ตอนที่ 60 น่าสงสารยิ่งกว่า
เพื่อที่จะกู้หน้ากลับคืน ทันทีที่หลิ่วต้าเหนียงออกมาจากห้อง นางก็หยิบยกข้อผิดพลาดหลายอย่างจากตระกูลหวงขึ้นมา ว่าพี่สาวคนโตของสามีที่แต่งงานออกเรือนไปแล้วแบบไหนกันถึงกลับมากินดื่มโดยไม่ต้องทำอะไร ทั้งยังเรื่องที่ทำให้ลูกสาวที่กำลังท้องกำลังไส้ของนางล้มจนแท้งอีก ใครจะรู้ว่าเจ้าตัวตั้งใจหรือไม่ ...
“ลูกสาวของข้าไม่ได้ผลัก… นางล้มลงเอง” ทันทีที่ป้าหวงได้ยินว่าหวงจวน ลูกสาวของตนถูกกล่าวโทษในเรื่องนี้อีกครั้ง ก็พลันร้อนใจ
“ใครจะรู้เล่า ในเมื่อไม่มีใครเห็น ลูกสาวของข้าก็พูดไม่ชัดเจน ข้ารู้ สะใภ้แต่งงานเข้าตระกูลของเจ้าแล้วก็ถือเป็นคนในครอบครัวบ้านสามี ย่อมเห็นขี้ดีกว่าไส้” หลิ่วต้าเหนียงเผยสีหน้าโกรธจัด “แม้ว่านางจะเห็นคนอื่นดีกว่าญาติมิตร แต่นางก็ออกมาจากท้องของข้า ไม่ว่าจะโกรธมากเพียงใดแต่ก็ไม่อาจเมินเฉยลูกสาวได้ ที่มาวันนี้ก็เพื่อถามเจ้าสักสองสามข้อ หลิ่วเหนียงล้มลงในบ้านของเจ้าใช่หรือไม่ นางตั้งท้องใช่ไหม ซ้ำยังแท้งแล้วใช่หรือไม่?”
ข้อนี้เป็นสิ่งที่ป้าหวงปฏิเสธไม่ได้ “นางล้มจริง แต่มันเป็นอุบัติเหตุ ข้าเองได้เชิญหมอมาแล้ว หมอก็ยังอยู่ที่นี่”
ป้าหวงเอ่ยพร้อมดึงตัวไป๋เพ่ยเพ่ยเข้ามาเพื่อบ่งชี้ว่าตนไม่ได้โกหก มีหมออยู่ที่นี่จริง ๆ
หลิ่วต้าเหนียงค่อนข้างสุภาพกับไป๋เพ่ยเพ่ย โดยเอ่ยถามว่าอาการเจ็บป่วยของลูกสาวนางร้ายแรงหรือไม่ เด็กในท้องสามารถรักษาเอาไว้ได้ไหม การถนอมเด็กในท้องลำบากหรือไม่ หลังคลอดเด็กคนนี้แล้วจะส่งผลกระทบต่อลูกคนต่อไปหรือไม่ ...
สำหรับสตรีแล้ว การมีลูกได้นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง ซึ่งนี่ก็เป็นสิ่งที่หลิ่วต้าเหนียงให้ความสนใจอย่างมากเช่นกัน
ไป๋เพ่ยเพ่ยไม่ได้รับประกัน บอกเพียงว่าจากสถานการณ์ในตอนนี้ เด็กในท้องของหลิ่วเหนียงนั้นยังอยู่ ตราบใดที่บำรุงครรภ์ให้ดีตามยาที่ตนกำหนดให้ หากไม่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้น เด็กก็สามารถออกมาลืมตาดูโลกได้อย่างปลอดภัย ส่วนที่เหลือต้องรอจนกว่าจะคลอด
หลิ่วต้าเหนียงแม้ไม่พอใจกับคำตอบของไป๋เพ่ยเพ่ยเท่าไหร่นัก แต่นางก็รู้ว่าเด็กคนนี้ยังไม่คลอดออกมา หญิงสาวย่อมพูดอะไรได้ไม่มาก นางจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากมุ่งเป้าไปยังป้าหวงอีกครั้ง โดยขอให้ป้าหวงรับประกันว่าจะให้ลูกสาวนางได้กินไข่ไก่วันละฟองเพื่อบำรุงร่างกาย และไม่ว่าสะใภ้จะให้กำเนิดเด็กผู้ชายหรือเด็กผู้หญิงก็ห้ามตำหนิกล่าวโทษ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเด็กคนนี้มีปัญหา หรือหากมีสิ่งใดเกิดขึ้นกับสุขภาพร่างกายของหลิ่วเหนียง ก็จะนับรวมว่าเป็นความผิดของหวงจวน
“อย่ามาว่าข้าปากตะไกร เดิมทีเรื่องนี้ก็เป็นนางที่ก่อให้เกิด” หลิ่วต้าเหนียงเอ่ยพร้อมชี้ไปยังหวงจวนที่ยืนอยู่ด้านข้าง “ไม่มีเหตุผลว่าทำไมลูกสาวคนโตของตระกูลซึ่งแต่งงานย้ายออกไปแล้วถึงยังอยู่กับครอบครัวเดิม การที่ลูกสาวของข้าไม่พอใจนั่นย่อมเป็นเรื่องธรรมดา ไม่อย่างนั้นก็คงไม่สร้างเรื่องที่ไม่น่าอภิรมย์เช่นนี้ขึ้นมาเพราะเรื่องนี้ รวมถึงเพราะนางเกือบจะแท้งลูกด้วย เด็กคนนี้จะต้องเกิดมาอย่างราบรื่นปลอดภัย ไม่มีอะไรผิดปกติ ทุกคนล้วนปีติยินดี หากมีปัญหาเกิดขึ้น นางจะต้องรับผิดชอบไปตลอดชีวิต และพวกเจ้าตระกูลหวงเองก็จะต้องรับผิดชอบไปตลอดชีวิตด้วยเช่นกัน”
จากการประจันหน้ากันธรรมดา ๆ ไม่กี่ประโยคนี้ ไป๋เพ่ยเพ่ยก็สามารถบอกได้ว่าหลิ่วต้าเหนียงผู้นี้ฉลาดกว่าป้าหวงมาก นางรู้วิธีที่จะมุ่งความสนใจไปที่ประเด็นสำคัญ ไม่สนว่าอีกฝ่ายจะมีเหตุผลหรือไม่ก็ตาม อย่างไรนางก็คว้าได้ถูกจุด กล่าวบอกอย่างมีเหตุผลแม้จะมีส่วนที่ไม่สมเหตุสมผลอยู่สามส่วนก็ตาม ทั้งยังเปี่ยมล้นด้วยความมั่นใจ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องให้บรรลุเป้าหมายของตน
เป็นไปได้หรือที่หลิ่วต้าเหนียงจะไม่รู้ว่าการหยิบยกประเด็นเรื่องแท้งลูกของหลิ่วเหนียงมาแล้วจะฟังไม่ขึ้น ที่นางพาดพิงหวงจวนก็เพียงเพื่อทำให้คนตระกูลหวงรู้สึกผิด จิตใจไม่เป็นสุขเท่านั้น การทำเช่นนี้จะทำให้ตระกูลหวงยอมตกลงรับเงื่อนไขของพวกเขา
เงื่อนไขของพวกเขาเกินเรื่องไปอย่างนั้นหรือ?
ก็ไม่ พวกเขาไม่ได้ขอให้ขับไล่ลูกสาวคนโตของตระกูลหวงออกจากบ้านไปเสียเมื่อไหร่กัน เพียงขอให้ปรนนิบัติพัดวีลูกสะใภ้ด้วยอาหารวันละสามมื้อ และกล่าวบอกว่าหากเกิดปัญหาใด ๆ ตามมา ตระกูลหวงต้องเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด ลูกสาวของนางไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดทั้งสิ้น
พูดไปพูดมา ทั้งหมดนี่ล้วนเป็นผลประโยชน์ของหลิ่วเหนียง
วันนี้นางฝากถ้อยคำไว้ที่นี่ โดยมีไป๋เพ่ยเพ่ยเป็น ‘พยาน’ ในวันข้างหน้า หากหลิ่วเหนียงประสบปัญหาใด พวกเขาตระกูลหลิ่วก็สามารถคว้าจุดนี้เพื่อกู้หน้าคืนได้
อาจกล่าวได้ว่าตระกูลหลิ่วเดินหมากเพียงครั้งเดียวแต่ชนะทั้งกระดาน
ไม่เพียงปกป้องหลิ่วเหนียงได้อย่างถึงที่สุด แต่ในขณะเดียวก็ยังสามารถกระจายข่าวไปได้ด้วยว่าตระกูลหลิ่วถือหางปกป้องคนในตระกูล เพื่อให้ตระกูลอื่นที่ดองกับตระกูลตนรู้ว่า สตรีตระกูลหลิ่วไม่ได้รังแกกันได้ง่าย ๆ หากคิดจะข่มเหงหยามเกียรติก็ต้องชั่งน้ำหนักดูเสียก่อน
หลังจากส่งคนตระกุลหลิ่วไปแล้ว ป้าหวงจึงค่อยเดินไปส่งไป๋เพ่ยเพ่ยกลับ พลันถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนเอ่ย “ใครกันคาดคิดว่าตระกูลหลิ่วจะไร้เหตุผลถึงเพียงนี้ ข้าพูดจนปากเปียกปากแฉะว่าหวงจวนไม่ได้ผลักหลิ่วเหนียง ทว่าพวกเขากลับไม่ฟัง รังแต่จะสาดน้ำโคลนใส่ลูกสาวข้า นี่มิเท่ากับว่าบังคับให้หวงจวนไปตายหรืออย่างไร?”
ไป๋เพ่ยเพ่ยไม่ได้แสดงความคิดเห็น เพียงกล่าวย้ำเวลาที่นางจะมาในครั้งหน้าเพื่อที่ป้าหวงจะได้ไม่ลืม
ระหว่างทางกลับ ไป๋เพ่ยเพ่ยถามเซี่ยเหมียวเหมียวว่า “เมื่อครู่ที่บ้านตระกูลหวง เจ้าเห็นอะไรไหม?”
“พี่สาวหวงจวนน่าสงสารนัก พวกเขาก็พูดแล้วพูดอีกว่าไม่ใช่นางที่ผลักพี่สะใภ้ แม้แต่สะใภ้รองของตระกูลหวงยังออกปาก แต่ตระกูลหลิ่วกลับยังคงไม่มีเหตุผล ซ้ำยังยืนกราน บอกว่าพี่สาวหวงจวนเป็นคนทำ”
ไป๋เพ่ยเพ่ยยกยิ้มที่เหมือนไม่ยิ้ม “เจ้าคิดจริง ๆ หรือว่าตระกูลหลิ่วไม่รู้ว่าที่หลิ่วเหนียงล้มไม่ใช่เพราะหวงจวนเป็นคนผลัก?”
“หา! พวกเขารู้หรือเจ้าคะ พวกเขารู้ทั้งรู้แต่กลับพูดเช่นนี้ นั่นมิใช่ว่าพวกเขายิ่งทำเกินไปหรอกหรือ?”
“นี่คือความฉลาดของหลิ่วต้าเหนียง หากนางยอมรับในข้อนี้ เท่ากับยอมรับว่าหลิ่วเหนียงซึ่งตั้งครรภ์พลาดสะดุดล้มด้วยตัวเอง ไม่เกี่ยวอะไรกับตระกูลหวง การวิ่งโร่กันมาของตระกูลหลิ่วในวันนี้ก็นับว่าไม่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง ซ้ำยังอาจต้องชดเชยให้กับตระกูลหวงเสียด้วยซ้ำไป อย่างไรเสีย หลิ่วเหนียงก็กำลังตั้งท้องลูกหลานของตระกูลหวง นางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองท้อง ทั้งยังเกือบจะแท้งหลานคนแรกของตระกูลหวงไปเพราะพลาดล้ม... หากเป็นบ้านอื่น เรื่องนี้จะจบลงอย่างไรล่ะ?”
เมื่อไป๋เพ่ยเพ่ยอธิบายเช่นนี้ เซี่ยเหมียวเหมียวก็รู้สึกแย่ขึ้นมา เด็กหญิงพึ่งจะสามขวบยังไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร
หากเรื่องนี้เกิดขึ้นในตระกูลอื่น ยังต้องพูดอีกหรือ?
หากเป็นแม่สามีที่ทรงอำนาจมากกว่านี้สักหน่อย เกรงว่าลูกสะใภ้คนนี้คงจะถูกจัดการไปแล้ว
“ตอนนี้เจ้าเข้าใจแล้วหรือยัง ที่ตระกูลหลิ่วยึดประเด็นนี้และโยนความผิดให้กับตระกูลหวง เพื่อในอนาคตหากมีปัญหาใดเกิดขึ้นกับหลิ่วเหนียงที่ให้กำเนิดลูกคนนี้ ความผิดทั้งหมดก็จะตกอยู่ที่ตระกูลหวง โดยไม่เกี่ยวข้องอะไรกับหลิ่วเหนียงอีก นี่คือคนฉลาด!” ไป๋เพ่ยเพ่ยกล่าว “แม้ว่ากลยุทธ์ของหลิ่วต้าเหนียงจะเจ้าเล่ห์เพทุบายไปบ้าง แต่อย่างน้อยนางก็สามารถช่วยลูกสาวของตนเอาไว้ได้ เจ้าลองหันไปดูหวงจวนอีกครั้ง แล้วหันกลับมาดูพี่ต้ายาของเจ้า... หากตอนนี้ยังไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร แต่จงจำไว้ให้ขึ้นใจ เมื่อเจ้าโตขึ้นก็จะค่อย ๆ เข้าใจเอง”
เข้าใจอะไร?
เข้าใจว่าหลิวต้าเหนียงเป็นแม่ที่ดี แต่ป้าหวงไม่ใช่งั้นหรือ?
เซี่ยเหมียวเหมียวตระหนักอยู่ในใจ
นางรู้สึกว่าป้าหวงเป็นคนดีมาโดยตลอด รู้จักปกป้องลูกสาวของตัวเอง ยอมที่จะถูกผู้คนซุบซิบนินทา เพื่อที่จะพาหวงจวนซึ่งถูกครอบครัวสามีข่มเหงรังแกกลับมาอยู่ที่ครอบครัวเดิมให้ได้รักษาพักฟื้นร่างกาย แม้จะผ่านมานาน ทว่าคนส่วนใหญ่ก็ไม่อาจทำได้
แต่ท่านแม่บอกให้ลองเปลี่ยนจากหวงจวนเป็นเซี่ยต้ายาดู...
ก็พบความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดในทันที
นางถูกพากลับมายังครอบครัวเดิมเช่นกัน ทั้งยังถูกผู้คนซุบซิบนินทาเหมือนกัน ทว่าต้ายา พี่สาวของนางเมื่อกลับมาแล้วก็กลับมาเลย ไม่มีความสัมพันธ์ใดกับครอบครัวสามีอีกต่อไป ทั้งยังไม่ต้องมากังวลว่าพี่สาวต้ายาจะถูกครอบครัวสามีรังแกอีก
แต่หวงจวนนั้นแตกต่างออกไป นางถูกพากลับมาก็จริง แต่ไม่ใช่แค่ถูกภรรยาของน้องชายขับออกจากครอบครัวเดิม แต่ฝั่งครอบครัวสามีเอง เวลาผ่านไปนานถึงเพียงนี้แล้วแต่กลับยังไม่เคยส่งใครมาเยี่ยมเยียน ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ตอนนี้นางมักจะระมัดระวังตัวอย่างมากอยู่เสมอ และคอยประจบเอาใจทุกคนในตระกูลหวงจนพอใจ
ไม่ประจบก็ไม่ได้ ด้วยหากถูกส่งกลับไปจริง ๆ ผู้เป็นลูกสาวจะยังมีชีวิตที่ดีได้อยู่อีกหรือ?
แม้ว่าการอยู่ในตระกูลหวงจะไม่ได้สุขสบายนัก แต่ก็ดีกว่าอยู่บ้านสามีไม่น้อย