“อาหนูเมธาวี วันนี้ปิดร้านเร็วหน่อยนา แปะจะไปกินข้าวกับลูกตอนเย็น”
“ได้ค่ะแปะ เก็บของอีกนิดเดียวก็เสร็จแล้วค่ะ”
'เมธาวี' หรือเมย์ เด็กสาวอายุ 24 ปี หลังจากเรียนจบก็มาทำงานอยู่ที่ร้านขายยาแผนโบราณแห่งนี้ เหตุผลเพราะเธอมีความสนใจเื่ยาสมุนไพร และยังอยากตอบแทนบุญคุณอาแปะเ้าของร้านที่เป็ผู้สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเรียนให้ อาแปะเห็นว่าเมธาวีเป็เด็กดี ขยัน และเรียนเก่ง เพียงแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในการเล่าเรียนจึงให้การสนับสนุนเธอ อีกทั้ง อาแปะก็เคยให้ทุนการศึกษาแก่เด็กนักเรียนที่เรียนดีแต่ขาดแคลนในละแวกนี้มาแล้วหลายคน ชาวบ้านยกย่องและนับถืออาแปะมาก
อาแปะเคยเล่าให้ทุกคนฟังว่าสมัยที่อากงและเตี่ยของอาแปะมาอยู่ที่นี่ใหม่ๆ ชีวิตความเป็อยู่ค่อนข้างลำบาก มีเพียงความรู้ด้านการแพทย์แผนโบราณที่ติดตัวมา จนได้มาพบกับครอบครัวของผู้มีพระคุณที่เห็นความสามารถนี้ จึงออกเงินเปิดร้านยาให้ โดยมีเงื่อนไขว่าให้คิดค่ารักษาคนไข้ในราคาไม่แพง และในเดือนหนึ่งจะต้องมีหนึ่งวันที่ต้องทำการตรวจรักษาฟรี อากงกับเตี่ยดีใจมากที่จะได้นำความรู้ที่มีมาใช้เลี้ยงตัว ทั้งได้ตอบแทนผู้มีพระคุณ และยังได้ช่วยเหลือชาวบ้านที่เดือดร้อนด้วย
อากงจึงสั่งสอนลูกหลานทุกคนให้รู้จักสำนึกบุญคุณและช่วยเหลือคนที่เดือดร้อนกว่าเราหากเราสามารถช่วยได้ อาแปะทำตามคำสอนของอากงและเตี่ย ด้วยการสนับสนุนการศึกษาให้กับเด็กๆ เพราะอาแปะเห็นว่าหากพวกเขามีความรู้ที่ดีแล้ว พวกเขาถึงจะเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัว รวมถึงพวกเขาจะสามารถช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนกว่าในอนาคตได้ด้วย
“วันนี้ร้านปิดเร็ว หนูเมย์จะแวะไปช่วยยายขายของที่หน้าปากซอยก่อนหรือเปล่าล่ะ” เถ้าแก่ลูกชายอาแปะถามขณะรอปิดประตูร้าน
“ไปค่ะเถ้าแก่”
“หนูน่าจะไปเที่ยวกับเพื่อนบ้างนะ หาเวลาผ่อนคลายตัวเองบ้าง อย่าเคร่งเครียดมากเกินไป” เถ้าแก่บอกกับเด็กสาว
“ขอบคุณค่ะเถ้าแก่ ่เย็นอย่างนี้เพื่อนๆ ไม่ค่อยนัดเจอกันหรอกค่ะ ส่วนใหญ่จะนัดเจอกันวันหยุดมากกว่า จะได้มีเวลาเที่ยวนานๆ” เมธาวียิ้มตอบอย่างสดใสก่อนจะสะพายเป้เดินกลับบ้าน
อาแปะกับเถ้าแก่ได้แต่มองตามหลังเด็กสาว พวกเขารู้จักครอบครัวเด็กสาวเป็อย่างดี เธออาศัยอยู่กับยายและน้องชาย แม่ของพวกเธอไปแต่งงานใหม่ ทิ้งลูกไว้ให้ยายเลี้ยง จะส่งเงินมาให้บ้างนานๆ ครั้ง ตอนเด็กเมธาวีป่วยเป็ภูมิแพ้ เวลาอากาศเปลี่ยนอาการจะกำเริบ ยายก็จะพาเธอมาหาพวกเขาอยู่เป็ประจำ จนอายุได้ 9 ขวบ อยู่ดีๆ อาการภูมิแพ้ก็หายไป และจากเด็กขี้อายก็กลายมาเป็เด็กร่าเริงสดใส ไม่เก็บตัวเหมือนแต่ก่อน
ความจริงแล้วเมธาวีก็มีความลับเหมือนกัน เพราะเธอไม่ใช่เด็กหญิงเมธาวีตัวจริงน่ะสิ เธอคือ 'ช้อย' เกิดในสมัยอยุธยา อายุเพิ่งครบ 12 ปี ก็ถูกพ่อเอาตัวมาขายเพื่อใช้หนี้พนัน ถึงแม้แม่จะเสียใจแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่สัญญาว่าจะรีบหาเงินมาไถ่ตัวเธอให้เร็วที่สุด แต่ก็ไร้วี่แวว จนอายุได้ 18 ปี เกิดไข้ป่าระบาด ช้อยก็ตายไปด้วยสาเหตุนี้
แต่เหมือนโชคชะตาเล่นตลก คืนหนึ่งตอนที่เด็กหญิงเมธาวีอายุได้ 9 ขวบ เด็กหญิงมีอาการภูมิแพ้กำเริบ แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก และหมดสติไป ช้อยก็ได้เข้ามาอยู่ในร่างเด็กหญิงและใช้ชีวิตแทนเด็กหญิงเมธาวีมาจนถึงทุกวันนี้
“ยายจ๋า ขายขนมหมดรึยังจ๊ะ”
“อ้าว! ยัยเมย์ ทำไมวันนี้เลิกงานเร็วล่ะลูก”
“อาแปะไปธุระกับลูกชายน่ะจ้ะ ร้านก็เลยปิดเร็ว”
“เหลืออีกนิดเดียว รอขายขนมหมดก่อน แล้วเราค่อยกลับบ้านกัน”
“แหมๆๆ ยายศรี จะกลัวอะไรกับขนมที่เหลือแค่นี้ แค่ให้หลานสาวของยายยืนส่งยิ้มหวานๆ อย่างเดียวก็พอแล้วมั๊ง โน่นงัย..หนุ่มๆ ที่ยืนอยู่ตรงโน้นน่ะส่งยิ้มมาให้กันยกใหญ่” น้าอิ่มแม่ค้าขายขนมไทยที่อยู่แผงข้างกันชี้มือไปที่ป้ายรถเมล์ แล้วหันมาพูดกับเมธาวีด้วยความอิจฉาเพราะร้านตัวเองขายไม่ดีเท่า “ใช่มั๊ยจ๊ะน้องเมย์คนสวย”
“พวกเขาส่งยิ้มมาให้ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับหลานสาวข้าฮะนังอิ่ม” ยายศรีตอบกลับ
“ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไร ก็เห็นขนมร้านป้าขายดี หลานสาวคนสวยของป้ามายืนอยู่ด้วย...ก็คงขายดีเหมือนขนม” น้าอิ่มแม่ค้าขายขนมยังยิ้มพูดต่อและใช้สายตามองเมธาวีอย่างมีความหมาย
“ขนมร้านหนูขายดีจริงๆ ด้วย ขอบคุณนะคะน้าอิ่ม ที่ชมว่าร้านหนูหน้าตาดีทั้งขนมทั้งคนขาย คงไม่เหมือนขนมของร้านน้า อืม...ที่ขายไม่ดีนี่ไม่รู้ว่าเพราะหน้าตาของขนมหรือเพราะหน้าตาของ...” เมธาวีหยุดพูดขณะที่หันไปมองหน้าน้าอิ่ม
“นี่แกหมายความว่ายังไง”
“หนูก็ไม่ได้หมายความว่ายังไงค่ะ น้าอิ่มจะคิดว่ายังไงก็แล้วแต่น้าอิ่มเลย” เมธาวีตอบอย่างไม่สนใจ
“หนอย...นังเด็กกำพร้า แม่แกคงรู้ว่าแกโตมาจะปากเสียอย่างงี้สินะ ถึงได้ทิ้งแกไป”
“แม่ผมจะทิ้งพวกผมไปรึเปล่า นี่ก็ไม่ธุระอะไรของน้า แต่ที่น้าถูกทิ้งน่ะเป็เื่จริงแน่นอน” เมธัส น้องชายของเมธาวีเข้ามาได้ยินพอดีจึงว่าน้าอิ่มกลับไป
น้าอิ่มเป็แม่หม้าย สามีทิ้งไปแต่งงานใหม่ น้าอิ่มมีอาชีพขายขนมไทยเช่นเดียวกับยายศรี แต่ขายไม่ดีเท่าของยายศรี จึงคอยพูดจากระทบกระเทียบยายศรีกับหลานอยู่เป็ประจำ วันนี้ขนมที่ร้านยังเหลืออยู่มาก น้าอิ่มจึงพูดจาหาเื่เหมือนทุกๆ วัน
“แก...แกสองพี่น้องอยากลองดีกับข้าใช่ไหม” ด้วยความโมโห น้าอิ่มเดินตรงไป หวังจะเข้าไปผลักเมธัส
เมธาวีมองเห็นเหตุการณ์ั้แ่แรกจึงคิดที่จะวิ่งเข้าไปดึงตัวน้องชายออกมาเพราะกลัวน้องชายจะถูกผลักไปกลางถนน กลายเป็เธอเสียหลักล้มลงไปที่ถนนแทน
“เอี๊ยดดดดดด...โครม”