินและซูลี่นั่งรอที่ห้องรับรอง ห้องรับรองตกแต่งอย่างเรียบหรู ของทุกอย่างบ่งบอกว่ามีราคา แต่มีสิ่งใดบ้างที่หลี่มามาอย่างนางไม่เคยเห็น ปกตินางใช้ชีวิตอยู่ในวังหลวงที่แสนหรูหรา แม้นางจะเป็เพียงข้ารับใช้ แต่นางก็เป็ข้ารับใช้ที่ได้รับเกียรติอย่างมากจากแม่ของแผ่นดิน ทำให้ข้าวของเครื่องใช้แทบจะเทียบได้กับจวนเสนาบดีแห่งนี้
ทางด้านซูเหวินแม้เขาจะคอยดูแลซูลี่และเติบโตอยู่ในป่าเขานานนับสิบปี แต่เขาก็เคยอยู่ในจวนตระกูลซู ทำให้เขาไม่ตื่นเต้นมากนัก
ครู่หนึ่งมีเสียงทักทายดังขึ้นจากทางหน้าประตู
"เ้าคือซูลี่งั้นหรือ หลานลุงมาให้ลุงดูใกล้ๆ ทีสิ้"
ซูลี่เดินเข้าไปใกล้ๆ อย่างว่าง่าย แต่นางกลับหยุดยืนตรงหน้าผู้เป็ลุงในระยะห่างสองก้าวพอดิบพอดี ธรรมเนียมที่ว่าชายหญิงไม่ควรอยู่ใกล้ชิดกัน แม้จะเป็ลุงกับหลานก็ไม่ยกเว้น เสนาบดีไป๋ตาเป็ประกายด้วยความประหลาดใจ หลานสาวของเขาถูกพาตัวหนีไปหลบซ่อนในป่าเขา ั้แ่อายุยังไม่เต็ม 3 ขวบดี เวลาผ่านไปเกือบ 12 ปี แม้ผิวของนางจะแห้งกร้านดำคล้ำ รูปร่างผอมบาง แต่กริยามารยาทราวกับเติบโตในจวนชนชั้นสูง ธรรมเนียมที่ควรรู้นางก็สามารถปฏิบัติได้อย่างไม่มีบกพร่อง ทำให้เขารู้สึกประหลาดใจมาก แต่เขาก็พึงพอใจมาก ก่อนจะกล่าวขึ้นว่า
"ดีๆ ดวงตาเ้าช่างเหมือนแม่ของเ้ายิ่งนัก" เสนาบดีไป๋กล่าวไปพลางสำรวจนางไปพลาง ก่อนจะกล่าวต่อว่า
"เ้าคงได้ยินเื่ร่าวคร่าวๆ บ้างแล้ว ตอนนี้จวนซูกำลังซ่อมแซม เ้าก็พักที่นี่ให้สบายใจก่อนเถิด เื่ราวต่างๆ ปล่อยให้เป็หน้าที่ของลุงเอง"
ซูลี่ได้ยินดังนั้นก็พนักหน้าขานรับ
" ขอบคุณท่านลุงมากเ้าค่ะ"
ไป๋ลู่พยักหน้าอย่างพึงพอใจ ก่อนจะหันไปพูดกับซูเหวินว่า
" เ้าคงเป็ซูเหวินสิ่นะ ขอบใจเ้ามากที่คอยดูแลหลานข้าอย่างดี ข้าต้องตอบแทนเ้าอย่างงามแน่นอน"
เขาพูดพร้อมเอามือตบลงบ่นไหล่ซูเหวินเบาๆ
"เป็หน้าที่ของข้าอยู่แล้วขอรับ"
"ดีๆ พวกเ้าไปพักผ่อนเถอะ ข้าเตรียมที่พักให้เ้าแล้ว"
เสนาบดีไป๋บอกทั้งคู่ก่อนจะให้พ่อบ้านนำทางไป
เมื่อถึงยามเซินพ่อบ้านนำทางซูลี่มาที่ห้องอาหารตามคำสั่งของเสนาบดีไป๋ เขา้าพาซูลี่มาแนะนำให้คนในครอบครัวเขารู้จัก ภรรยาหลวงของเขา มีบุตรชายหนึ่งคนนามว่าไป๋หาน และภรรยารองมีบุตรชายและบุตรสาวอย่างละหนึ่งนามว่า ไป๋ไห่กับไป๋หง หลังจากแนะนำตัวกันเสร็จก็พูดคุยทักทายกันเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มรับประทานอาหารเย็น
ฮูหยินรองไป๋มองทางซูลี่ด้วยสายตาเป็ประกาย ไป๋หงมองทางซูลี่ด้วยท่าทีรังเกียจ นางรู้สึกว่าซูลี่ดูเหมือนหญิงสาวบ้านนอก ผิวก็คล้ำร่างกายก็ซูบผอม มองทีไรก็อดรู้สึกรังเกียจไม่ได้
ธรรมเนียมในตระกูลใหญ่คือชายหญิงแยกโต๊ะ จึงแยกย้ายประจำตำแหน่งตัวเอง เมื่อเริ่มรับประทานอาหาร ทุกคนบนโต๊ะกลับรู้สึกประหลาดใจกับท่าทางของซูลี่ ท่าทางของนางราวกับฝึกฝนมาเป็หมื่นครั้ง แม้แต่ไป๋หงที่เติบโตในจวนยังสู้ไม่ได้
เดิมทีฮูหยินใหญ่ไป๋ยังกังวลว่าซูลี่จะอึดอัด แต่เมื่อเห็นท่าทางแบบนี้นางกลับโล่งใจ และเริ่มทานอาหารในส่วนของตัวเอง
ไป๋หงกลับเบ้ปากก่อนจะทานอาหารในส่วนของตัวเองต่อไป
ฮูหยินรองหรี่ตามองทางซูลี่เป็ระยะ จนแม้แต่ตัวซูลี่เองยังรู้สึกว่ามีคนจับจ้องนางอยู่
หลังอาหารเย็น ซูลี่คิดจะขอตัวกลับแต่กลับถูกฮูหยินรองไป๋รั้งไว้ แล้วเอ่ยถามขึ้นว่า
"หลานซูลี่ ปีนี้เ้าอายุเท่าไหร่งั้นหรือ"
"เดือน 11 นี้อายุ 15 เ้าค่ะ"
ซูลี่ตอบ ฮูหยินรองไป๋ตาเป็ประกาย ไม่มีใครรู้ว่านางคิดสิ่งใดอยู่ เมื่อซูลี่เห็นฮูหยินรองไป๋เงียบไป จึงกล่าวขอตัวกลับที่พัก ครั้งนี้ไม่มีใครรั้งนางไว้อีก
ซูลี่กลับถึงที่พักก็มีสาวใช้หน้าตาน่ารักสองนางมาคอยดูแล นางหนึ่งชื่อเสี่ยวจู อีกนางหนึ่งชื่อเสี่ยวจิน อายุราวๆ 16 ปี ซูลี่ได้ถามถึงซูเหวินกับสาวใช้ทั้งสอง ได้ความว่าเสนาบดีไป๋จัดให้ซูเหวินพักอยู่ห้องทางตะวันตกกับพวกองรักษ์เฉิงตง ซูลี่จึงค่อยวางใจ แล้วกลับไปอาบน้ำเข้านอน
ก่อนนอนนางได้คิดถึงเื่ราวที่เกิดขึ้น ั้แ่ที่นางเข้ามาอยู่ร่างนี้ จนกลายเป็คุณหนูตระกูลซู
นางค่อยๆ เรียบเรียงเื่ราว เพื่อวางแผนอนาคต จนเผลอหลับไป
ในฝันนางได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้สะอึกสะอื้น แว่วมาตามลม ก่อนจะปรากฏร่างที่โชกเืลอยเข้ามาหา แล้วนางก็ใสะดุ้งตื่นขึ้นมา
ต้นยามเหม่า ฟ้ายังคงมืดสนิท ซูลี่อดรู้สึกหวาดกลัวไม่ได้ นางไม่ฝันเช่นนี้บ่อยนัก แต่ทุกครั้งที่นางฝันมันช่างน่ากลัวเหมือนเป็เื่จริง นางทนนอนต่อไปไม่ได้ จึงลุกขึ้นมาล้างหน้าล้างหน้า เสี่ยวจินที่เป็เวรเฝ้าหน้าห้องได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว จึงลุกไปเตรียมน้ำมาให้ซูลี่
ซูลี่ออกมาเดินชมสวนยามเช้าได้พบเข้ากับซูเหวินก็รู้สึกดีใจ อย่างน้อยเขาคือคนที่นางพบคนแรกเมื่อเข้ามาอยู่ร่างนี้ และเขายังเป็คนเดียวที่ดูแลนางและซูลี่คนก่อนมาจนถึงตอนนี้ ไม่แลกเลยที่นางอดประทับใจในตัวเขาไม่ได้
"เกอเกอ ท่านหลับเป็อย่างไร"
"คุณหนูตอนนี้ท่านต้องเรียกข้าว่าซูเหวินแล้ว ข้าไม่ใช่เกอเกอของท่าน"
ซูเหวินเอ่ยเตือนเสียงเข้ม ตลอดมาเขาไม่เคยบอกฐานะที่แท้จริงกับซูลี่ หนึ่งเพราะกลัวอันตรายกับนาง สองเขากลัวความห่างไกลจะมากขึ้นอย่างเช่นตอนนี้
"อย่างไรท่านก็คือเกอเกอของข้า ท่านดูแลมาตลอด ข้าจะทำเช่นนั้นกับท่านได้อย่างไร ต่อไปท่านก็เรียกข้าเช่นเดิมเถิด"
หลังจากที่นางรู้ความจริงนางกลับไม่โกรธเขา แถมยังให้ความสนิทสนมเช่นเดิม ซูเหวินดีใจจนแทบจะเก็บอาการไม่อยู่ ขณะที่กำลังพูดคุยได้มีเสียงหนึ่งดังขึ้นทำลายบรรยากาศ
" อ๊ะๆ นึกว่าใคร ลูกฏกลับใจกับลูกขี้ข้านี่เอง"
ไป๋หงพูดขึ้นพร้อมส่งเสียงหัวเราะกับสาวใช้ ก่อนจะเดินเชิดหน้าจากไป
ซูเหวินมีสีหน้าโกรธเคืองไม่น้อย แต่ซูลี่กลับมีสีหน้าเรียบเฉย นางรับหน้าที่เป็หลี่มามา เกือบ20ปี การเก็บอาการหากบอกว่าเป็ที่สอง คงไม่มีใครเป็ที่หนึ่ง
" เกอเกอ ท่านอย่าสนใจเลย วันนี้ข้าอยากออกไปข้างนอก ท่านจะไปกับข้าหรือไม่เ้าคะ"
"ไปสิ่ เ้าจะไปไหนหรือ"
"ข้าอยากออกไปซื้อของส่วนตัวสักหน่อยเ้าค่ะ"
ซูเหวินเพียงพยักหน้า ไม่ถามอะไรต่ออีก
ซูลี่และซูเหวินจึงพากันเดินไปห้องโถง เพื่อบอกกล่าวกับเ้าบ้าน เมื่อมาถึงได้พบกับเสนาบดีไป๋ในห้องโถง รวมทั้งบรรดาภรรยาและบุตรสาวของเขา มีเพียงบุตรชายทั้งสองของเขาที่ไม่ได้อยู่ที่นี่ ซูเหวินก้าวขึ้นคาราวะ
"คาราวะท่านเสนาบดีขอรับ"
"ทำตัวตามสบายเถอะ พวกเ้าอาจต้องอยู่ที่นี่อีกเป็เดือน"
ซูลี่ประสานมือก่อนจะกล่าวขึ้นว่า
"รบกวนท่านลุงแล้วเ้าค่ะ"
"ไม่ต้องเกรงใจๆ คิดซะว่าจวนนี้เป็บ้านเ้าเถิด ใช่แล้ว เื่บัญชีกับทรัพสินในจวนเ้า ข้าจะให้ฮูหยินใหญ่และฮูหยินรองของข้าช่วยจัดการไปก่อน เ้าคิดเห็นว่าอย่างไร"
ฮูหยินใหญ่ยิ้มน้อยๆ แล้วพยักหน้าให้ ส่วนทางฝ่ายฮูหยินรองยิ้มกว้างดวงตาเป็ประกายวิวับ
ซูลี่ขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะกล่าวว่า
"จะเป็ไปได้เ้าคะ ที่หลานจะสืบหาพ่อบ้านคนเก่าที่ถูกขายออกไป หลาน้าให้พ่อบ้านท่านนั้นกลับมาเป็พ่อบ้านให้หลานและช่วยดูแลบัญชี ได้หรือไม่เ้าคะ"
"เื่นี้ไม่ยาก ก่อนหน้าที่ข้าสืบหาตัวเ้า ข้าพบพ่อบ้านคนเก่าของสกุลซูที่ถูกขายออกไปแล้ว ข้าจะจัดการให้เอง"
"นายท่าน พ่อบ้านที่ร้างราจากการทำบัญชีไปนาน กับเด็กสาวตัวเล็กๆ ที่ไม่เคยทำบัญชี อาจมีปัญหาเื่การจัดการบัญชี ให้ข้าช่วยดีหรือไม่เ้าคะ"
ฮูหยินรองรีบเสนอตัว นางกลัวว่าตัวเองจะไม่มีส่วนร่วมกับเงินของผู้อื่น
"ฮูหยินรองน่าจะยุ่งอยู่กับการดูแลจวน ผู้น้อยไม่กล้ารบกวนฮูหยินรองหรอกเ้าค่ะ"
"ไม่ๆ ข้าไม่ยุ่ง ไม่เป็การรบกวนหรอก"
"เมื่อเช้าข้าพบลิงเข้าฝูงหนึ่งส่งเสียงโหวกเหวกน่ารำคานอยู่ในสวน ต้องขอรบกวนฮูหยินรองจัดการลิงในสวน ก่อนนะเ้าคะ"
ซูลี่พูดขึ้นขณะที่มีสีหน้าเรียบเฉย ปรายตามองไปทางฮูหยินรอง
ฮูหยินรองได้ยินดังนั้นก็รู้สึกงุนงง ลิงอะไรที่ไหน เหตุใดนางถึงไม่เคยเห็น ขณะที่กำลังครุ่นคิดก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น
"แก แกว่าใครเป็ลิง"
เสียงกรีดร้องของไป๋หงดังขึ้นอย่างโมโห ขณะที่ซูลี่ตอบกลับอย่างเรียบเฉย
"มีคำใดที่ข้าเอ่ยว่าใครเป็ลิงงั้นหรือ หรือเ้าคิดว่าตัวเองเหมือนลิงจึงอยากรับ"
"แก นังลูกฏ สมควรแล้วที่จะหมกตัวอยู่กับลูกขี้ข้า"
ไป๋หงพูดออกมาด้วยความโกรธก่อนจะปิดปากเงียบสนิท เมื่อเห็นสีหน้าของผู้เป็บิดา
เมื่อเสนาบดีไป๋ได้ยินบุตรสาวพูดวาจาไร้มารยาทออกมาได้แต่มีสีหน้าเขียวคล้ำ หันไปจ้องหน้าฮูหยินรองกับไป๋หง
"ท่านลุงเ้าคะ ข้าจะขออนุญาตออกไปข้างนอก ให้เสี่ยวจิน เสี่ยวจู และเกอเกอ ไปเป็เพื่อนเ้าค่ะ"
ซูลี่กล่าวขัดจังหวะขึ้น ก่อนที่เสนาบดีไป๋จะะเิอารมออกมา
"ไปเถิด ให้ฮูหยินใหญ่พาเ้าไปเบิกเงิน ก่อนออกไปข้างนอกด้วย"
เสนาบดีไป๋โบกมือไปมา ฮูหยินใหญ่ไป๋เข้าใจความหมายของสามี นางจึงพาคนอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปด้วย
หลังจากนั้นก็พาซูลี่ไปเบิกเงินส่วนของนางที่ห้องบัญชี ตามจำนวนที่นาง้า