ดูเหมือนว่าสตรีนางนั้นจะมีฐานะทางบ้านไม่ค่อยดีนักดูท่าทางเป็นกังวลเรื่องเงินทองไม่น้อย แต่นางไม่น่าจะต้องกังวลอะไรนักนะต่อให้นางไม่มีเงินทองแต่เมื่อนางสอบผ่านแล้วก็เท่ากับยกระดับฐานะของตัวเองขึ้นสูงนอกจากทางสำนักจะแจกจ่ายทรัพยากรให้แล้วนางยังอาจได้รับการอุปถัมภ์จากคนใหญ่คนโตอีกก็เป็นได้
ซูเจินสงสัยอยู่อย่างเดียวนั่นคือหากทางบ้านนางฐานะไม่ดีแล้วนางไปเรียนการหลอมโอสถมาจากที่ใด?ต่อให้นางมีรากฐานที่ดีมากแค่ไหน ก็เป็นการยากที่จะหลอมโอสถได้หากไม่มีคนสอน
หรือนางจะเรียนรู้ด้วยตัวเอง?
“สิ่งที่สตรีนางนั้นทำยอดเยี่ยมมากหรือ?”ฮุ่ยชินอ๋องถามอย่างไม่เข้าใจ ตัวเขาไม่มีความรู้เรื่องโอสถมากนักจึงไม่เข้าใจที่ผู้คนตื่นเต้นกับสตรีนางนั้น
“ชินอ๋องคงไม่รู้สตรีนางนั้นหลอมโอสถสำเร็จเป็นคนแรกในเวลาไม่นานนักทั้งยังหลอมโอสถระดับสองที่มีความบริสุทธิ์มากถึงแปดส่วนหลอมครั้งเดียวก็ได้ถึงสี่เม็ดจะไม่ให้ผู้อื่นตื่นเต้นได้อย่างไร?หรือชินอ๋องไม่รู้จักโอสถกระดิ่งเงิน?” ก่อนที่ซูเจินจะได้ตอบคำถามของฮุ่ยชินอ๋องก็ถูกโจวอ๋องตัดหน้าตอบแทน
ฮุ่ยอ๋องยิ้มค้างเลื่อนสายตาไม่มองโจวอ๋องด้วยใบหน้าเข้มขึง รอยยิ้มที่มีหายไปหมด
“พอจะรู้จักบ้างแต่คงไม่เท่าโจวอ๋องกระมังดูเหมือนโจวอ๋องจะมีความรู้เรื่องนี้ดีทีเดียว ท่านน่าจะเป็นผู้ปรุงโอสถนะข้าว่าท่านมีพรสวรรค์ไม่เลว”
โจวอ๋องมุมปากกระตุก “ภาระหน้าที่มากมายหากเป็นไปได้ข้าก็อยากจะแต่งภรรยา แล้วไปใช้ชีวิตสงบอยู่ด้วยกันเหมือนกัน”
ไม่ต้องถามว่าโจวอ๋องหมายถึงใครฮุ่ยอ๋องจ้องอีกฝ่ายสายตาเข้มขึ้น เมื่อเห็นสายตาที่จับจ้องสตรีข้างกาย
“หากเป็นข้า ข้าจะแต่งนางเข้ามาในฐานะพระชายาไม่ต้องเป็นเอกแต่นางจะเป็นหนึ่งเดียว มอบฐานะและเกียรติยศให้นางย่อมเป็นสิ่งที่ดีชั่วชีวิตไม่ต้องกังวลสุขสบายในอ้อมอกของข้า นอกจากข้าแล้วนางก็ไม่ต้องกลัวผู้ใด”ฮุ่ยอ๋องเอ่ยคล้ายให้คำสัญญา หนักแน่นมั่นคงเป็นที่สุด
โจวอ๋องละสายตาจากสตรีในดวงใจมองสบตาบุรุษอีกคนใครว่าเขาไม่เคยคิดเช่นนั้น แต่เขาได้รับบทเรียนมาแล้วต่างหากหากยังมีลาภยศก็ยากจะหลีกเลี่ยงเรื่องวุ่นวายมิสู้ไปใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันสักแห่งอย่างมีความสุขไม่ดีกว่าหรือ?
เหล่าคนที่อยู่ด้านหลังถอยหลังออกไปอีกหนึ่งก้าวรู้สึกอึดอัดกับพลังที่ทั้งคู่ปล่อยออกมา แวบนึงไห่จินเฟิ่งนึกถึงคำของน้องสาวนางเคยบอกว่าที่เช่นวังหลวงไม่เหมาะกับนาง ดูท่าจะจริง
วังหลวงกับจวนขุนนางคงไม่เหมาะกับบุตรีพ่อค้าเช่นนาง...
ซูเจินที่ทำเป็นไม่สนใจการสนทนาของทั้งคู่เกิดใจสั่นไหวคำพูดของหนึ่งในนั้นช่างสั่นคลอนใจของนางเป็นสิ่งที่นางปรารถนาที่จะได้ยินเป็นอย่างยิ่ง รู้สึกหัวใจฟูฟ่องคับอกต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมากเพื่อบังคับตัวเองไม่ให้หันไปมอง
ซูเจินทำเป็นไม่ได้ยินทว่ากลับมีประโยคนั้นวนเวียนอยู่ในหัว จนกระทั่งเตาหลอมสีแดงใบหนึ่งดับแสงลง
ดูเหมือนจะหลอมเสร็จอีกคนแล้ว...
ผู้เข้าสอบเพียงหนึ่งเดียวที่ทำการหลอมโอสถพิษอาจารย์ทั้งสามต่างให้ความสนใจไม่น้อย พวกเขาเดินเข้ามาดูโอสถสีม่วงเข้มใบหน้ามีความพึงพอใจพาดผ่าน
โอสถพิษใช้เวลาในการหลอมน้อยกว่าผู้อื่นหลินหลิงจึงหลอมเสร็จก่อนอีกสามคน ทว่าต้องหลอมได้ละเอียดที่สุดจึงจะหลอมได้อย่างปลอดภัยข้อเสียของการหลอมโอสถพิษคือผู้หลอมเสี่ยงที่จะถูกไอพิษระหว่างหลอมได้ง่าย
สีหน้าของหลินหลิงเต็มไปด้วยความทะนงรอยยิ้มลึกปรากฏเต็มใบหน้า
“หลินหลิงหลอมโอสถทุรนความบริสุทธิ์แปดส่วนทั้งหมดสามเม็ด ผ่าน!” อาจารย์ชราประกาศเรียกเสียงฮือฮาอีกหน ไม่รู้ว่าวันนี้พวกเขาฮือฮาไปแล้วกี่หนคุ้มค่าที่มาดูการหลอมโอสถในครั้งนี้จริงๆ
“นี่ป้ายหยกของเจ้า ไปพักผ่อนเถอะ”
“ขอรับอาจารย์” หลินหลิงยกมือขึ้นเคารพอีกฝ่ายสบตากับโจวอ๋องแวบนึงก่อนจะเดินลงเวทีไป
เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วยามครึ่งกับอีกหนึ่งเค่อแล้วพริบตาเดียวก็มาถึงช่วงสุดท้ายของการสอบแล้ว เหลืออีกสามคนที่ยังทำการหลอมอยู่หนึ่งในนั้นเหลียงจือมีสภาพย่ำแย่ที่สุดแล้ว
ซูเจินรู้ดีว่าเป็นเพราะพิษเย็นยะเยือกในกายของเขาส่งผลต่อการหลอมทำให้เขาต้องใช้พลังและสมาธิอย่างสูงที่สุดอีกทั้งยังต้องหลอมด้วยเตาเก่าๆที่ไม่คุ้นชิน ไม่แปลกที่เขาจะหมดสภาพเช่นนั้น
แต่ต้องนับถือที่เขายังทำการหลอมได้อย่างละเอียดดีดูเหมือนเขาจะเป็นอัจฉริยะปรุงโอสถตัวจริง
มู่เหลียนฮวาเรียกไฟของตัวเองกลับคืนมาก่อนจะพ่นลมออกจากปากยาวนางเปิดฝาออกส่งผลให้กลิ่นหอมชนิดหนึ่งกระจายออกมา ผู้คนด้านล่างสูดดมอย่างตื่นเต้นรอฟังว่าคุณหนูสกุลมู่หลอมโอสถมีผลเป็นเช่นไร
ซูเจินมองมู่เหลียนฮวาที่กำลังระบายยิ้มแค่ดมกลิ่นก็รู้แล้วว่าโอสถที่นางหลอมธรรมดาอย่างยิ่ง...
“ท่านอาจารย์ มู่เหลียนฮวาหลอมเสร็จแล้วเจ้าค่ะ”มู่เหลียนฮวาเอ่ยเสียงหวาน เหลือบมองอีกสองคนที่ยังหลอมไม่เสร็จแล้วยิ้มนิดๆใบหน้าเชิดขึ้นอย่างไม่รู้ตัว
“โอ้...”อาจารย์ทั้งสามคนเดินมาตรวจดูโอสถที่อยู่ในมือขาวนวล
ทำไมพวกเขาจะไม่รู้ว่าโอสถที่นางหลอมคุณภาพเทียบกับอีกสองคนที่หลอมเสร็จก่อนหน้าไม่ได้กลิ่นหอมที่กระจายตอนเปิดฝาออกนั้น หากผู้ที่เชี่ยวชาญเรื่องโอสถย่อมไม่มีใครไม่รู้ว่าโอสถคุณภาพดีไม่พออาจเป็นผลมาจากการกลั่นวัตถุดิบได้ไม่บริสุทธิ์พอหรืออาจจะมากเกินไป
“อืม” ชายชราพยักหน้าเบาๆ
โอสถกระจ่างฟ้าดังคาด
“มู่เหลียนฮวาหลอมโอสถกระจ่างฟ้าความบริสุทธิ์หกส่วนหลอมออกมาได้สองเม็ด ผ่าน!” ชายชราประกาศเสร็จแล้วก็ยื่นป้ายหยกให้ทันที“นี่ป้ายหยกของเจ้า”
“ขอบคุณเจ้าค่ะ”มู่เหลียนฮวารับมาด้วยมือสั่นระริก รู้สึกอับอายที่ผู้คนแม้จะไม่มีผู้ใดหัวเราะแต่เหตุใดนางจะไม่รู้ว่าพวกเขากำลังเปรียบเทียบนางกับคนที่หลอมเสร็จไปก่อนหน้า
มู่เหลียนฮวารู้ตัวว่าตอนกลั่นวัตถุดิบนางทำพลาดไปเล็กน้อยทำให้กลั่นวัตถุดิบได้ไม่ดีพอแต่นางก็ชดเชยด้วยการหลอมจนโอสถมีความบริสุทธิ์ถึงหกส่วนแล้วพวกมันไม่มีสิทธิ์มาหัวเราะนาง!
มู่เหลียนฮวารู้สึกอับอายยิ่งขึ้นเมื่อเห็นสตรีในชุดแดงเห็นสายตายิ้มเยาะก็รู้สึกร้อนรุ่มในใจก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นเบิกตากว้างเมื่อเห็นชินอ๋องประทับอยู่ข้างนาง
นางเป็นอะไรกับชินอ๋อง?
มู่เหลียนฮวาเดินลงเวทีไปด้วยความสับสนและกังวลใจหากนางผิดใจกับชินอ๋องย่อมหมายถึงปิดประตูสู่ตำแหน่งฮองเฮา ไม่ได้!จะปล่อยให้เป็นเช่นนั้นไม่ได้!
ซูเจินไม่เข้าใจว่าทางสำนักใช้อะไรเป็นเกณฑ์การตัดสินว่าใครผ่านไม่ผ่านขนาดมู่เหลียนฮวาหลอมโอสถมีคุณภาพเพียงหกส่วนก็ยังสอบผ่านได้
นางนึกว่าอย่างน้อยก็ควรจะมีคุณภาพสักเจ็ดส่วนเสียอีก
บนเวทีเหลือเพียงสองคนแล้วเหลียงจือกับน่าหลันเฟยหยากำลังหลอมโอสถในขั้นตอนสุดท้ายน่าหลันเฟยหยาเปิดฝาเตาออก มือนึงหยิบเอาขวดใบเล็กสองใบมายื่นเหนือเตา อีกมือก็บังคับให้โอสถน้ำลอยขึ้นมาจากเตาแล้วใส่ลงในขวดปิดฝาขวดอย่างแน่นหนา
ทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างรวดเร็วกลิ่นหอมของโอสถเล็ดลอดออกมาเพียงเล็กน้อย ก่อนจะหายไปเมื่อนางปิดฝาขวดลง
โอสถน้ำต้องเก็บให้ดีไม่เช่นนั้นคุณภาพของโอสถจะลดลงได้ง่าย