【Perfect Life】

    8 - บ้านหลังใหม่

    8 - บ้านหลังใหม่
    เช้าวันใหม่มาถึงครั้งนี้ดูสดใสกว่าทุกวันหลังจากเดินทางออกมาจากมหาพงไพรวีลิธเขตต้องห้ามเมื่อวันก่อน ที่ได้เพื่อนผู้หญิงคนแรกของชีวิตใหม่ แต่ตอนนี้เริ่มมีปัญหาตรงที่ว่ายิ่งนานวันเข้า ความรู้สึกเหมือนกับกลายเป็นของเด็ก 10 ขวบมากกว่าผู้หญิงอายุเกือบจะ 90 คงเป็นเพราะอยู่ในร่างกายนี้นานเกินไปกระมัง และต้องมายืนคิดหนักอยู่หน้ารั้วหนามใหญ่ตรงหน้า ว่าจะออกไปยังไง!“ตื่นเช้าเหมือนกันนะเจ้าเนี่ย~” น้ำเสียงระรื่นแบบนั้นคงไม่พ้นไลรอน ทว่าครั้งนี้มีบางอย่างผิดปกติไปนิดหน่อยอย่างผมที่ยาวขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อยแถมยังเปียกชื้น แต่เพียงแค่สะบัดหัวไปมาผมก็กลับมาสั้นเท่าเมื่อคืนนี้...จะว่าไปจำได้ลางๆว่าเมื่อคืนนี้หมอนี่บอกว่า... “นี่ไลรอน นายบอกว่าฉันเป็นสายเลือดโบราณเหมือนนายใช่ไหม นายเผ่าอะไรเหรอ..?”“ข้าเป็นเผ่าเงือกน่ะ แปลกใจไหมล่ะ~”“เห... งั้นนายก็เป็นนายเงือกสินะ สุดยอดไปเลย!”“แหม มันก็ไม่ได้ขนาดนั้นหรอก” เกาแก้มแก้เขิน ไม่เคยถูกใครชมเพียงแค่เพราะเป็นเผ่าเงือกมาก่อน “จริงสิ เจ้ามายืนมองอะไรอยู่ตรงนี้ล่ะ จะออกไปข้างนอกรึ?”“อื้ม ตั้งใจจะกลับไปที่นั่นเพราะลืมของน่ะ แต่...ไม่รู้จะออกไปยังไงนี่สิ”“ข้าเองก็ชอบหนีออกไปเดินเล่นแถวนั้นเหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่ข้าจะไปกับฟีเรน่ะ”“แต่จะให้ฉันไปขอร้องเขาอาจจะไม่ช่วยน่ะสิ เพราะดูยังไงเขาก็ไม่ชอบหน้าฉันเลย”“ไม่หรอกน่า ถึงหมอนั่นจะปากเสียไปหน่อยแต่ก็ทำไปเพราะอยากปกป้องทุกคนที่นี่แหล่ะ ยังไงมันก็เป็นหน้าที่ที่ได้รับมาจากพ่อหมอนั่นล่ะนะ~”“...นั่นสินะ” ...ฟีเรก็คงเหมือนเดฟล่ะมั๊ง ที่ตัดสินจากรูปลักษณ์ภายนอกไม่ได้ต้องดูกันที่นิสัย... พอคิดว่าต้องเจอคนที่เหมือนกับเดฟอีกคนก็อดขำไม่ได้“แล้วสรุปว่าเจ้าจะออกไปยังไงล่ะ”“นั่นสิ อือออ... งั้น ขอลองวิธีที่พึ่งคิดได้หน่อยละกัน”“??”ขณะที่ไลรอนทำหน้างง พริสทีนก็เริ่มรวบรวมสมาธิให้มั่น ในเมื่อเธอสามารถเดินบนผิวน้ำได้ บนอากาศก็คงไม่ต่างกัน เริ่มก้าวเท้ากระโดด ทว่าแทนที่จะยืนอยู่บนพื้นกลับยืนอยู่บนอากาศแทน ทำแบบนั้นไปเรื่อยๆจนก้าวข้ามผ่านรั้วไม้แหลมไปลงยังอีกฟากได้อย่างง่ายดาย“โว้วววว!!! สุดยอด! เจ้าใช้เวทย์ลมได้ด้วยเหรอเนี่ย! ข้านึกว่าเจ้าจะเป็นธาตุไฟซะอีก!”“ก็ไม่เชิงน่ะ งั้นไปก่อนนะ ไว้เจอกันจ้ะ!”รีบวิ่งร่าตรงไปตามทางเดิน ข้ามผ่านรั้วไม้ที่ขวางทางด้วยการเดินบนอากาศที่เรียนรู้มา เพราะลอยตัวเหนือพื้นทำให้เท้าไม่เลอะและไม่โดนเศษไม้บาดเท้า วิ่งเริงร่าด้วยความสนุกสนานท่ามกลางบรรยากาศยามเช้าที่เย็นสบาย จนมาหยุดอยู่หน้าทางเข้าห้อมล้อมด้วยก้อนหินแต่ดูไม่เด่นสะดุดตาเนื่องด้วยใบไม้ปกคลุม ก้มโค้งเดินเข้าไปภายใน ตรงไปยังที่ๆตนจากมาเมื่วันก่อนนี้...ทว่าวันนี้กลับได้พบคนที่ต้องการจะพบกำลังนั่งรออยู่พอดี“เดฟ!”“!! พ พริสทีน ทำไมเจ้าถึงมาอยู่ตรงนี้!!?”“!!!!” สะดุ้งเฮือกใหญ่ ตอนอยู่ใต้ต้นไม้ว่าเสียงอีกฝ่ายดังแล้ว พออยู่ใกล้ดังกว่าเดิมเสียอีก “ด เดฟ... เสียงเบาลงหน่อย เสียง..”“อ่า... โทษที เผลอเสียงดังอีกแล้วรึเนี่ย เอาเป็นว่า ทำไมเจ้ามาอยู่ที่นี่ได้? เจ้าน่าจะโดนโซ่ล่ามติดกับต้นไม้นั่นไม่ใช่รึ?”“ไม่รู้เหมือนกัน พอตื่นมาโซ่นั่นก็กลายเป็นสร้อยคอเส้นนี้ไปแล้วน่ะ”“โฮ่...” จ้องสร้อยคอเส้นนั้นเขม็ง เจ้าหล่อนเห็นแบบนั้นเลยปลดการป้องกันการวิเคราะห์ให้ “สร้อยนี่มันหายากพอควรเลย สร้อยทำจากเงินบริสุทธิ์ เจ้ากลมๆนี่ก็น่าจะทำจากคริสตัล ส่วนเจ้าดอกไม้ในน้ำนี่... คุ้นๆเหมือนเคยเห็นมาก่อนแต่ข้านึกไม่ออกน่ะ”“ไม่เป็นไรๆ แค่รู้ขนาดนี้ก็มากพอแล้วล่ะ จริงด้วย ฉันจะมาบอกเรื่องสำคัญน่ะ...” ว่าจบก็เริ่มเล่าเรื่องเมื่อวันก่อนให้ฟัง ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เริ่มไว้ใจอีกฝ่ายมากขึ้น“งั้นตอนนี้เจ้าก็อยู่ที่หมู่บ้านนั่นสินะ ข้าก็เคยแอบได้ยินจากพวกมอนสเตอร์ในป่าว่าเป็นหมู่บ้านที่พวกมันทำลายไม่ได้เพราะมีม่านบาเรียคุ้มครองระดับสูงซะด้วย”“ถึงว่าสิ...”“แต่บาเรียนั่นก็ไม่เป็นผลกับข้าหรอก แล้วก็...ถ้าเป็นไปได้...” เงียบไปสักพักใหญ่จนเธอแอบงงเล็กน้อย เหมือนอยากพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ลัง สุดท้ายก็ยอมพูดออกมา “ข้า...จะแวะไปหาเจ้าเหมือนเดิมได้ไหม?”“เรื่องแค่นี้เอง ได้อยู่แล้วล่ะ” ...ค่อยยังชั่ว นึกว่าจะเตือนหรือจะทำลายหมู่บ้านนั่นซะอีก... เผลอแอบมองในแง่ร้ายไปนิดหน่อย“ขอบใจ”ทั้งคู่นั่งคุยกันอยู่ตรงนั้นจนถึงเย็น บทสนทนาในคราวนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับเผ่าพันธุ์ต่างๆ เรื่องแรกคือเผ่าพันธุ์ที่มีประชากรเยอะมากที่สุดคือมนุษย์ รองลงมาคือเทพ เอลฟ์ และปีศาจ ทุกเผ่าพันธุ์จะมีอาณาเขตหรือประเทศเป็นของตนเอง บนพื้นดินครึ่งหนึ่งเป็นของมนุษย์ เอลฟ์ เผ่าหูสัตว์หรือสัตว์สมิง แฟรี่ คนแคระและพวกมอนสเตอร์อย่างเดฟ อีกครึ่งเป็นของพวกปีศาจโดยจะเรียกที่แห่งนั้นว่าทวีปแห่งความมืด บนท้องฟ้าเป็นของเผ่าเทพ ใต้ทะเลนั้นเป็นของเผ่าเงือกและเผ่าวารี การวางอาณาเขตแบ่งกันแบบนี้ไม่ต่างจากในเกมที่เคยเล่นมาเท่าไหร่เลยทำให้เข้าใจได้ง่ายแต่ประเด็นหลักสำหรับทุกเผ่าพันธุ์คือการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาอย่างการค้าทาสหรือการโกง ดังนั้นหากต้องการจะเข้าไปในอาณาเขตต่างเผ่าพันธุ์ต้องใช้เอกสารรับรองระดับสูงและตราประจำอาณาจักรที่จะแจกให้เฉพาะประชาชน“กรณีทางผ่านไปยังเมืองของพวกข้าจะใช้ขนของไลแคนสีครามเป็นบัตรผ่านน่ะ”“ก็หมายความว่า... มหาพงไพรวีลิธมีเมืองลึกลับแอบซ่อนอยู่สินะ!”“มันก็ไม่ได้ลึกลับขนาดนั้นหรอกน่า ”“แต่มันคือความจริงนี่ ในเมือเดฟเป็นไลแคนสีคราม ก็ย่อมต้องเป็นคนมอบบัตรผ่านใช่มั๊ย? ถ้าให้เดา...คงไม่เคยมอบให้ใครมาก่อนล่ะสิ...”“อึก ก็ไม่เชิง ถ้าพูดให้ถูกคือไม่เคยส่งมอบให้พวกมนุษย์น่ะ มนุษย์ส่วนใหญ่มันไว้ใจไม่ได้ หากเข้าไปในเมืองคงมีหวังไล่จับไล่ล่าพวกไลแคนไปเป็นทาสแน่ ตอนนี้ข้าเลยมอบให้แค่ราชาของเผ่าเอลฟ์ตนเดียว”“ดีจังน๊า... อยากลองไปที่นั่นจัง”เดฟเงียบไปซักพัก ยกแขนซ้ายขึ้นบริเวณผิวเปลี่ยนเป็นขนส่วนหนึ่งแล้วเด็ดขนออกมา 1 คู่ก่อนเปลี่ยนเป็นผิวหนังของมนุษย์เหมือนเดิม ก่อนจะยื่นขนนั่นให้กับเธอ“ข้ายกให้”“! ม ไม่ล่ะฉันเกรงใจ พวกเราก็พึ่งรู้จักกันได้ไม่นานจะมาให้ของสำคัญแบบนั้นมันก็ค่อนข้างจะ...”“เอาไปเถอะน่า ข้าเต็มใจให้อยู่แล้ว สัญชาตญาณของข้ามันบอกว่าเชื่อใจเจ้าได้”“แต่....”“ไม่มีแต่ทั้งนั้น” “เอ่อ.....ถ้างั้น ก็ขอรับมาละกันนะ”“ดี มานี่ ข้าติดให้” พูดเรียบๆแต่น้ำเสียงแกมบังคับ ก่อนนำขนไลแคนสีครามไปเสียบให้ติดกับดอกไม้บนหัวของพริสทีน ก่อนทำอะไรบางอย่างที่ทำให้ขนคู่นั้นติดไม่มีวันหล่นหาย> ได้รับ • ขนของไลแคนสีคราม 1 คู่ ระดับ SSเมื่อเริ่มเข้าสู่ช่วงกลางคืนและเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาวันนี้เดฟไกส์จึงพาไปส่งจนถึงหน้าทางเข้าหมู่บ้าน แล้วรีบหลบเข้าป่าไปไม่ทันจะได้ขอบคุณ เธอเลยคิดว่าจะไปขอบคุณอีกทีเมื่อเจอหน้า ขณะก้าวข้ามรั้วไม้เข้าหมู่บ้านไปหางตาเหลือบเห็นเอลฟ์ที่ได้เจอเมื่อคืนทั้ง 3 คนอยู่หน้าบ้านเดี่ยวด้านขวา และหน้าบ้านมีต้นไม้ต้นใหญ่ตั้งตระหง่าน เมื่อเท้าเหยียบลงสู่พื้นก็รีบวิ่งไปทางนั้นโดยไว“ทุกคนมาทำอะไรตรงนี้เหรอคะ?”“ก็ซ่อมแซมบ้านนี้ให้เจ้าน่ะสิ” เอลฟ์หนุ่มตอบแทนขณะขนอุปกรณ์ซ่อมแซมทั้งหลายออกมา“ยังไงบ้านหลังนี้ก็ร้างมาเกือบร้อยปีแล้ว เลยคิดว่าให้เจ้ามาอยู่ที่นี่ซะจะดีกว่าไปรบกวนท่านสเตลล่า เจ้าจะได้มี เวลาส่วนตัวด้วยคิดว่าไงล่ะ?”“ด ได้จริงๆเหรอคะ...”“ก็ต้องได้อยู่แล้วล่ะน่า ยังไงฟีเรเขาก็ค้านพวกเราไม่ได้หรอก” ยื่นกุญแจให้เธอ “นี่กุญแจบ้าน”“ขอบคุณค่ะ!” รีบรับมาโดยไว ก่อนจะนึกอะไรบางอย่างได้ “คือ จะว่าไปยังไม่รู้จักชื่อทั้ง 3 คนเลย..”“ข้าชื่อลีลีน่า ส่วนคนนั้นชื่อไมล์ และผู้ชายตรงนั้นชื่อจินน่ะ”ทั้ง 3 คนต่างมีจุดเด่นเฉพาะของเผ่าเอลฟ์คือผมสีทองเป็นประกายและดวงตาสีฟ้าใสคนแรก ลีลีน่า คือเอลฟ์สาวผมบ๊อบสวมชุดเดรสแขนตุ๊กตายาว จุดเด่นคือที่คาดผมสีเขียวติดดอกไม้ กระโปรงพองสีครีมทับด้วยผ้าคาดเอวสีเขียว ปกคอเสื้อ คอร์เซ็ตและโบว์ชิ้นใหญ่ติดกระโปรง ถุงน่องกับรองเท้าสีดำทำให้เด่นชัดขึ้น เอลฟ์คนเมื่อคืนก่อนที่ช่วยโต้กลับฟีเรที่กล่าวหาว่าเธอเป็นตัวซวย ส่วน ไมล์ คือชื่อของเอลฟ์สาวผมยาวมัดจุก 2 ข้าง ดูเป็นคนอ่อนโยนแต่เมื่อคืนนี้ค่อนข้างแสดงความหวาดกลัวใส่เธออย่างเห็นได้ชัด สุดท้ายคือ จิน เอลฟ์หนุ่มหล่อผมยาวประบ่า ไมล์สวมชุดคล้ายลีลีน่า แต่จินสวมแค่เสื้อเชิ้ตสีขาวถกแขนเสื้อขึ้น กางเกงสีเขียวทับด้วยรองเท้าบู๊ตยาวสีน้ำตาล ถึงใบหน้าจะยิ้มแต่ดวงตาของอีกฝ่ายแสดงให้เห็นว่ายังไม่ไว้ใจเธอเช่นกันที่เหมือนกันคือทั้ง 3 คนต่างก็มีฝักดาบแนบเอวไว้ คงมีฝีมือในการต่อสู้พอควรแต่ที่น่าสงสัยอีกอย่างคือ...“อ้อ ใช่ ตอนไปถามเจ้าหมาป่าน้อยนั่นเห็นบอกว่าบ้านหลังนี้น่ะมีเรื่องแปลกๆเยอะซะด้วยหลังจากเปิดประตูลงไปชั้นใต้ดินเมื่อ 200 ปีก่อน ถึงจะปิดผนึกไปแล้วก็ยังมีเรื่องประหลาดเกิดขึ้นอีก ยังไงก็สู้ๆน๊า~” ลีลีน่าคลี่ยิ้มหวานโบกมือให้ก่อนเดินไปกับอีก 2 คนถึงจะไม่ทันได้ถามเธอก็ได้คำตอบมาแล้วว่าเพราะเหตุใดบ้านหลังนี้ถึงกลายเป็นบ้านร้างหลังจากนี้จะเอายังไงต่อไปดี จะเข้าบ้านหรือว่าอยู่ข้างนอก...“....ยังไงก็ต้องเข้าล่ะนะ!”แกร๊ก...! ไขกุญแจเข้าไปภายในที่เริ่มมืด จึงสร้างเปลวไฟดวงเล็กให้ลอยอยู่ข้างๆ แสงไฟสว่างมากพอจะทำให้เห็นสภาพโดยรอบของบ้านได้ พอเข้ามาเป็นห้องเล็กปูด้วยพื้นหิน ตรงทางเดินเข้าไปมีม่านปิดบังไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้ไฟไหม้เลยต้องให้ไฟอยู่ในห้องนั้น เมื่อเดินผ่านม่านแล้วสร้างไฟขึ้นมาอีกครั้ง ดูเหมือนคราวนี้จะเป็นทางเดินยาว หน้าต่างทุกบานมีม่านสีขาวปิด จนหางตาเหลีอบไปเห็นประตูบนพื้นมุมซ้ายบน “นี่คงจะเป็นประตูลงไปชั้นใต้ดินที่ว่านั่นสินะ...”แอบขนลุกไม่ได้พอคิดถึงเรื่องที่ลีลีน่าเล่าเกี่ยวกับประตูบานนี้เลยรีบเดินไปทางอื่นอย่างไว พอเดินไปเรื่อยๆก็เจอผ้าม่านสีขาวปิดทางอีกครั้ง ข้างในมีเตียงอยู่คงเป็นห้องนอน“เตียงเก่าเหรอ?” เดินมาสำรวจเตียงที่ค่อนข้างใหม่ ไม่เหมือนเตียงที่อยู่มานานแสดงว่าพวกลีลีน่าคงนำมาเปลี่ยนให้ระหว่างซ่อมบ้านให้ แถมบ้านก็ไม่ได้ดูสกปรกมากซะด้วย ดูเหมือนอย่างแรกที่เธอควรจัดการคือแสงไฟภายในบ้านก่อนนอนหยิบหินเวทย์มนตร์ออกมาจากกระเป๋า ควบคุมเวทย์ลมและไฟเปลี่ยนรูปร่างของโดยจินตนาการภาพออกมาว่าต้องการให้มันมีรูปลักษณ์เช่นไร ไม่นานก็ได้ตะเกียงหินเวทย์มนตร์ที่มีไฟส่องสว่าง ไฟที่ไม่มีวันดับไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นยกเว้นเธอตาย แต่หินค่อนข้างออกไปทางสีฟ้าใสจะเด่นเกินไปเลยทำให้ขุ่นลงซัก 4-5 อัน ก่อนใช้ชิ้นส่วนที่เหลือจากการตัดแต่งมาทำเป็นที่คล้องปักบนเพดาน ถ้าเกิดใช้เวทย์ลมควบคุมไม่ได้ คงต้องมีปัญหาไปตามหาพวกลีลีน่ามาช่วยเนื่องจากส่วนสูงไม่ให้ แขวนไว้บนเพดานทางเข้าไปถึงระเบียงทางเดิน ระหว่างทางเดิน 3 อันและบนเพดานห้องนอนอีกหนึ่ง“เสร็จแล้ววว~” วางกระเป๋าข้างเตียงก่อนกระโดดขึ้นไปนอนกลิ้งเกลือกอย่างสบายใจ แต่กลับรู้สึกว่าเตียงนุ่มน้อยกว่าขนนกที่ใช้หนุนนอนตอนอยู่ที่ต้นไม้จนแอบเซ็งไปเล็กๆ ดูท่าพรุ่งนี้เธอคงต้องกลับไปต้นไม้อีกครั้งเพื่อขนของที่เหลือมาจัดตกแต่งบ้านใหม่นี่ซะแล้วไม่นานเด็กสาวก็ผล็อยหลับไปโดยไม่รู้เลยว่า....ประตูบนพื้นซึ่งเชื่อมไปยังห้องใต้ดินนั้นเริ่มสั่นและมีละอองบางอย่างลอยออกมา...